ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรภูมิหลังกับแรงจูงใจในการปฎิบัติงาน

1. เพศกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

องค์ประกอบที่สำคัญและมีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ประการหนึ่งก็คือเพศ สังคมโดยทั่วไปประกอบด้วยเพศหญิงและชาย เพศเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดสิทธิ อำนาจ หน้าที่ซึ่งเป็นพฤติกรรมทั้งหลายของสมาชิกในสังคม รอย แชฟเฟอร์ (Roy Schafer 1979 อ้างถึงใน นวลจันทร์ ทัศนชัยกุล 2529, 81-82) ได้ สรุปว่า จิตใจของผู้หญิงไม่รุนแรง บางครั้งเลื่อนลอย ไม่เป็นสาระแน่นอน ผู้ชายจะมี จิตใจหนักแน่นกว่าผู้หญิง มักจะแสดงอาการเอาจริงเอาจังในเรื่องกฎเกณฑ์ ระเบียบที่ถือปฏิบัติให้เที่ยงตรงเคร่งครัดกว่าผู้หญิง ในแง่การใช้ชีวิตโดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นการ ประกอบอาชีพ หรือการคบค้าสมาคมกับใคร ๆ เมื่อได้มีการศึกษาด้านจิตวิเคราะห์แล้ว พบว่าคุณภาพทางจิตใจของผู้ชายสามารถแยกความรู้สึกต่าง ๆ ที่มากระทบกระเทือนจิตใจได้ดีกว่าผู้หญิงมาก ความรู้สึกเหล่านี้ได้แก่ ความโกรธ ความเสียใจ ความผิดหวัง ความสงสาร และความพอใจ นอกจากนี้ ภัสสร ลิมานนท์(2527, 1-6) ได้กล่าวว่า นับแต่มีการจดบันทึกประวัติความเป็นมาของมนุษยชาติไว้เป็นหลักฐาน มักจะพบว่าความคิดและความประพฤติปฏิบัติที่มีนัยยะแสดงให้เห็นถึงความเหนือ กว่าของบุรุษเพศเมื่อเทียบกับสตรีนั้นปรากฎให้เห็นได้ในแทบทุกสังคม นักสังคมวิทยาผู้สนใจศึกษาความ แตกต่างของบทบาทและความไม่เท่าเทียมของเพศ ได้แสดงความคิดเห็นต่าง ๆ กันในรูปของข้อเขียนและทฤษฎี เพื่ออธิบายความเป็นมาของการกำหนดบทบาทของเพศและการแบ่งแยกกิจกรรมของชายและ หญิง ได้สร้างข้อสันนิษฐานว่า การแบ่งบทบาทหรือหน้าที่ ระหว่างเพศชายและหญิงนั้นมีต้นตอมาจากปัจจัยทางธรรมชาติ (Nature) และชีวภาพ (Biology) นั่นคือโครงสร้างของเพศชายจะแข็งแกร่งกว่าเพศหญิง นอกจากนี้ปัจจัยทาง วัฒนธรรม (Social Norms) ในแต่ละวัฒนธรรมจะปลูกฝังให้สมาชิกชายและหญิงเมื่อแรกเกิดมีอุปนิสัยแตกต่าง กันออกไป และสมาชิกใหม่ทั้งชายและหญิงต้องยอมรับ ทัศนคติ และบทบาทที่สังคมกำหนดไว้ให้ กล่าวคือการอบรมเลี้ยงดูภายในครอบครัว จะเน้นถึงฐานะความเป็นผู้นำของชายและฐานะผู้ตามของหญิง แวดวงชีวิตของหญิงโดยทั่วไปแล้วแคบกว่าของชาย นอกจากนี้ Holter (1973 อ้างถึงใน ภัสสร ลิมานนท์2527, 11) ได้กล่าวไว้ว่า “บุรุษเพศมีการแสดงตัวว่าเป็นตัวแทนมนุษยชาติ บุรุษเพศจึงกำหนด กฎเกณฑ์เรื่องต่าง ๆ ภายในสังคม” และจากการศึกษาของ Mechanic (1964 อ้างถึง โอรส วงษ์สิทธ 2528, 23) ที่ศึกษาถึงความแตกต่างในเรื่องของการเรียนรู้ทางสังคม (Socialization) ที่มีผลต่อการปฏิบัติด้านอนามัยของแต่ละเพศ เขาพบว่าในหลาย ๆ สังคม เปิดโอกาสให้เพศหญิงบ่นได้มากกว่าเพศชาย
จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าเพศที่แตกต่างกันน่าจะทำให้แรงจูงใจในการปฏิบัติงานแตก ต่างกัน โดยเพศชายน่าจะมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมากกว่า เพศหญิงเพราะเป็นเพศที่มีความแข็งแรงทางร่างกาย และเก็บอารมณ์ได้ดีกว่าเพศหญิง

2. อายุกับแรงจูงใจในการปฎิบัติงาน

อายุเป็นปัจจัยที่สำคัญที่เป็นตัวกำหนดฐานะของบุคคลในสังคมไทย และจากผลงานวิจัยในหลาย ๆ แห่ง พบว่า บุคคลที่มีอายุที่แตกต่างกัน จะมีความคิดเห็นและการปฏิบัติในสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ตัวแปรด้านอายุเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ต่าง ๆ ของประชากร เพราะอายุนั้นนอกจากจะเป็นลักษณะทางชีววิทยาแล้วยังเป็น ลักษณะของสังคมอีกด้วยในแง่สถานภาพที่ได้ (Davis 1969อ้างถึงใน โอรส วงษ์สิทธิ 2528, 23) นอกจากนี้มีงานวิจัยที่เชื่อว่า แรงจูงใจจะมีมากเมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนอายุยังน้อยแล้วก็จะค่อย ๆ ลดลงหลังจากผ่านไปหลาย ๆปีเมื่ออายุมากขึ้น และจะรักษาระดับแรงจูงใจที่ค่อนข้างตํ่าเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ดังรายงานผลการวิจัยของ ชุลทซ์ (Schultz 1973 อ้างถึงใน พ.ต.ท.ปานศิริ ประภาวัต 2530, 39) ข้าราชการอาจมีความต้องการที่แตกต่างกันตามวัย ดังเช่น ข้าราชการที่เพิ่งเริ่มทำงาน มีวัยหนุ่มแน่นอาจ จะมองหาโอกาสที่จะสนองตอบความคาดหวังของเขา หรือหาทางที่จะทำให้ความใฝ่ฝืนของเขากลายเป็นความจริงอย่างกระตือรือร้น ทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งเสียสละ ทุ่มเท ในขณะที่ข้าราชการวัยกลางคนอาจจะไม่แน่ใจว่าเขาจะบรรลุเป้าหมายที่เขาต้อง การหรือไม่

3.ชั้นยศกับแรงจูงใจในการปฏิบ้ติงาน

องค์ประกอบที่สำคัญและมีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่น่าสนใจ อีกประการหนึ่ง ได้แก่ ชั้นยศ ได้อาศัยผลการวิจัยของติน ปรัชญพฤทธ (2527, 68-69) ได้ศึกษาวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางสังคมเศรษฐกิจ และวิธีปฏิบัติทางการบริหารงานบุคคล กับความพึงพอใจในงานและความสัมฤทธิ์ผลของงาน กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นหัวหน้าภาควิชา ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลการวิจัยพบว่าระดับ (ซี) มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในงานของหัวหน้าภาควิชา โดยหัวหน้าภาควิชาที่มี ระดับซีตํ่ามีความพึงพอใจในงานสูงกว่าหัวหน้าภาควิชาที่มีระดับซีสูง สำหรับงานวิจัย เรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กองตรวจคนเข้า เมือง 2 นี้ ผู้วิจัยก็ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่าข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กองตรวจคน เข้าเมือง 2 ที่มีชั้นยศต่ำกว่า (ชั้นประทวน) จะมีแรงจูงใจมากกว่าข้าราชการตำรวจตรวจ คนเข้าเมืองที่มีชั้นยศสูงกว่า (ชั้นสัญญาบัตร) ทั้งนี้เพราะข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้า เมืองชั้นสัญญาบัตรมีหน้าที่และลักษณะงานที่จะต้องรับผิดชอบมากกว่า จึงมีความเสี่ยง ในการปฏิบัติงานมากกว่าข้าราชการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชั้นประทวน

4.หน่วยงานที่สังกัดกับแรงสูงใจในการปฎิบัติงาน

ในการปฏิบัติงานในองค์การใดๆ ก็ตาม ย่อมมีแต่ละแผนกแยกย่อยกันออกไป และทำงานแตกต่างกันเช่นเดียวกับหน่วยงานในสังกัดกองตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่ง แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้
4.1 ฝ่ายอำนวยการประกอบด้วย
1. งานธุรการและกำลังพล รับผิดชอบเกี่ยวกับงานธุรการทั่วไป งานบริหารงานบุคคล งานสวัสดิการ
2. แผนงานและวิชาการ รับผิดชอบเกี่ยวกับการกำหนดจัดทำติดตาม ประเมินผลแผนงานนโยบายต่าง ๆ งานจัดทำสถิติ งานวิชาการ
3. งานการเงินและพัสดุ รับผิดชอบเกี่ยวกับงานการเงิน งานพัสดุ ครุภัณฑ์ยานพาหนะ
4.2 ฝ่ายปฎิบัติการ ประกอบด้วย
1. ฝ่าย 1 (งานตรวจขาเข้า) รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจบุคคลและ พาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักร
2. ฝ่าย 2 (งานตรวจขาออก) รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจบุคคลและ พาหนะที่จะออกไปนอกราชอาณาจักร
3. ฝ่าย 3 (งานตรวจบุคคลและพาหนะที่ผ่านราชอาณาจักร) รับผิดชอบ เกี่ยวกับงานตรวจตราบุคคลสำคัญ และคนอพยพที่เข้ามาในหรือออกนอกราชอาณาจักร และงานพิธีการเข้าเมือง
4. ฝ่าย 4 (งานตรวจลงตรา) รับผิดชอบเกี่ยวกับงานตรวจลงตราให้กับคนต่างด้าว
การ ทำงานที่ต่างหน่วยงานที่สังกัด ย่อมทำให้ภาระหน้าที่ ลักษณะงานแตกต่างกัน ในส่วนของฝ่ายอำนวยการจะมีลักษณะงานด้านหนังสือเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ฝ่ายปฏิบัติการจะมีลักษณะงานเกี่ยวกับการให้บริการนักท่องเที่ยวโดย ตรง ซึ่งการตรวจอนุญาตให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า – ออกนอกราชอาณาจักรต้องกระทำในลักษณะเผชิญหน้าต่อกัน จึงอาจมีการปะทะหรือกระทบกระทั่งกันได้บ้าง และเป็นงาน ด้านบริการตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่ฝ่ายอำนวยการรับผิดชอบเฉพาะในช่วงวันและ เวลาราชการเท่านั้น ดังนั้น จึงเชื่อว่าการทำงานในหน่วยงานที่สังกัดต่างกัน แรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานจึงน่าจะแตกต่างกัน โดยข้าราชการตำรวจที่อยู่ฝ่ายอำนวยการน่าจะมี แรงจูงใจมากกว่าผู้ที่ปฏิบัติงานในฝ่ายปฏิบัติการ

5. ระดับการศึกษากับแรงจูงใจในการปฎิบัติงาน

จากแนวความคิดของ James Mill ที่เกี่ยวกับตัวแปรด้านการศึกษา (ชุมนุม สัมมนาคณะรัฐศาสตร์ 2513, 37) ได้เสนอไว้ว่า การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงธรรมชาติมนุษย์การ ศึกษามิใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้จากคนหนึ่งไป สู่คนหนึ่งการศึกษาที่สมบูรณ์จะต้องเป็นการศึกษาที่เพิ่มพูนสติปัญญา และสร้างความสมบูรณ์ในตัวมนุษย์ให้เกิดขึ้น คือให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง สามารถสร้างสติปัญญาตัดสินวินิจฉัยเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือจากการศึกษาของ ขวัญใจ เลอจันทร์ (2514,47) เรื่อง การเลื่อนฐานะทางสังคมของประชากรไทยในชนบท พบว่า ผู้ที่ได้รับการศึกษาสูงย่อมมีโอกาสดีกว่าผู้ที่ได้รับการศึกษาตํ่า เช่น โอกาสในการทำงาน สำหรับการศึกษาเรื่องแรงจูงใจในการปฏิบัติงานพบว่าผู้ที่มีการศึกษาดีมัก ประกอบอาชีพที่ดี บุคคลที่มีงานที่ดีทำก็มักจะมีความพอใจ มีกำลังใจในงานที่ทำมากกว่าบุคคลที่มีการศึกษาน้อย ไม่อาจหาอาชีพที่เหมาะสมได้ (The Conference Board 1969, 272 อ้างถึง โอรส วงษ์สิทธิ 2528, 24)

6.ประสบการณ์ในการทำงานกับแรงสูงใจในการปฎิบัติงาน

ข้าราชการที่ปฏิบัติงานที่ใดที่หนึ่งมาเป็นเวลานานหรือเรียกว่ามี ประสบการณ์ในการทำงานมามาก อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย จำเจกับงานที่ทำ หรือผ่านปัญหาต่าง ๆ มามากทำให้แรงจูงใจในการปฏิบัติงานลดลงได้ ซึ่งในเรื่องนี้มีผู้ศึกษา วิจัยไว้มากมาย เช่น เผด็จ เกาะสมบัติ (2529, 72) ได้ศึกษาวิจัยความพึงพอใจในการทำงานของนักวิชาการ กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ พบว่านักวิชาการที่มีอายุ ราชการน้อย (ประสบการณ์ในการทำงานในฐานะนักวิชาการ) มีความพึงพอใจในการทำงานสูงกว่านักวิชาการที่มีอายุราชการสูง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าข้าราชการตำรวจตรวจ คนเข้าเมืองที่มีประสบการณ์ในการทำงานน้อย น่าจะมีแรงจูงใจมากกว่าข้าราชการ ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก

7.รายได้กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน

สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ตำรวจมีกำลังใจไม่ดีก็เนื่องจากรายได้ไม่พอกับ รายจ่าย ครอบครัวต้องเดือดร้อนทำให้ปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่ (กรมตำรวจ 2527, 102) และจากการศึกษาของ ไพฑูรย์ เครือแก้ว (2518, 81) เรื่อง ลักษณะสังคม พบว่ารายได้ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่บุคคลได้รับจากการทำงานของบุคคลเป็นตัว กำหนดแนวทางหรือ พฤติกรรมของบุคคล ดังนั้น ถ้าบุคคลมีรายได้สูงจากการทำงาน มีเงินทองพอใช้จ่าย ก็อาจเป็นแรงจูงใจให้เขามีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากกว่าผู้ที่มีรายได้ น้อย

บรรณานุกรม

กระทรวงมหาดไทย. กรมตำรวจ. 2537. คำอธิบายกำหนดหน้าที่การงานของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานตรวจคน เข้าเมือง.

ขวัญใจ เลอจันทร์. 2514. การเลื่อนฐานะทางสังคมของประชากรไทยในชนบท. วิทยานิพนธ์ปริญญาสังคมมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ เครือแก้ว. 2518. ลักษณะสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร : บพิธ.

เผด็จ เกาะสมบัติ. 2529. ความพึงพอใจในการทำงาน : ศึกษาเฉพาะกรณีนักวิชาการกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ( บริหารรัฐกิจ ), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

โอรส วงษ์สิทธิ์. 2528. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงาน
ทะเบียน ราษฎร ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. วิทยานิพนธ์ปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาสังคม), มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. Beach, Dale :. 1965. Personnel Management People at Work.

facebook comments:

โพสท์ใน การศึกษา | แสดงความเห็น

การศึกษานโยบายโดยการวิเคราะห์

สิ่งจำเป็นในการวิเคราะห์นโยบายคือ

1. นโยบายต้องอาศัยข่าวสาร 3 ระดับ ได้แก่

1.1 Facts ข้อเท็จจริง คือ การพิจารณาจากเหตุการณ์/สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ดูว่าปัญหาเกิดขึ้นกับใคร เช่น ในชุมชนเมืองต้องมีปัญหาขยะจำนวนมหาศาล ปัญหาโสเภณีเด็ก ผู้ทำหน้าที่วิเคราะห์นโยบายจะต้องทำความเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมและปัญหาเหล่านั้นต้องถูกนำไปแก้ไขโดยการกำหนดนโยบาย สาธารณะขึ้นมา

1.2 Values ค่านิยม เป็นการพิจารณาเชื่อมโยงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่าปัญหานั้นเกิดจากค่านิยม ความเชื่อ รสนิยม วัฒธรรมใด เช่น ปัญหาขยะในชุมชนเกิดจากค่านิยมของคนในชุมชนเมืองที่รักความสะดวกสบายจึง เลือกใช้โฟมและถุงพลาสติกที่สุดท้ายก่อให้เกิดขยะจำนวนมหาศาล หรือปัญหาโสเภณีเด็กเกิดจากค่านิยมของเด็กวัยรุ่นที่ชอบความสะดวกสบาย ชอบใช้ของฟุ่มเฟือย ราคาแพง

1.3 Actions การปฏิบัติ จากข้อเท็จจริงและค่านิยมนำไปสู่การปฏิบัติคือการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น จากปัญหาขยะในชุมชนการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาคือ รณรงค์ให้ประชาชนหิ้วถุงผ้าไปจ่ายตลาด นำปิ่นโตไปซื้ออาหาร รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ เพื่อทำให้ขยะโฟมและถุงพลาสติกลดน้อยลง

ค่า นิยม ความชอบ ความเชื่อบางเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จหรือ ล้มเหลวในการดำเนินงาน ดังนั้นการปฏิบัติใด ๆ ที่ขัดแย้งกับค่านิยมความเชื่อของชาวบ้านโอกาสที่จะประสบความสำเร็จย่อมมี น้อยลง ดังนั้นข้อมูลที่เป็นค่านิยมจะมองข้ามไปไม่ได้


2. ข่าวสารทั้งสามประเภทอาศัยวิธีการวิเคราะห์หลายวิธี ได้แก่

2.1 การพยากรณ์หรือการคาดคะเนแนวโน้มหรือเหตุการณ์ในอนาคต อาจใช้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ ความน่าจะเป็นเข้าไปพยากรณ์

2.2 การพรรณนาหรือการอธิบายสิ่งที่ปรากฏ การพยากรณ์และการพรรณนาจะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงว่าจากเหตุการณ์ ที่ปรากฏขณะนี้เกิดเหตุการณ์อะไร เช่น ปัญหาการระบาดของไข้หวัดนก ปัญหาเยาวชนติดสารเสพติด ก็อธิบายว่าปัญหานั้นเป็นอย่างไร พร้อมกันนั้นก็พยากรณ์ว่าถ้าหากการระบาดยังอยู่ในลักษณะเช่นนี้โดยปราศจาก การแก้ไขจะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไร

2.3 การประเมิน นำไปใช้วิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารที่เป็นค่านิยม เช่น ประเมินทัศนคติ ประเมินค่านิยมของประชาชนว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ อย่างไร

2.4 การเสนอแนะ ใช้วิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นการปฏิบัติ นั่นคือเป็นการเสนอแนะแนวทางในการปฏิบัติ เช่น พบสภาพความเป็นจริงประชาชนในชนบทห่างไกลมีปัญหาสุขภาพอนามัย เกิดจากธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเรื่องการรักษาโรคเมื่อเจ็บ ป่วยแทนที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค เมื่อประชาชนมีค่านิยมเช่นนี้ควรเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติ เช่น แนวทางปฏิรูประบบสุขภาพ แนวทางสร้างหลักประกันด้านสุขภาพ เป็นต้น ข้อเสนอแนะเหล่านี้ได้มาจากข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริงและค่านิยมนั่นเอง

3. การวิเคราะห์ข่าวสารทั้งสามประเภทต้องใช้เหตุผลเพื่อแปรสภาพสำหรับ นำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบาย ข้อเท็จจริง ค่านิยม และการปฏิบัติจะถูกแปรสภาพออกมาเป็น Policy Argument (ข้อโต้แย้งนโยบาย ข้อมูลที่นำไปสู่ความมีเหตุมีผลเกี่ยวกับนโยบาย) เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายหนึ่ง ๆ ประกอบด้วยข้อมูลสำคัญ 6 ประเภท ได้แก่

3.1 ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย (Policy Relevant Information: I) เป็นข้อมูลที่เป็นทั้งข้อเท็จจริงและค่านิยมที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การสร้างเหตุผลในการกำหนดนโยบาย หรืออาจเป็นข้อเท็จจริงและค่านิยมที่บรรยายปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประชาชน เช่น ปัญหาเกษตรกรมีรายได้น้อย ไม่มีที่ดินทำกิน คุณภาพชีวิตไม่ดี ก็ต้องดูว่าการที่เกษตรกรมีปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากอะไร การขาดที่ดินทำกินต้องเช่าที่ดินคนอื่นทำได้เท่าไหร่ก็ต้องเอาไปจ่ายค่าเช่า ขาดแรงจูงใจในการบำรุงรักษาที่ดินเพราะไม่ใช่ของตัวเอง และนำไปสู่การบุกรุกป่าสงวนเพื่อหาที่ดินทำกิน นี่คือ Policy Relevant Information ที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายออกมาเพื่อแก้ปัญหา

3.2 Policy Claim: C ข้ออ้างนโยบาย เป็นทั้งข้อเท็จจริงและค่านิยมและอาจจะรวมถึงการปฏิบัติด้วยที่เป็นข้อมูล ข่าวสารเพื่อเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนช่วยให้เห็นความสำคัญในการกำหนดนโยบายนั้น ๆ ออกมา เช่น ปัญหาเกษตรกรไม่มีที่ดินทำกิน ต้องรวบรวมตัวเลขออกมาให้ชัดเจนว่ามีเกษตรกรกี่แสนครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำ กินเป็นของตนเอง หรือเมื่อพูดถึงปัญหาการจราจรติดขัด Policy Claim เป็นผลสรุปจากการวิจัยว่าในหนึ่งชั่วโมงมียวดยานผ่านถนนเส้นนี้กี่คัน วินาทีละกี่คันเพื่อระบุถึงความหนาแน่นของถนนสายนี้ประกอบในการสร้างทางยก ระดับ

3.3 Warrant: W ข้อมูลที่เป็นหลักประกัน ได้มาจากการประเมินค่านิยม ความเชื่อ เป็นข้อมูลที่ไปสนับสนุน Policy Relevant Information ให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

3.4 Backing: B ข้อสนับสนุน เห็นได้ว่าทั้ง C, W, B ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ได้จากข้อเท็จจริง ค่านิยม เพื่อสนับสนุนการนำเสนอนโยบายนั้น ๆ ทั้งสิ้น ข้อสนับสนุนเป็นข้อมูลที่จะไปสนับสนุนให้ Warrant มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

3.5 Qualifier: Q ข้อตรวจสอบ เป็นข้อมูลที่ไปยืนยันว่านโยบายที่นำเสนอนั้นมีความน่าเชื่อถือ มีความเป็นไปได้ว่าลงมือปฏิบัติแล้วจะประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์ต่อ ประชาชน ข้อมูลที่เป็นข้อตรวจสอบมักผ่านการวิเคราะห์มาจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ที่ปรึกษาเพื่อทำให้ผู้อนุมัตินโยบายเกิดความเชื่อมั่นว่าหากอนุมัติไป แล้วจะไม่เกิดการสูญเปล่า ตั้งแต่ข้อ 3.1 – 3.5 จึงเป็นข้อมูลในเชิงบวกทั้งสิ้น โดยหลักการไม่ควรนำเสนอในทางบวกเท่านั้นควรเสนอข้อมูลในทางลบด้วย อาจเป็นปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องที่อาจเกิดขึ้นจากการกำหนดหรือดำเนินนโยบาย นั้น ๆ

3.6 Rebuttal: R ข้อโต้แย้ง อาจเป็นข้อเท็จจริงหรือค่านิยมของประชาชนที่นำไปสู่การคัดค้านนโยบายนั้น เช่น ประชาชนโต้แย้งว่าประตูระบายน้ำมาสร้างตรงนี้ไม่ได้เพราะเป็นกลางน้ำควรไป สร้างที่ต้นน้ำมากกว่า ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายควรหาทางแก้ไขข้อโต้แย้งนี้ด้วย

สรุป ข้อเท็จจริง ค่านิยม การปฏิบัติจะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการพยากรณ์ พรรณนา ประเมิน และเสนอแนะเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เรียกว่า Policy Argument ทั้ง 6 ประเภท

ตัวอย่าง นโยบาย “ตราด” ประตูสู่อินโดจีน

-Policy Relevant Information คือ ตราดเป็นจังหวัดชายแดนในภาคตะวันออกของไทย มีพื้นที่ติดต่อกับกัมพูชาด้านจังหวัดพระตะบอง โพธิสัตว์ และเกาะกง เป็นศูนย์กลางด้านการค้าชายแดน และศูนย์กลางการท่องเที่ยวด้านตะวันออกของประเทศไทย I เปรียบเสมือนความสำคัญของปัญหา ความเป็นมาของโครงการ

-Policy Claim เป็นข้อสรุปที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของนโยบายนั้น คือ จังหวัดตราดได้จัดทำโครงการก่อสร้างถนน 4 เลน สาย 318 เพื่อเชื่อมกับถนนสาย 48 ในกัมพูชา ทำให้สามารถเดินทางจากตราดสู่กรุงพนมเปญ กัมพูชาได้ภายใน 4 ชั่วโมง

-Warrant เป็นหลักประกันที่ชี้ให้เห็นว่าตราดมีโอกาสเป็นประตูสู่อินโดจีน คือ จังหวัดตราดมีโครงการสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกใช้เป็นท่าเรือเพื่อการส่งออก ไปยังกัมพูชาและเวียดนาม มีสนามบินของบริษัทบางกอกแอร์เวย์มีเที่ยวบินกรุงเทพฯ – ตราด ทุกวัน

-Backing เป็นข้อมูลสนับสนุนนโยบาย คือ บริษัทบางกอกแอร์เวย์ได้สัมปทานการเข้าไปพัฒนาสนามบินในเกาะกง กัมพูชา หมายความว่าสามารถขยายเส้นทางบินต่อได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีโครงการพัฒนาเกาะช้างและเกาะกูดให้เป็นแหล่งท่อง เที่ยวระดับโลก
 
-Rebuttal คือ การก่อสร้างท่าเทียบเรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ข้อโต้แย้งนี้อาจถูกแก้ไขด้วยข้อมูลที่เป็น Qualifier ได้

-Qualifier คือ ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญกำลังดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการก่อสร้างท่าเรืออยู่

สรุป Policy Argument ทั้ง 6 ประเภทคือข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ที่นำเสนอเพื่อสะท้อนภาพให้เห็นถึงความจำเป็น ความสำคัญ ที่มา เจตนารมณ์ ความเดือดร้อนของประชาชน มีข้อมูลและสถิติแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน รวมทั้งผลเสีย ข้อโต้แย้ง และแนวทางการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้

4. มุ่งผลิต/แปรสภาพข่าวสารนโยบาย เป็นการวิเคราะห์ลึกลงไปอีกว่า Policy Relevant Information ได้แก่

4.1 Policy Problems ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหานโยบาย
4.2 Policy Alternatives / Policy Futures ข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือกนโยบายหรืออนาคตนโยบาย
4.3 Policy Action ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินนโยบาย
4.4 Policy Outcomes ข้อมูลเกี่ยวกับผลลัพธ์นโยบาย
4.5 Policy Performance ข้อมูลเกี่ยวกับระดับความสำเร็จของนโยบาย
 
ที่มา : คำบรรยาย รศ.อนงค์ทิพย์ เอกแสงศรี
http://mpsru21.igetweb.com/index.php?mo=3&art=263336
สืบค้นวันที่  8  มิถุนายน  2553

facebook comments:

โพสท์ใน การเมือง | แสดงความเห็น

มาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

ความเป็นมา
การท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ มีศักยภาพในการทำรายได้ให้กับประเทศไทยสูง ดังนั้น นโยบายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ มีมาตรฐานความปลอดภัย และการให้บริการระดับสากล โดยการเน้นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติส่ง เสริมการตลาดท่องเที่ยวเชิงรุก ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก รวมทั้งการกำหนดแนวทางการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการ ให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในฐานะ ที่เป็นการค้าบริการที่มีศักยภาพเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และหารายได้จากเงินตราต่างประเทศ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่ง เอเชีย (Tourism Capital of Asia) ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ (Quality Tourism Destination) ภายในปี 2551 ด้วย

สำนักพัฒนาบริการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการพัฒนาและจัดทำมาตรฐานสินค้าและการ บริการด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการผลักดันมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ให้เป็นที่เชื่อถือและยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น ในปี 2550 จึงได้เริ่มดำเนินโครงการตรวจประเมินและให้การรับรองมาตรฐานบริการอาหาร เพื่อการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม (Hotel) สถานพักตากอากาศ (Resort) บริการห้องชุด (Serviced Apartment) เกสต์เฮาส์ (Guesthouse) มาตรฐานกิจกรรมการท่องเที่ยวประเภทต่างๆ เช่น ดูนก เดินป่า ปีนหน้าผา ล่องแก่ง เป็นต้น และสำหรับปี 2551 จะดำเนินการตรวจประเมินและรับรองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งมาตรฐาน ได้แก่ มาตรฐานเรือรับจ้างนำเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้ได้มาตรฐานตามที่สำนัก งานพัฒนาการท่องเที่ยวได้กำหนดไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อนักท่องเที่ยวหรือผู้มาใช้บริการมากที่สุด

วัตถุประสงค์

  1. สรรหาผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว สถานประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับการตรวจประเมิน และรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย
  2. เพื่อตรวจประเมิน ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว สถานประกอบการ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานบริการอาหารเพื่อการท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะเพื่อการท่องเที่ยวระดับสากล และมาตรฐานเรือรับจ้างนำเที่ยว ตามเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานที่สำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยวได้จัดทำไว้
  3. ให้การรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยแก่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและสถานประกอบการที่ผ่านการตรวจประเมิน

ลิ้งค์เกี่ยวข้อง www.tisi.go.th

facebook comments:

โพสท์ใน การท่องเที่ยว | แสดงความเห็น

ความหมายของการบัญชี

ศาสตราจารย์ W.A. Paton แห่งมหาวิทยาลัยมิซิแกน  ได้ให้คำจำกัดความ “การบัญชี” (Accounting) ว่า  การบัญชี คือ “การช่วยอำนวยให้การบริหารงานเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น”  นักบัญชีจึงมีหน้าที่บันทึกรายการ  ซึ่งเกิดขึ้นได้กับหน่วยธุรกิจเฉพาะที่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้รวมทั้งเรียบเรียง  จัดแยกประเภท  วิเคราะห์และรายงานผลสรุปของรายการที่เกิดขึ้น

คำจำกัดความของคำว่าการบัญชี  ยังมีผู้รู้อีกมากได้ให้คำจำกัดไว้  “AICPA” (The American Institute of Certified Public Accountants)  ซึ่งเป็นสมคมนักบัญชีในสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่า  “การบัญชีเป็นศิลปของการเก็บรวบรวมจดบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินไว้ในรูปของเงินตรา(Monetary)  จัดหมวดหมู่(Classification) ของรายการเหล่านั้น  สรุปผล(Summraizaion)  พร้อมทั้งตีความหมาย(Interpretation) ของรายการที่ได้จัดทำไว้”

จากคำจำกัดความข้องต้น  สรุปได้ว่าการบัญชีจะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้
1. การบันทึกที่เกิดขึ้นประจำวัน (Recording Daily Trasactions)  ในการดำเนินธุรกิจนั้นต้องมีรายงานต่างๆ เกินขึ้นเป็นจำนวนมาก  การบัญชีจะเริ่มต้นเมื่อกิจการมีรายการทางธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน  และต้องเป็นรายงานที่เกิดขึ้นแล้ว  หรือมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  เหตุการณ์บางอย่างซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นรายการที่สมบูรณ์พอที่จะนำมาบันทึกได้  ตัวอย่างซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นรายงานที่สมบูรณ์พอที่จำนำมาบันทึกได้  ตัวอย่างรายการที่ถือเป็นรายการบัญชี  เช่น  รายการที่เกี่ยวกับการซื้อขาย  การรับจ่ายเงิน  การให้หรือรับบริการต่างๆ  มีตีค่าได้เป็นจำนวนเงิน ฯลฯ  รายการเหล่านั้นจะนำไปบันทึกไว้ในสมุดบัญชีซึ่งเรียกว่าสมุดรายวันขึ้นต้น (Journal)

2. การจัดหมวดหมู่ของรายการ (Classifying Recorded Data) เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้บันทึกรายการลงในสมุดรายวันขั้นต้น  แล้วจะต้องจัดรายการบันทึกไว้ให้เป็นหมวดหมู่หรือแยกประเภทรายการชนิดเดียวกันให้รวมอยู่ในที่เดียวกันซึ่งทำได้โดยการผ่านรายการต่างๆ  จากสมุดรายวันขั้นต้นไปยังบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง (Ledgers) ตามหมู่นั้นๆ

3. การสรุปผลของข้อมูล (summarizing Recorded and Classified Data) รายการ ที่จดบันทึกไว้ในสมุดรายวันขั้นต้นและผ่านไปบัญชีแยกประเภทเมื่อสิ้นระยะ เวลาหนึ่งก็จะมีการสรุปผลของรายการเหล่านั้นแล้วตีความหมายเพื่อให้เห็นว่า มีผลธุรกิจอย่างไรระยะเวลาหนึ่งโดยปกติปกติมักจะเป็น 1 ปีและการสรุปผมมักจะแสดงให้เห็นรูปงบการเงิน (Financial Statement)  ซึ่งได้แก่  งบกำไรขาดทุน (Income Statement) และงบดุล (Balance Sheet)  งบกำไรขาดทุนเป็นงบแสงผลการดำเนินงานของงวดหนึ่งๆ ส่วนงบดุลงบแสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง

4. การวิเคราะห์ข้อมูล  (Interpreting the Summarized Facts) เป็นการนำข้อมูลที่ทำเป็นรายงานสรุปผลไว้แล้วมาวิเคราะห์ติดความ  โดยการเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานกิจการอื่นที่ดำเนินธุรกิจคล้ายกันในรอบระยะเวลาเดียวกัน  เพื่อให้บริหารเข้าใจผลการดำเนินงานของกิจการและนำไปใช้ประโยชน์ในการง่าแผนการดำเนินงานในอนาคต

      

ประโยชน์ของการบัญชี
การบัญชีมีประโยชน์ต่อการให้มีคำตอบในลักษณะต่างๆ  กับบุคคลหลายๆฝ่าย  เช่น  ฝ่ายบริหาร  อาจต้องการทราบว่ากิจการมีสินทรัพย์และหนี้สินอยู่เท่าใด  อยู่ในรูปของสินทรัพย์อะไรบ้างหนี้สินอะไรบ้าง  มีกำไรขาดทุนเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา  เจ้าหนี้ต้องการทราบถึงสภาพคล่อง  และความสามารถในการทำกำไรว่าเป็นเช่นไร  นักลงทุนต้องการทราบว่าควรจะลงทุนกิจการ A หรือ B ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเช่นไร
คำถามของบุคคลหลายฝ่ายนี้สามารถตอบได้โดยใช้ข้อมูลทางการบัญชี
ข้อแตกต่างระหว่างการบัญชีและการทำบัญชี
มีคนเป็นจำนวนมากสับสนระหว่างคำว่า  การบัญชี (Accounting)  และการทำบัญชี (Bookkeeping)  หลายคนเข้าใจว่าทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน  แท้ที่จริงแล้วการทำบัญชีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบัญชี  การทำบัญชี  หมายถึง  การทำบันทึกทางการบัญชีเท่านั้นคือ  จดบันทึก  และรวบรวมข้อมูล  ประจำวัน  เพื่อให้สามารถจัดทำงบการเงินต่างๆ  ต่อไปได้บุคคลผู้บุคลผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว  เรียกว่าผู้ทำบัญชี (Bookkeeper) และผู้ปฎิบัติงานเกี่ยวกับการบัญชีเรียกว่า  นักบัญชี (Accounting)

สุชาติ  เหล่าปรีดา. หลักการบัญชี 1 .กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2546

facebook comments:

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | แสดงความเห็น

การสร้างนวัตกรรมในองค์การ

การสร้างนวัตกรรมในองค์การ  สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท (ภานุ, 2546) ได้แก่

นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product innovation)

นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation)

นวัตกรรมการจัดการ (Manangement Innovation)

         นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู้และนำไปปฎิบัติให้เกิดผลได้จริง อีกด้วย จุดมุ่งหมายของการวิจัยและพัฒนาในที่นี้ถูกแบ่งออกเป็น  2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามการเปลี่ยนแปลง (change) ดังนี้

1. นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation)

คือผลิตภัณฑ์ที่ถูกผลิตขึ้นในเชิงพาณิชย์ที่ได้ปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือ เป็นสิ่งใหม่ ในตลาด นวัตกรรมนี้อาจจะเป็นของใหม่ ต่อโลก ต่อประเทศ องค์กรหรือแม้แต่ตัวเราเองนวัตกรรมผลิตภัณฑ์นั้นยังสามารถถูกแบ่งออกเป็น
ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ (Tangible product) หรือ สินค้าทั่วไป (goods) เช่น รถยนต์รุ่นใหม่ , สตรอเบอรีไร้เมล็ด, High Definition TV (HDTV), Digital Video Disc (DVD), etc.
ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องไม่ได้(Intangible product) หรือ การบริการ (services) เช่น package ทัวร์อนุรักษ์ธรรมชาติ, Telephone Banking, การใช้ internet, การให้บริการที่ปรึกษาเฉพาะด้าน, กฎหมายทาง IT, etc.

2. นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation)
       
เป็นการเปลี่ยนแนวทางหรือวิธีการผลิตสินค้าหรือการให้บริการในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิม นวัตกรรมกระบวนการแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
- นวัตกรรมกระบวนการทางเทคโนโลยี  (Technological process Innovation)  เป็นสินค้าทุนที่ถูกใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งหน่วยของ real capital หรือ material goods ซึ่งถูกปรับปรุงขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตได้ (productivity growth) ซึ่งก่อนหน้านั้น มันเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เช่น หุ่นยนต์อุตสาหกรรมเป็น product innovation เมื่อ มันถูกผลิตขึ้น และเป็น process innovation เมื่อมันถูกนำไปใช้ในโรงงานผลิตรถยนต์ เป็นต้น
- นวัตกรรมกระบวนการทางองค์กร (Organisational process Innovation) เป็นกระบวนการที่เพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถของการจัดการองค์กรให้สูงขึ้น  โดยใช้การลองผิดลองถูก (Trial and Error) และ การเรียนรู้จากการลองทำด้วยตนเอง (learning-by-doing) โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เพียงอย่างเดียว เช่น Just In Time (JIT), Total Quality Management  (TQM), Lean Production  ตัวอย่างของนวัตกรรมชนิดนี้เช่น โรงพยาบาล Karolinska ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน สามารถลดเวลาในการรอตรวจรักษาของผู้ป่วยลงได้กว่า 75% โดยการจัดรูปแบบขององค์กรใหม่ซึ่งเน้นหนักในด้าน คุณภาพ ความรวดเร็ว และ ประสิทธิภาพ

ทันที่เราได้ยินคำว่า “นวัตกรรม” เราจะนึกถึงการสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือ การบริการรูปแบบใหม่ จะมีใครกี่คนที่จะรู้ว่า ในทางการจัดการก็มีการสร้างนวัตกรรมเช่นเดียวกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงานในองค์กรธุรกิจ
Peter Drucker: ให้ความหมายคำว่า “นวัตกรรม” ไว้ว่า “Innovation is The act of introducing something new” เป็นการสร้างสิ่งใหม่ หรือการทำให้แตกต่างจากคนอื่น โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงมาสร้างให้เป็นโอกาส และต้องมีความชัดเจน และมุ่งเน้นถึงการพัฒนา และที่สำคัญคือต้องมีการลงมือกระทำ นวัตกรรมจึงจะเกิดขึ้น
Michael Porter กล่าวว่า “Innovation is one step remove from today’s prosperity. Innovation drives the rate of long run productivity growth an hence future competitiveness.” นวัตกรรมเป็นการก้าวไปจากความมั่งคั่งในปัจจุบันก้าวหนึ่ง นวัตกรรมเป็นสิ่งผลักดันให้มีการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในระยะยาว สร้างความสามารถในการแข่งขันในอนาคต สาเหตุของการเกิดนวัตกรรมนอกจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดนระดับมหภาคและระดับจุลภาคแล้ว การแข่งขันในเชิงธุรกิจเป็นปัจจัยในการสร้างหรือเกิดนวัตกรรม และเป็นโอกาสขององค์กรธุรกิจที่จะสร้างความได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
นวัตกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- Product Innovation เป็นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหรือพัฒนา ผลิตภัณฑ์และบริการ (Tangible product and Intangible product)
- Process Innovation เป็นนวัตกรรมกระบวนการ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่มองในเรื่องของการเพิ่มผลผลิต โดยจะมุ่งเน้นไปในเรื่องของความรู้ทางด้านเทคโนโลยี มาพัฒนากระบวนการผลิต
- Organization Innovation เป็นนวัตกรรมที่เน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการและบริหารองค์กร ซึ่งจะต้อง ใช้ความรู้ความสามารถในด้านการบริหารการจัดการมาปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่
ซึ่งในที่นี้เราจะกล่าวถึง Organization Innovation หรือนวัตกรรมองค์กร ที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการหรือการบริหารองค์กร ซึ่งเป็นการนำเครื่องมือทางการจัดการที่มีอยู่ในปัจจุบันมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ เช่น TQM (Total Quality Management), Six Sigma, Balance Scorecard, Benchmarking เป็นต้น
นวัตกรรมองค์กรหรือการนำแนวคิดทางด้านการจัดการมาใช้ในองค์กรธุรกิจ เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารงานองค์กรธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลายๆ องค์กรธุรกิจพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อสร้างให้เป็นจุดแข็ง และโอกาส ที่จะสามารถจะนำมาสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ในการสร้างนวัตกรรมองค์กร  สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากพฤติกรรมที่ปิดกั้นความสามารถด้านนวัตกรรม กล่าวคือ การไม่ยอมรับหรือกลัวในสิ่งที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่องค์กรธุรกิจจะต้องจัดการก่อนที่จะดำเนินการสร้างนวัตกรรมองค์การนั้น องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในเรื่องดังต่อไปนี้
1. ต้องเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมโดยรวมทางธุรกิจ หรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ความเหมาะสมความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง
2. ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมภายในองค์กรธุรกิจว่ามีความพร้อมในการที่จะสร้างนวัตกรรมองค์กรหรือไม่ เรื่องของเงินทุน บุคลากร
3. สร้างความเข้าใจ กับทุกฝ่ายในองค์กรธุรกิจ ตั้งแต่ระดับผู้บริหารจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ
4. นวัตกรรมเป็นประโยชน์ต่อองค์กรธุรกิจ ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ความคิด
ถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมองค์การ คือ การเข้าใจถึงสภาพแวดล้อมโดยรวมสภาพแวดล้อมภายในองค์กร บุคลากร และนำนวัตกรรมนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็จะทำให้การจัดการนวัตกรรมองค์กร สามารถที่จะกระทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จในที่สุด

 

facebook comments:

โพสท์ใน เทคโนโลยี | แสดงความเห็น

ลักษณะของงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน

1. มุ่งเน้นผลงานและผลผลิต การจัดทำงบประมาณในตอนแรกจัดทำแบบแสดงรายการ (line-item budgeting) ซึ่งเน้นการควบคุมทรัพยากรมากกว่าผลสำเร็จในการผลิตผลผลิต ดังนั้น จึงควรปรับระบบงบประมาณเป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน (performance base budgeting) เป็นระบบการจัดการที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการใช้งบประมาณใน การพัฒนาประเทศ ผ่านองค์กรของรัฐบาลต่าง ๆ โดยมอบและกระจายอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณให้กับผู้ที่ใช้งบประมาณโดย อิสระ แต่ในขณะเดียวกันผู้ใช้งบประมาณจะต้องมีความรับผิดชอบจากการใช้งบประมาณของ ประเทศด้วย
2. ความโปร่งใสและการรายงาน โครงสร้างการรายงานผลทางการเงินในปัจจุบันไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ยืนยัน สถานะทางการเงินของส่วนราชการ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดพื้นฐานการรายงานไว้เพียงเล็กน้อยที่สามารถนำมาใช้ใน การประเมินผล เช่น การรายงานผลประจำปี จึงควรมีการกำหนดกรอบการรายงานผลประจำปีและการรายงานผลทางการเงินที่สอด คล้องกับการกระจายความรับผิดชอบในการจัดทำงบประมาณ ทั้งนี้ควรทำควบคู่กับการกระจายความรับผิดชอบ

3. กระจายความรับผิดชอบในการจัดเตรียมงบประมาณแก่หน่วยราชการ กระบวนการงบประมาณปัจจุบันเป็นแบบรวมศูนย์อยู่ที่หน่วยงานกลาง ทำให้หน่วยงานราชการขาดความรู้สึกเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในความสำเร็จ ดังนั้น จึงควรมีการปฏิรูปกระบวนการจัดทำงบประมาณโดยให้หน่วยราชการเป็นผู้จัดเตรียม รายละเอียดงบประมาณ ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่กำหนดจากหน่วยงานกลาง

4. กรอบงบประมาณรายจ่ายระยะปานกลาง (MTEF) เนื่องจากกระบวนการวางแผนงบประมาณในปัจจุบันเป็นการวางแผนแบบปีต่อปี ซึ่งยังไม่มีการคำนึงถึงการวางแผนระยะปานกลางทางที่ปรึกษาจึงเสนอให้มีการทำ กรอบงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (Medium Term Expenditure Framework) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า MTEF ซึ่งจะมีการวางแผนการใช้จ่ายเงิน 4 ปี (งบประมาณปีที่ขอตั้ง + ประมาณการรายจ่ายปีถัดไปอีก 3 ปี) ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพในการจัดสรรงบประมาณ

5. ความครอบคลุมของงบประมาณ การจัดทำงบประมาณปัจจุบันนี้ไม่ได้สะท้อนถึงรายจ่ายและรายรับทั้งหมดของ หน่วยงานภาครัฐอย่างแท้จริง ตัวอย่างทางด้านรายจ่าย เช่น การให้เงินช่วยเหลือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในการค้ำประกันการกู้ยืมเงิน การค้ำประกันความเสี่ยงที่เกิดจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนทางด้านรายรับ เช่น รายได้ที่เกิดจาก การอุดหนุนของภาคเอกชนท้องถิ่น ดังนั้นจึงควรมีการขยายความครอบคลุมของงบประมาณให้รวมไปถึงรายรับนอกเหนือ จากการกู้ยืมเงินและใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรแสดงอยู่ในเอกสารงบประมาณเพื่อสะท้อนถึงการใช้จ่ายที่แท้ จริงของภาครัฐ มาตรฐานการจัดการทางการเงิน

ในการจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานนั้น สำนักงบประมาณได้กำหนดมาตรการขึ้นเพื่อประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เนื่องจากการที่หน่วยงานภาครัฐจะนำงบประมาณไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ทั้งนี้ เพราะงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเป็นระบบที่ต้องการกระจายอำนาจในการจัดการ ระบบงบประมาณไปสู่หน่วยผู้ปฎิบัติ เพื่อให้หน่วยผู้ปฏิบัติงานมีความคล่องตัว ในการดำเนินงาน ซึ่งมาตรการที่กำหนดขึ้นนี้ เรียกว่า “มาตรฐานการจัดการทางการเงิน 7 ประการ” (7 hurdles) ซึ่งประกอบด้วย
1. การวางแผนงบประมาณ (budget planning) ส่วนราชการจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนงบประมาณเชิงกลยุทธ์ โดยพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจที่อยู่ในความรับผิดชอบให้ชัดเจน เพื่อกำหนดโครงสร้างแผนงาน งาน/โครงการ อันสอดคล้องกับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี รวมทั้งต้องมีการวางแผนงบประมาณรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง (MTEF) ด้วย โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
- จัดทำแผนกลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย วิเคราะห์สภาพแวดล้อม พันธกิจ ผลลัพธ์ ผลผลิต (เครื่องมือการดำเนินงานของรัฐบาล) ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน ปัจจัยการผลิต และกระบวนการผลิต
- กําหนดผลผลิต ผลลัพธ์และตัวชี้วัด โดยพิจารณาว่าอะไรคือผลผลิต วิเคราะห์การดำเนินงานปัจจุบัน แหล่งเงิน ผู้รับบริการ การดำเนินงาน กระบวนการ และทบทวนว่าผลผลิตนั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่
- แปลงแผนกลยุทธ์เป็นแผนดำเนินงาน
- นำแผนดำเนินงานมาจัดทำงบประมาณการรายจ่ายล่วงหน้าระยะปานกลาง(1+3 ปี) และแผนประจำปี

2. การคำนวณต้นทุนผลผลิต (outputs costing) การกำหนดค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิต เพื่อให้ได้ผลผลิตอย่างมีคุณภาพตามที่กําหนดอันจะสอดคล้องกับการจัดสรรงบ ประมาณที่เน้นผลผลิตและต้นทุนของผลผลิต มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
- กำหนดกระบวนการที่ก่อให้เกิดผลผลิต
- จำแนกต้นทุนตามกระบวนการ
- กระจายต้นทุนที่เกิดขึ้นตามกระบวนการเข้าสู่ผลผลิต
- คำนวณต้นทุนต่อหน่วยของผลผลิตตามเกณฑ์เงินสด /คงค้าง

3. การบริหารการจัดหา (procurement management) การบริหารการจัดหาให้มีประสิทธิภาพ รัดกุม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

4. การบริหารทางการเงินและการควบคุมงบประมาณ (financial management/fund control) เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารทางการเงินและงบประมาณให้ มีมาตรฐานเดียวกันผ่านระบบการเงินและบัญชี ที่สอดคล้องและเชื่อมโยงกับการควบคุมงบประมาณตามระบบงบประมาณแบบมุ้งเน้นผล งาน (ผลผลิตและผลลัพธ์) โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
4.1 การบริหารงบประมาณ เป็นการจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินและกําหนดพัฒนามาตรฐานการบริหารการเงิน และการควบคุมภายในที่โปร่งใสเป็นธรรม
4.2 พัฒนาระบบบัญชีและระบบข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน (FMIS) โดยระบบบัญชีในปัจจุบันเป็นระบบบัญชีเงินสด (cash basis) บันทึกเงินสดรับ
- จ่ายในแต่ละปี ใช้ในการติดตามผลการจัดเก็บรายได้ ควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณเปรียบเทียบกับแผนการจัดหารายได้และวงเงินงบประมาณ ของส่วนราชการ แต่ทั้งนี้ไม่ได้แสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน เพื่อวัดความสำเร็จและประสิทธิภาพการบริหาร ไม่ได้แสดงหนี้สินและภาระผูกพันทั้งระยะสั้นและระยะยาวไม่ได้แสดงมูลค่า ทรัพย์สินในครอบครอง จึงต้องมีการปรับปรุงดังนี้
- จัดทำระบบบัญชีแบบเกณฑ์คงค้าง (accrual basis) ซึ่งจะแสดงภาพรวมของทรัพย์สิน/ทรัพยากร หรือภาระผูกพันตามแผนงาน/โครงการที่ส่วนราชการ มีอยู่ทั้งหมดแสดงผลการดำเนินงานของส่วนราชการในรูปการเปรียบเทียบรายได้
- รายจ่ายที่แท้จริงในแต่ละงวดบัญชี เหมือนกับการวัดผลการดำเนินงานทางธุรกิจ เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเพื่อใช้วางแผน และจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม
- พัฒนาระบบ FMIS เพื่อให้การบริหารและควบคุมงบประมาณบรรลุเป้าหมาย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและสามารถรายงานผลการบริหารงบประมาณได้อย่างรวดเร็ว
4.3 การควบคุมงบประมาณ หน่วยงานกลางจะกระจายอำนาจในการบริหารงานให้แก่หน่วยปฏิบัติ โดยเน้นการติดตามผลการดำเนินงาน (performance) แทนการควบคุมปัจจัยนำเข้า (input) หน่วยงานปฏิบัติจะเพิ่มความรับผิดชอบมากขึ้นในการบริหารงานทั้งในการบริหาร ปัจจัยนำเข้า การบริหารดูแลงบประมาณที่ได้รับ โดยคำนึงถึงผลผลิต ผลลัพธ์ที่ต้องดำเนินการ

5. การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน (financial and performance reporting) การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงานเป็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้ปฎิบัต ิงานจากการใช้งบประมาณที่มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและความโปร่งใส ทั้งนี้ประกอบด้วย
- การรายงานทางการเงิน (financial reporting) แบ่งเป็น การรายงานทางการเงินเพื่อการบริหารจัดการภายในกับรายงานทางการเงินสำหรับ หน่วยงานภายนอก การรายงานทางการเงินเพื่อการบริหารจัดการภายในจะรายงานงบแสดงผลการดำเนินงาน (operation statement) งบกระแสเงินสดและรายงานแสดงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับผลผลิตและกิจกรรม ในส่วนของการรายงานทางการเงินสำหรับหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินนั้น จะมีรายละเอียด งบแสดงผลการดำเนินงาน (operating statement) งบกระแสเงินสด (cash flow statement) งบดุล (balance sheet) รายงานที่แสดงค่าใช้จ่ายที่สัมพันธ์กับผลผลิตและกิจกรรม รายงานภาระผูกพันและภาระหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (commitment and contingentLiabilities)
- การรายงานผลการดำเนินงาน (performance report) รายงานผลการดำเนินงานภายในหน่วยงานสำหรับการจัดสรรงบประมาณ การติดตามควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณในหน่วยงาน และรายงานผลการดำเนินงานต่อภายนอก โดยแสดงผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเทียบกับเป้าหมาย เพื่อแสดงถึงผลสำเร็จในการดำเนินงานของหน่วยงาน

6. การบริหารสินทรัพย์ (asset management) จุดประสงค์ของการบริหารสินทรัพย์นั้นเพี่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการใช้ สินทรัพย์ที่มีอยู่ โดยการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวม การสำรวจสถานะของสินทรัพย์ที่มีอยู่และการลดความต้องการของสินทรัพย์ใหม่ที่ ไม่จำเป็นผ่านระบบการวางแผนที่เป็นระบบ โดยต้องมีการจัดทำข้อมูลสินทรัพย์ของหน่วยงาน วางแผนการบริหารสินทรัพย์ และจัดทำระเบียบและขั้นตอนภายในหน่วยงานที่สนับสนุนให้เกิดการใช้สินทรัพย์ อย่างคุ้มค่า

7. การตรวจสอบภายใน (internal audit) เป็นการควบคุมการใช้งบประมาณและปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลโดยหน่วยตรวจสอบภายในของส่วนราชการ ควรมีการพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการและระบบตรวจสอบภายในใหม่ มีการวางแผนการตรวจสอบเพี่อให้เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและประหยัด โดยสามารถแบ่งการตรวจสอบเป็น 3 ประเภท คือ ตรวจสอบผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการบริหารจัดการทางการเงิน และตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ

ค้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2553. จากเว็บไซต์ http://rudeemas-mas99.exteen.com/20090817/entry

 

facebook comments:

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | แสดงความเห็น

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ความหมายและลักษณะของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(electronics commerce)

การให้คำจำกัดความของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ มีนักวิชาการอีกหลายท่านที่ให้ความหมายไว้ดังนี้

อรมน ชุติเนตร (2541, หน้า 1) ให้ความหมายไว้ว่า การซื้อขาย (transaction) สินค้าและบริการโดยส่งข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทางระบบเครือข่าย เช่น อินเทอร์เน็ต

สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ (2541, หน้า 2) ให้ความหมายไว้ว่า การดำเนินการทางเศรษฐกิจใด ๆ ระหว่างบุคคลสองฝ่ายขึ้นไปที่กระทำบนเครือข่ายสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้การดำเนินการทางเศรษฐกิจดังกล่าวอาจรวมถึง การออกแบบ การผลิต การโฆษณาสินค้า การค้าทั้งปลีกและส่ง และการทำธุรกรรมตลอดจนการชำระเงิน

วัชระพงศ์ ยะไวทย์ (2542, หน้า 44) ให้ความหมายไว้ว่า การค้าทุกประเภทที่กระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่หลายคนอาจจะนึกถึงเฉพาะการค้าบนเว็บเพียงอย่างเดียว ความจริงแล้วการค้าขายโดยผ่านเครื่องแฟกซ์ โดยการส่งแฟกซ์ เอกสาร การขายตรงออกไปและลูกค้าแฟกซ์ใบสั่งซื้อเข้ามา ถือเป็นพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ (2547, หน้า 5) ให้ความหมายไว้ว่า เทคโนโลยีที่ใช้เป็นสื่อกลางสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างผู้ที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวบุคคล องค์กร หรือตัวบุคคลกับองค์กร ทั้งนี้ เพื่อช่วยสนับสนุนและอำนวย-ความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

กล่าวโดยสรุปว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce) คือ ระบบที่เป็นสื่อกลาง ในการสั่งซื้อสินค้าและบริการทางธุรกิจทุกรูปแบบ ระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บุคคล องค์กรของรัฐและเอกชน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงานทางธุรกิจตั้งแต่การนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการ การทำธุรกรรมทางการเงิน และต่อเนื่องไปถึงการบริการหลังการขาย โดยกระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ต เป็นต้น

บรรณานุกรม
1. วรท กอวัฒนสกุล. (2553, หน้า 19-20). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร, โครงการ “การศึกษาการวิจัย”, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
2. อรมน ชุติเนตร. (2541). พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์. วารสารเศรษฐกิจการพาณิชย์, 29 (270), 1-15.
3. สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์. (2541). การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงพาณิชย์, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย.
4. วัชระพงศ์ ยะไวทย์. (2542). E-commerce และกลยุทธ์ทางการทำเงินบนอินเทอร์เน็ต. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น.
5. กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ. (2547). คัมภีร์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-COMMERCE). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์.

ประเภทของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
(classification of e-commerce)

ประเภทของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ (กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ, 2547, หน้า 14-15)

1. กลุ่มธุรกิจที่ต้องการผลกำไร
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce) ในกลุ่มธุรกิจที่ต้องการผลกำไร แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business-To-Business–B2B) การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (Business-To-Consumer–B2C) การทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer-To-Consumer–C2C) และการทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ (Consumer-To-Business–C2B) สามารถแสดงความสัมพันธ์ในแบบจำลองได้ แสดงในภาพ

1.1 การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business-To-Business–B2B) เช่น การจัดซื้อ ช่องทางการจัดจำหน่าย การจัดการสินค้าคงคลัง การบริหารห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management–SCM) เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร และดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.2 การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (Business-To-Consumer–B2C) เป็นการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการกับผู้บริโภคโดยตรง เช่น การซื้อขายสินค้าผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

1.3 การทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer-To-Consumer–C2C) ส่วนใหญ่จะเป็นการขายสินค้ามือสอง การประมูลสินค้า หรือ การรับสมัครงาน

1.4 การทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ (Consumer-To-Business–C2B) โดยที่ผู้บริโภคจัดตั้งกลุ่มสมาชิกหรือสหกรณ์ (ในนามองค์กร) แล้วดำเนินธุรกรรมกับผู้ประกอบการ (business) ในนามของกลุ่มเพื่อการรวมตัวให้มีอำนาจในการต่อรองหรือการทำธุรกิจ

2. กลุ่มธุรกิจที่ไม่ต้องการผลกำไร
2.1 การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับพนักงาน (Business-To-Employee–B2E) มุ่งเน้นการให้บริการแก่พนักงานในด้านต่าง ๆ เช่น ข้อมูลของสินค้าและบริการ กิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างผู้ประกอบการ องค์กร กับพนักงาน โดยอาศัยระบบเครือข่ายอินทราเน็ต

2.2 การทำธุรกรรมระหว่างองค์กรของรัฐกับประชาชน (Government-To-Citizen–G2C) เป็นการทำธุรกรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชนโดยไม่หวังผลกำไร แต่เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้ บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน เช่น การยื่นแบบชำระภาษีของกรมสรรพากร

2.3 การทำธุรกรรมด้านการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (Exchange-To-Exchange–E2E) เป็นช่องทางสำหรับใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน

บรรณานุกรม
1. วรท กอวัฒนสกุล. (2553, หน้า 20-22). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร, โครงการ “การศึกษาการวิจัย”, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
2. กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ. (2547). คัมภีร์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-COMMERCE). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์.

โครงสร้างพื้นฐานของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

โครงสร้างพื้นฐาน หมายถึง องค์ประกอบหลักสำคัญด้านเทคโนโลยีพื้นฐาน ที่จะนำมาใช้เพื่อการพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (development of e-Commerce system) โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ (กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ, 2547, หน้า 10-11)

1. ระบบเครือข่าย (network) เป็นการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารกันได้ สำหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (electronic commerce) อาศัยโครงสร้างเครือข่ายพื้นฐาน ได้แก่ เครือข่ายท้องถิ่น (LAN) เครือข่ายระดับเมือง (MAN) และเครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN) รวมไปถึงเครือข่ายเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ได้แก่ อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต และอินเทอร์เน็ต

2. ช่องทางการติดต่อสื่อสาร (channel communication) เพื่อใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้ให้บริการผ่านทางเครือ ข่ายโทรคมนาคม ในลักษณะช่องทางการสื่อสารแบบมีสาย (physical wire) หรือช่องทางการสื่อสารแบบไร้สาย (wireless)

3. การจัดรูปแบบและการเผยแพร่เนื้อหา (format and content publishing) เป็นการจัดรูปแบบของเนื้อหาเพื่อการนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบสื่อประสม (multimedia) ผสมผสานระหว่างข้อความ (text) ภาพนิ่ง (image) ภาพเคลื่อนไหว (animation) และเสียง (sound) เข้าด้วยกัน แล้วส่งผ่านทางเว็บไซต์บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังผู้ใช้บริการได้อย่าง รวดเร็ว

4. ระบบรักษาความปลอดภัย (security) เป็นระบบสำคัญมีหน้าที่อำนวยความสะดวกและรวดเร็วให้แก่ลูกค้า และสมาชิกที่สั่งซื้อสินค้าและบริการ สร้างความไว้วางใจแก่ผู้ใช้บริการ และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีให้กับองค์กร ประกอบไปด้วยระบบย่อย ดังนี้ (กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ, 2547, หน้า 293-335)

4.1 ระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ (computer security) เช่น การเก็บฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ระบบเครือข่ายไว้ในสถานที่เหมาะสม ปลอดภัย

4.2 ระดับความปลอดภัยของข้อมูลคอมพิวเตอร์ (level of data security) ควรมีการตรวจสอบผู้ใช้งานด้วยการกำหนดรหัส (login or username) และพาสเวิร์ด (password) เพื่อกำหนดสิทธิในการเข้าไปทำงานในระบบ และควรมีระบบไฟล์วอล์ (firewalls) ตรวจสอบข้อมูลที่ผ่านเข้าออกระบบ เพื่อป้องกันผู้ที่ไม่พึงประสงค์ที่ต้องการเข้าสู่ระบบของเรา เช่น แฮกเกอร์ (hacker) แครกเกอร์ (cracker) เป็นต้น รวมถึงการป้องกัน ภัยคุกคามจากไวรัสคอมพิวเตอร์ด้วยซอฟต์แวร์ป้องกัน และกำจัดไวรัส

4.3 การเข้ารหัสข้อมูล (data encryption) คือการนำข้อมูลเข้ารหัส (encryption) ให้อยู่ในรูปแบบที่ไม่สามารถอ่านได้และมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคล ที่ไม่พึงประสงค์นำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่ดี และเมื่อต้องการใช้ข้อมูลต้องผ่านการถอดรหัส (decryption) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในด้านความน่าเชื่อถือ และความไว้ใจให้แก่องค์กรธุรกิจ ความน่าเชื่อถือ (mutual authentication) เครื่องไคลเอ็นต์สามารถตรวจสอบใบรับรองดิจิตอล (digital certificate) ของเซิร์ฟเวอร์ได้ และหากผู้ใช้ทางฝั่งไคลเอ็นต์มีใบรับรองดิจิตอล ทางเซิร์ฟเวอร์สามารถตรวจสอบข้อมูลของผู้ใช้ได้ด้วยเช่นกัน ใบรับรองดิจิตอล (digital certificate หรือ digital ID) เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ผู้ใช้เป็นใครหรือองค์กรใด มีข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลขององค์กรเป็นอย่างไร มีกุญแจสาธารณะ (public key) ที่ใช้ในการถอดรหัสเป็นอย่างไร โดยได้รับการรับรองจากองค์กรหรือหน่วยงานกลางที่มีความน่าเชื่อถือ (third party) ซึ่งเรียกองค์กรนี้ว่า “Certification Authority–CA” เช่น thawte และ verisign โดยการเข้ารหัสใบรับรองดิจิตอลนี้จะใช้การเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ (public key) (กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ, 2547, หน้า 293-335)

4.4 เซ็คเคียวไฮเปอร์เทกซ์ทรานสพอรต์โปรโตคอล (Secure Hypertext Transport Protocol–S-HTTP) เป็นส่วนหนึ่งของโปรโตคอล HTTP ทำหน้าที่ตรวจสอบสิทธิผู้ใช้ที่มีต่อเซิร์ฟเวอร์ซึ่งจะเข้ารหัสการลงลายเซ็น ดิจิตอล (digital signature) การตรวจสิทธิ สนับสนุนมาตรฐาน PKCS-7 และ PEM ซึ่งพัฒนาโดย RSA

4.5 ลายเซ็นดิจิตอล (digital signature) เป็นข้อความที่ประกอบด้วยตัวอักษรและตัวเลขจำนวนหนึ่ง ซึ่งใช้ในการเข้ารหัสด้วยกุญแจสาธารณะ แล้วส่งไปพร้อมกับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยืนยันว่าเอกสารที่ส่งไปนั้นเป็นของผู้ส่งจริง เปรียบเสมือนลายเซ็นของผู้ส่ง สามารถใช้เป็นหลักฐานในการทำธุรกรรมได้

4.6 เซ็คเคียวอิเล็กทรอนิกส์ทรานแซคชั่น (Secure Electronic Transaction–SET) คือโปรโตคอลที่ทางบริษัทวีซ่า (Visa) และมาสเตอร์การ์ด (Master card) เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยร่วมมือกับบริษัทไมโครซอฟต์(Microsoft) และเน็ตสเคป (Netscape) จุดประสงค์หลักเพื่อใช้สำหรับตรวจสอบการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต และเครือข่ายให้มีความปลอดภัย โดยการสร้างรหัสเซต (SET) ทำให้ข้อมูลที่รับส่งเป็นความลับด้วยการเข้ารหัสด้วยกุญแจสาธารณะ (public key) ข้อมูลจะไม่ถูกแก้ไขระหว่างทาง สามารถตรวจสอบการมีสิทธิ์ของผู้เกี่ยวข้องด้วยการใช้ลายเซ็นดิจิตอล (digital signature) และใบรับรองดิจิตอล (digital certificate) ระบบชำระเงิน (payment system) ได้รับการพัฒนาให้สามารถชำระผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก และลดต้นทุนให้ผู้ซื้อ รูปแบบการชำระเงินในปัจจุบัน สามารถแบ่งได้ดังนี้ คือ ระบบชำระเงินแบบจ่ายก่อน (pre-paid payment system) เป็นระบบชำระเงินแบบ ชำระเงินก่อนแล้วค่อยนำไปซื้อสินค้าในภายหลัง หมายถึง ผู้ซื้อจะต้องนำเงินจริงไปเปลี่ยนให้เป็นเงินที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เสียก่อน เพื่อนำมา ใช้ชำระเงินให้กับผู้ขายผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ระบบชำระเงินรูปแบบนี้ ได้แก่ การชำระเงินให้กับผู้ขายโดยใช้เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ (electronic Cash–e-Cash) และระบบชำระเงินแบบจ่ายทีหลัง (post-paid payment system) เป็นระบบชำระเงินแบบ ซื้อสินค้าก่อนแล้วชำระเงินภายหลัง หมายถึง ผู้ซื้อจะชำระเงินค่าสินค้าให้กับผู้ขายด้วยข้อมูลที่ใช้แทนเงินไปก่อน หลังจากนั้นจึงชำระเงินจริงในภายหลัง ระบบการชำระเงินรูปแบบนี้ ได้แก่ เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (electronic Check–e-Check) บัตรเครดิต (credit card) เป็นบัตรประเภทบัตรแถบแม่เหล็กใช้แถบแม่เหล็กเก็บข้อมูล การชำระเงินวิธีนี้เป็นการชำระเงินผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยการใช้วง เงินของบัตรเครดิต (credit card) แทนการชำระด้วยเงินจริง กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (electronic Wallet–e-Wallet)

บรรณานุกรม
1. วรท กอวัฒนสกุล. (2553, หน้า 22-25). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร, โครงการ “การศึกษาการวิจัย”, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
2. กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ. (2547). คัมภีร์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-COMMERCE). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์.

 

กฎหมายที่เกี่ยวกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

ด้านกฎหมาย และนโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ และมาตรฐานต่าง ๆ ประกอบไปด้วย กฎหมายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ พระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 (กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2544ก) มีเนื้อหาสำคัญในเรื่องของการให้คำนิยามที่เกี่ยวข้องกับพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ โดยบัญญัติให้ข้อมูลทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบไปด้วยหนังสือ หลักฐาน เอกสาร

การส่งจดหมายหรือข้อมูลข่าวสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมายเมื่อสามารถแสดงหลักฐาน ครบถ้วนตามที่ได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้ และการกำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน ตลอดจนความรับผิดชอบ หน้าที่ ของเจ้าพนักงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ คณะกรรมการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ประกอบการที่ให้บริการเกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ พร้อมทั้งบทกำหนดโทษเมื่อมีผู้กระทำความผิด พระราชบัญญัติการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2544ข) มีเนื้อหาสำคัญดังต่อไปนี้ การให้คำนิยามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การร้องเรียน การอุทธรณ์ การรับผิดทางแพ่ง และบัญญัติบทกำหนดโทษในการกระทำความผิดมีโทษทั้งจำและปรับ ตามความรุนแรงในการกระทำผิด พระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ, 2551) มีเนื้อหาสำคัญคือ การให้คำนิยามการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่าง ๆ พร้อมกำหนดบท ลงโทษ มีบทลงโทษทั้งจำและปรับ ตามความรุนแรงในการกระทำผิด การระบุอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานในการตรวจสอบผู้กระทำผิดกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้องประกอบด้วย พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 (กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, 2545) และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 (บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ เซอร์วิส (thai law online service co., ltd.), 2551) ผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเครื่อง หมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยผู้ประกอบการสามารถขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้โดยจะต้องปฏิบัติตาม ลักษณะ หลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอนข้อห้าม บทลงโทษตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 (บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ เซอร์วิส (Thai law online service co., ltd.), 2551ก) ผู้ประกอบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 (บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ เซอร์วิส (Thai law online service co., ltd.), 2551ข) เนื้อหาสำคัญคือการนิยามคำที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์ โดยกำหนดลักษณะงานที่มีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ และลักษณะงานที่ไม่มีลิขสิทธิ์ การคุ้มครองงานที่มีลิขสิทธิ์ กำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับ บทลงโทษแก่ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์

บรรณานุกรม
1. วรท กอวัฒนสกุล. (2553, หน้า 25-26). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร, โครงการ “การศึกษาการวิจัย”, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
2. กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2544ก). พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544. ค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2551, จาก   http://www.dbd.go.th
3. กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2544ข). พระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล. ค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2551, จาก   http://www.dbd.go.th
4. ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. (2551). พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ 2550. ค้นเมื่อ 1 กันยายน 2551, จาก http://www.dsi.go.th/dsi/gallery/yanaphon/comp_law_2007.pps
5. กระทรวงพาณิชย์, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า. (2545). พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545. ค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2551, จาก   http://www.dbd.go.th
6. บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ เซอร์วิส (Thai law online service co., ltd.). (2551ก). พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499. ค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2551, จาก http:// www.crma.ac.th/cadet/training%20manual/LAW/%B7%D0%E0%BA% D5%C2%B9%BE%D2%B3%D4%AA%C2%EC%202499.doc
7. บริษัท ไทยลอว์ ออนไลน์ เซอร์วิส (Thai law online service co., ltd.). (2551ข).พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537. ค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2551, จาก http://www.do.rtaf.mi.th/Publication/files/3_4800040.doc

 

 

ข้อแตกต่างระหว่างการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับการทำธุรกิจทั่วไป

ข้อแตกต่างระหว่างการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับการทำธุรกิจทั่วไป คือ (กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ, 2547, หน้า 17-18)

1. การเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคโดยการ ใช้ระบบข้อมูลร่วมกันในการบริหารสินค้าคงคลัง การขนส่งสินค้า และช่วยเพิ่มประสิทธิผล ความคุ้มค่าในการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ

2. การตอบสนองเพื่อการแข่งขันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยตอบสนองการแข่งขันทางธุรกิจได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมความพร้อม ในทุกด้าน เช่น ช่องทางการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่สะดวกและรวดเร็ว การจัดวางสินค้าหน้าร้านบนเว็บไซต์ที่ง่ายต่อการใช้งาน คุณภาพสินค้าและราคาที่เหมาะสมสามารถเปรียบเทียบได้ มีระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และสามารถส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้าได้ตามระยะเวลาที่ได้แจ้งไว้ รวมถึงวิธีการอื่น ๆ ที่สร้างความแตกต่าง หรือสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่งขัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด ส่งผลให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย

3. การให้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการค้นหาข้อมูลของสินค้า เปรียบเทียบราคา ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา

4. การควบคุมและการสร้างปฏิสัมพันธ์ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมกิจกรรมทางธุรกิจในระหว่างการดำเนินงาน เช่น การค้นหาสินค้า การเปรียบเทียบสินค้าและราคา การติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น หรือแม้แต่การยกเลิกการสั่งซื้อได้ด้วยตนเอง โดยการโต้ตอบผ่านทางจอภาพ ปราศจากอิทธิพล และการครอบงำของผู้ขาย (ผู้ประกอบการ) ที่จะชวนเชื่อหรือชักจูงให้ซื้อสินค้าและบริการ

5. การสร้างร้านค้าเสมือนจริง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน ด้านสถานประกอบการ (ร้านค้า) ทำให้ลูกค้าประหยัด เวลาในการเดินทางเพื่อมาซื้อสินค้าและบริการที่ร้านค้าของผู้ประกอบการ

6. การติดตามพฤติกรรมของลูกค้า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยติดตามประวัติของลูกค้าที่มาใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์ได้ ทั้งนี้เว็บไซต์ดังกล่าวจะต้องติดตั้งระบบติดตาม (tracking system) เพื่อการค้นหาและติดตามข้อมูลสินค้าและบริการที่ลูกค้าได้เข้าชมภายในเว็บไซ ต์ และพฤติกรรมของลูกค้า เช่น ระยะเวลาในการเข้าชมเว็บไซต์ สินค้าและบริการที่สนใจและทัศนคติ และค่านิยมที่มีต่อสินค้าและบริการ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงความต้องการมาก ที่สุด และสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาบริหารลูกค้าสัมพันธ์ได้ (Customer Relation Management–CRM)

7. โครงข่ายเศรษฐกิจ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้เพิ่มช่องทางการ ค้าผ่านระบบเครือข่าย (network system) ได้แก่ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (internet system) อินทราเน็ต (intranet) เอ็กซ์ทราเน็ต (extranet) หรือแม้แต่เครือข่ายไร้สาย (wireless communication) ที่นิยมใช้กับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เรียกว่า โมบายคอมเมิร์ซ (mobile commerce–m-Commerce) ทำให้ระบบเครือข่ายเหล่านี้มีการเชื่อมโยงติดต่อกันเป็นโครงข่ายเศรษฐกิจ (network economics) ที่มีขนาดใหญ่และไร้พรมแดน นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร รวมถึงการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและกว้างไกลยิ่งขึ้น

8. การส่งเสริมภาพลักษณ์อันดี พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ผู้ประกอบการ ด้วยการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจและมีระบบที่มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ทันสมัย สะดวกและรวดเร็ว

จากแนวความคิดเรื่องพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สรุปได้ว่า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คือทางเลือกการทำธุรกิจแบบใหม่ เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางด้าน ธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการใช้เพิ่มช่องทางการค้าผ่านระบบเครือข่าย อินเทอร์เน็ต (internet system) อินทราเน็ต (intranet) เอ็กซ์ทราเน็ต (extranet) หรือแม้แต่เครือข่ายไร้สาย (wireless communication) ที่นิยมใช้กับเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่เรียกว่า โมบายคอมเมิร์ซ (mobile Commerce–m-Commerce) ทำให้ระบบเครือข่ายเหล่านี้มีการเชื่อมโยงติดต่อกันเป็นโครงข่ายเศรษฐกิจ (network economics) ที่มีขนาดใหญ่และไร้พรมแดน นอกจากนี้ยังช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการติดต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร รวมถึงการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและกว้างไกลยิ่งขึ้น และสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายลักษณะ เช่น การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (Business-To-Business–B2B) การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค (Business-To-Consumer–B2C) การทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer-To-Consumer–C2C) และการทำธุรกรรมระหว่างผู้บริโภคกับธุรกิจ (Consumer-To-Business–C2B) หรือการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เช่น การทำธุรกรรมระหว่างธุรกิจกับพนักงาน (Business-To-Employee–B2E) มุ่งเน้นการให้บริการแก่พนักงานในองค์กร การทำธุรกรรมระหว่างองค์กรของรัฐกับประชาชน (Government-To-Citizen–G2C) เป็นการทำธุรกรรมระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้ บริการข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน และการทำธุรกรรมด้านการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ(Exchange-To-Exchange– E2E) เป็นช่องทางสำหรับใช้แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน เนื่องจากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจ ให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภคโดยการใช้ระบบข้อมูลร่วมกันบริหารสินค้าคง คลัง การขนส่งสินค้า และช่วยลดต้นทุนด้านต่าง ๆ ทั้งด้านสถานประกอบการของผู้ประกอบการ (ร้านค้า) ที่เป็นร้านเสมือนจริง คือตั้งอยู่บนเว็บไซต์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำให้ลูกค้าประหยัดเวลาในการเดินทางเพื่อมาซื้อสินค้าและบริการที่ร้านค้า ของผู้ประกอบการ โดยสามารถทำการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดทุกวัน ลูกค้าสามารถเข้าเว็บไซต์หาข้อมูล ติดต่อ และสั่งซื้อสินค้าและบริการได้ตลอดเวลา ซึ่งลูกค้ามีอิสระในการค้นหาสินค้า การเปรียบเทียบสินค้าและราคา

การติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่น หรือแม้แต่การยกเลิกการสั่งซื้อได้ด้วยตนเอง ปราศจากอิทธิพล และการครอบงำของผู้ขาย (ผู้ประกอบการ) ที่จะชวนเชื่อหรือชักจูงให้ซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงการลดต้นทุนในการติดตามพฤติกรรมของลูกค้า โดยการเก็บข้อมูลของลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์เพื่อนำมาเป็น ข้อมูลในการวิเคราะห์การทำการตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อของลูกค้า และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ผู้ประกอบการ และองค์กรต่าง ๆ

บรรณานุกรม
1. วรท กอวัฒนสกุล. (2553, หน้า 28-30). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการผ่านระบบพาณิชย์ อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเขตกรุงเทพมหานคร, โครงการ “การศึกษาการวิจัย”, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
2. กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และทวีศักดิ์ กาญจนสุวรรณ. (2547). คัมภีร์ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-COMMERCE). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์.

 

 

 

ขั้นตอนในการประกอบกิจกรรมทางการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1. การเผยแพร่หรือการโฆษณา
ขั้นตอนแรกของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การนำเอาสินค้าหรือบริการที่ต้องการซื้อขายเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชนหรือกลุ่ม ลูกค้าต่าง ๆ ตามความต้องการ สำหรับ การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การเผยแพร่โดยอาศัยสื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ทำได้หลายวิธีด้วยกันเช่น การเผยแพร่สินค้าทางโฆษณาโทรทัศน์ วิทยุ และวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันคือการเผยแพร่ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งด้วยราคาที่ต่ำกว่า เข้าถึงคนได้จำนวนมากกว่า ในระยะเวลาที่ยาวนานกว่า จึงเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในขั้นตอนนี้ได้แก่เมื่อมีผู้เผยแพร่หรือโฆษณาซื้อขาย สินค้าผิดกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนถึงสินค้าที่ในความเป็นจริงไม่มีคุณสมบัติตามที่โฆษณา กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันจะสามารถดำเนินการกับกรณีดังกล่าวได้หรือ ไม่เพียงใด ตัวอย่างดังต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงการโฆษณาผ่านทางอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ ต่าง ๆ

2. การทำคำสั่งซื้อขาย
เมื่อมีผู้พบโฆษณาซื้อขายสินค้าทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์แล้ว หากรายละเอียดหรือเงื่อนไขการซื้อขายสินค้าบริการนั้นไม่ตรงตามความต้องการ กระบวนการต่าง ๆ ก็จะสิ้นสุดลง แต่ถ้ามีผู้ต้องการซื้อขายสินค้าบริการตามโฆษณาดังกล่าว ขั้นตอนการประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะมาสู่การทำคำสั่งซื้อขาย ซึ่งเมื่อมีการทำคำสั่งซื้อหรือขายส่งไปยังผู้โฆษณาก็จะเกิดเป็นสัญญาซื้อ ขายขึ้น และส่งผลให้ทั้งผู้ซื้อผู้ขายต่างมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา ซึ่งต้องไปพิจารณาเรื่องของการเกิดขึ้นของสัญญา ซึ่งเป็นหลักกฎหมายในเรื่องของนิติกรรมสัญญาอีกครั้งหนึ่ง

3. การชำระราคาและการจัดส่งสินค้าบริการ
เมื่อเกิดสัญญาขึ้นหนี้ของทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้เกิดขึ้นในทันทีหลังจากที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำสัญญาระหว่างกัน ซึ่งฝ่ายผู้ขายมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าบริการ ส่วนฝ่ายผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องทำการชำระราคา ในกรณีที่เป็นการซื้อขายสินค้าที่มีลักษณะทางกายภาพกระบวนการส่งมอบสินค้าจะ ดำเนินไปตามวิธีปกติ คือ ถ้าเป็นสินค้า  ที่ส่งออกไปหรือนำเข้าจากต่างประเทศก็จะต้องผ่านแบบพิธีทางศุลกากรของประเทศ ที่มีการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าดังกล่าว แต่ถ้าเป็นสินค้าหรือบริการที่สามารถส่ง แลกเปลี่ยน หรือรับได้ทางกรรมวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ อันได้แก่ข้อมูลต่าง ๆ อาทิ รูปภาพ เสียง เพลง ภาพยนตร์ เกม และข้อมูลที่อยู่ในรูปสื่อผสม (Multimedia) ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถส่ง แลกเปลี่ยน หรือรับได้ผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ และเนื่องจากสินค้าบริการเหล่านี้ไม่ได้ผ่านเข้าออกตามพรมแดนที่มีลักษณะทาง กายภาพจึงเป็นการยากที่จะกำหนดจุดผ่านแดนของสินค้าบริการ อันจะสามารถใช้แบบพิธีทางศุลกากรตามปกติได้ นอกจากความยากลำบากในการกำหนดจุดผ่านแดนของสินค้าบริการที่อยู่ในรูปข้อมูล อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ความยากลำบากในการระบุลักษณะเนื้อหาของข้อมูลที่มีการซื้อขายกันเป็นอีก สาเหตุหนึ่งอันนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ในการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างมากมาย

4. การบริการหลังขาย
หลังจากที่การส่งมอบสินค้าบริการและการชำระราคาเสร็จสิ้นลง หากเงื่อนไขในสัญญาไม่ได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นสัญญานั้นก็สิ้นสุดลง แต่หากความในสัญญากำหนดให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อไป ฝ่ายที่มีหน้าที่นั้นจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะครบถ้วนตามสัญญา เงื่อนไขส่วนใหญ่ที่ระบุไว้หลังจากที่ได้มีการส่งมอบสินค้าบริการและชำระ ราคากัน ได้แก่ การให้บริการหลังการขาย ซึ่งผู้ขายสามารถให้บริการหลังการขายทั้งวิธีทางกายภาพตามปกติและให้บริการ ผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ ซึ่งความได้เปรียบของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เหนือการพาณิชย์ที่มีลักษณะแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะความได้เปรียบของอินเตอร์ เน็ต คือ ความสามารถในการให้บริการแก่ผู้ซื้ออย่างทั่วถึง สะดวกรวดเร็ว และเพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากผู้ขายสามารถให้บริการข้อมูล เช่น การให้คำปรึกษาในสินค้าบริการ การประชาสัมพันธ์โครงการส่งเสริมการขาย การบริการข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ ผ่านทางเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องรอให้เป็นเวลาทำงานของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดังที่เคยปฏิบัติกันมา ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็จะได้รับความสะดวกจากการบริการดังกล่าวเป็นการสร้าง ความสัมพันธ์และความรู้สึกอันดีระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อันจะนำมาซึ่งผลตอบแทนแก่ผู้ขายในระยะยาวต่อไป

บรรณานุกรม
1. เข็มจริยา ธีรพงษ์. (2546, หน้า 37-52). การคุ้มครองผู้บริโภคในการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ต, นิติศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

 

facebook comments:

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | แสดงความเห็น

องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

องค์กรอิสระเป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐความหวังของสังคมประชาธิปไตยเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีเสียงพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง

องค์กรอิสระ เกิดขึ้นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองหรือรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการทำหน้าที่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายราชการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นขั้นตอนสำคัญในการปฏิรูปการ เมือง คณิน บุญสุวรรณ นักวิชาการอิสระ อดีต ส.ส.ร.เริ่มต้นพร้อมให้ความรู้ทวนที่มาการเกิดขึ้นขององค์กรอิสระว่า องค์กรอิสระเริ่มต้นมาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่มุ่งในเรื่องของการปฏิรูปการเมืองซึ่งมีกระบวนการ 3 ขั้นตอนนำไปสู่เป้าหมายที่ทำให้การเมืองบริสุทธิ์ โปร่งใส การเมืองสะอาด มีคุณภาพ

3 ขั้นตอนในการปฏิรูปคือ การปฏิรูปกระบวนการเข้าสู่อำนาจ ปฏิรูปกระบวนการการใช้อำนาจและขั้นตอนการปฏิรูปกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งในขั้นตอนหลังนี้นำไปสู่องค์กรต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

“องค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ องค์กรตรวจสอบที่เป็นศาล และองค์ กรตรวจสอบที่ไม่ใช่ศาล องค์กรตรวจสอบที่เป็นศาล คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติ ธรรม ศาลปกครองและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ส่วนองค์กรตรวจสอบที่ไม่ใช่ศาล ได้แก่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรม การป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่น ดิน (คตง.) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา”

องค์กรอิสระ กลไกตามรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อรักษา ประโยชน์ของแผ่นดิน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล หรือประชาชนและเพื่อให้การปฏิรูปทางการเมืองเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญ โดยมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล งบประมาณและการดำเนินการอื่น

ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้การตรวจสอบเป็นการ ตรวจสอบกันในสภา ต่อมามองกันว่าไม่เพียงพอ เป้าหมายการตรวจสอบอาจไม่บรรลุผล พอมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการให้มีการตรวจสอบเป็นอิสระจึงมีองค์กรอิสระ เกิดขึ้น

จากการตรวจสอบในสภาจึงมีการตรวจสอบนอกสภาเกิดขึ้นร่วมด้วย องค์กรอิสระ ถ้าทำงานได้อิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซง ฯลฯ ดำเนินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นกลาง กล้าหาญ ซื่อสัตย์สุจริต การตรวจสอบที่เกิดขึ้นก็จะเกิดผลกลับมาที่องค์กรอิสระ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) องค์กรที่มีความสำคัญในการควบคุมการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ส่วนหนึ่งจากข้อมูลที่มีเผยแพร่ 11 ตุลาคม 2540 ที่ประชาชนมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเป็นครั้งแรก หลังจากสภาร่างรัฐธรรมนูญซึ่ง มีตัวแทนของประชาชนหลาย ๆ ฝ่าย จัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้น มีเนื้อหาส่งเสริมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และให้โอกาสประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง

รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ในการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปกระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง โดยให้มีการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้ได้คนดีมีความสามารถเข้ามาบริหารบ้านเมือง กระบวนการตรวจสอบและควบคุมการใช้อำนาจที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสและกระบวน การถอดถอนผู้ใช้อำนาจในทางมิชอบให้ออกจากตำแหน่ง อันเป็นจุดกำเนิดของการจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้น มารองรับภารกิจในการปฏิรูปการเมืองดังกล่าว

รัฐธรรมนูญได้บัญญัติ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาสมาชิกสภา ท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ฯลฯ

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) องค์กรที่มีบทบาทเน้นที่การปราบปรามการทุจริต คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทำหน้าที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยตรงประกอบด้วยประธานกรรมการและกรรมการ อื่น

ขณะที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน องค์กรอิสระ ที่เกิดขึ้นเพื่อควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของรัฐใช้จ่ายไปโดยชอบด้วย กฎหมายหรือถูกต้องตามระเบียบข้อบังคับหรือไม่ ฯลฯ ส่วน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่อ ให้การปกป้องดูแลและคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชนรับเรื่องร้องทุกข์ความเดือด ร้อนของประชาชน เป็นต้น

การปฏิรูปการเมืองผ่านมา 9 ขวบปี บางองค์กรถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานว่าไม่อิสระถูกแทรกแซงไม่เป็นไปตาม เจตนารมณ์ที่วางไว้ซึ่งในที่สุดทุกฝ่ายต่างมีข้อสรุปทิศทางเดียวกันถึงการ ปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่

หลังจากผ่าทางตัน เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ ก็คงมีการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถึงเวลานั้นคงต้องติดตามกันต่อไปว่าองค์กรแต่ละแห่งจะมีทิศทางเป็นอย่าง ไร.
องค์กรอิสระคืออะไร

องค์กรอิสระ หมายถึง องค์กรของรัฐที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเกี่ยวกับภารกิจของรัฐตามบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยเป็นองค์กรของรัฐที่มีสถานะพิเศษ ซึ่งได้รับหลักประกันให้สามารถปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้โดยอิสระ ปลอดพ้นจากการแทรกแซงขององค์กรของรัฐอื่นหรือสถาบันการเมืองอื่น รวมทั้งอยู่เหนือกระแสและการกดดันใดๆ ที่เกิดขึ้นภายในสังคมในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
ทำไมต้องมีองค์กรอิสระ

แม้ว่าในต่างประเทศที่เป็นรัฐประชาธิปไตย ได้มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ (Independent Regulatory Agency) มานานแล้ว โดยองค์กรอิสระจัดเป็นสถาบันทางการบริหารเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการบริหาร ที่มีประสิทธิภาพกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งโครงสร้างระบบบริหารรูปแบบเดิมมีข้อจำกัด เนื่องจากมีการจัดลำดับของอำนาจหน้าที่และการควบคุมบังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทำให้เกิดความล่าช้าและขาดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจกระทบต่อผล ประโยชน์ส่วนรวมและสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่สำหรับประเทศไทย องค์กรอิสระได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการ เมืองหรือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการทำหน้าที่ของฝ่ายการเมืองและฝ่ายราชการใน ด้านต่างๆ รวมทั้งเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย แต่มีความหมายครอบคลุมไปถึงสถาบันตุลาการ นอกจากจะจัดเป็นสถาบันทางการบริหารดังปรากฏตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้พอเพียงกับการบริหารงานโดยอิสระของ องค์กรฝ่ายตุลาการ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และองค์กรอิสระ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทั้งนี้ เนื่องจากระบบเดิม องค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐกับองค์กรผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอยู่ในองค์กรเดียว กัน คือ องค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรฝ่ายบริหาร และองค์กรฝ่ายตุลาการ ต่างก็เป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจและในขณะเดียวกันองค์กรนั้นเองก็มีหน้าที่ในการ ตรวจสอบกันเองด้วย ระบบที่ถูกออกแบบขึ้นมาใหม่ได้จัดตั้งหรือแยกกลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจออก จากกลไกการใช้อำนาจเพิ่มเติมผ่านองค์กรพิเศษซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรเฉพาะ นอกจากองค์กรฝ่ายตุลาการ นั่นก็คือ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งห้าองค์กรดังกล่าว โดยมีเจตนารมณ์ที่จะเสริมช่องว่างในโครงสร้างการบริหารประเทศ เนื่องจากปัญหาการปฏิบัติภารกิจหน้าที่ขององค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจที่ผ่าน มาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะถูกครอบงำจากฝ่ายการเมือง
สำหรับความจำเป็นที่จะต้องมีองค์กรอิสระ ได้แก่

๑. ความจำเป็นต้องมีกลไกคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยองค์กรฝ่ายตุลาการ ซึ่งมุ่งหมายที่จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ตามหลักของนิติรัฐในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากการกระทำของรัฐหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐตามหลักของนิติรัฐในการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำทาง ปกครอง การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกละเมิดจากการกระทำของบุคคลใน กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและทางแพ่ง นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีกลไกที่มิใช่องค์กรฝ่ายตุลาการ ซึ่งก็คือ องค์กรอิสระเพื่อเยียวยาปัญหาของประชาชน จากการใช้อำนาจรัฐหรือการกระทำของบุคคล และการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน เนื่องจากการใช้กลไกทางศาลอาจมีข้อจำกัดบางประการเพราะจะต้องใช้ระยะเวลาพอ สมควรในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล รวมไปถึงการทีจะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องและการดำเนินคดี ในศาลด้วย

๒. ความจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบเกี่ยวกับความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐและตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินภาครัฐ

๓. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการควบคุมตรวจสอบที่จะลดและขจัดการซื้อเสียง และเปิดโอกาสให้คนดี มีคุณภาพ คุณธรรม เข้าสู่ระบบการเมือง

๔. ความจำเป็นต้องมีกลไกในการเสริมสร้างระบบการเมืองและพรรคการเมืองที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ

๕. ความจำเป็นต้องมีกลไกที่มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง สามารถดำรงความยุติธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

ความเป็นอิสระ

- อิสระในเรื่องที่มาและการเข้าสู่อำนาจของบุคคลที่เข้าทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ

- อิสระในเรื่องการกำหนดนโยบายและการดำเนินงานขององค์กร

- อิสระในเรื่องงบประมาณ

- มีหน่วยธุรการหรือสำนักงานที่เป็นอิสระ
ความเป็นกลาง

- ไม่เป็นฝักฝ่ายในทางการเมือง

- ปราศจากอคติ ไม่ลำเอียง เพราะรัก โกรธ หลง กลัว
ดำรงความยุติธรรม

- มีความเที่ยงธรรม

- มีความชอบธรรม

- มีความชอบด้วยเหตุผล
การแบ่งประเภทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

๑. องค์กรฝ่ายตุลาการหรือองค์กรศาล

มีลักษณะเป็นองค์กรอิสระตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตุลาการ ได้แก่

ศาลรัฐธรรมนูญ

มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยร่างกฎหมายและกฎหมายมิให้ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยสถานภาพของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกรณีจงใจไม่ยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีเป็นเท็จ รวมทั้งพิจารณาวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ศาลยุติธรรม

มีอำนาจหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น เช่น คดีตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีตามประมวลกฎหมายอาญาอื่นๆ และแพ่ง ฯลฯ
ศาลปกครอง

มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมาย กำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คดีละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของ รัฐ และคดีเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

มีอำนาจหน้าที่พิจารณาคดีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่นๆ ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำความผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นแผนกหนึ่งในศาลยุติธรรม โดยองค์คณะประกอบด้วยผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน ๙ คน ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เลือกเป็นรายคดี การพิจารณาคดีใช้ระบบไต่สวน เช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งต่างจากศาลยุติธรรมที่ใช้ระบบกล่าวหา ผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือ พร้อมต้องแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนลงมติ คล้ายกับศาลรัฐธรรมนูญซึ่งองค์คณะทุกคนต้องทำคำวินิจฉัยในส่วนของตนพร้อม แถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ
๒. องค์กรอิสระที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา

มีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ อันเป็นการเสริมอำนาจบริหาร และอำนาจ ตุลาการ

๒.๑ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.)

มีอำนาจหน้าที่ควบคุมดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สืบสวน สอบสวน วินิจฉัยชี้ขาดปัญหา สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยมีอำนาจออกประกาศกำหนดการทั้งหลายอันจำเป็นแก่ การปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งมีคำสั่งให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐปฏิบัติการทั้งหลาย อันจำเป็นตามกฎหมาย รวมทั้งการสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง และการควบคุมการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง โดยประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่ตาม ที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด เช่น มีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ระงับหรือจัดการแก้ไขการ กระทำที่ฝ่าฝืนนโยบายหรือข้อบังคับพรรคการเมืองอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ของรัฐหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากไม่ปฏิบัติตามคำเตือนเป็นหนังสือของนายทะเบียนพรรคการเมือง และมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมือง เพราะมีเหตุแห่งการเลิกหรือยุบพรรคการเมืองตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง

๒.๒ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนกรณีร้องขอให้ถอดถอนจากตำแหน่ง กรณีการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไต่สวนและวินิจฉัย กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้า หน้าที่ของรัฐ รวมทั้งตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง เพื่อดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเป็นของแผ่นดิน ตลอดจนตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าจงใจไม่ยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบ หรือจงใจยื่นบัญชีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบหรือไม่ เพื่อเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด หากมีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น

๒.๓ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ค.ต.ง.)

มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาในเรื่องวินัยทางงบประมาณและการคลัง การให้คำปรึกษาและคำแนะนำ เพื่อให้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดโทษปรับทางปกครอง การพิจารณาวินิจฉัยความผิดวินัยทางงบประมาณและการคลัง รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ประธานรัฐสภาเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน และให้คำแนะนำแก่ฝ่ายบริหารในการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับการควบคุมเงินของรัฐ
๓. องค์กรอิสระที่ให้คำปรึกษาแนะนำ

มีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอันเป็นการเสริมอำนาจบริหาร

๓.๑ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษย ชน ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการ กระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอให้รายงานต่อรัฐสภา เพื่อดำเนินการต่อไป เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน

๓.๒ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

มีอำนาจหน้าที่พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน กรณีข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย การปฏิบัติหรือละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง เรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม รวมทั้งจัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา

องค์กรอิสระทั้งห้าองค์กรตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ดังกล่าว มีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบัญญัติจัดตั้งขึ้นและกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในส่วนต่างๆ ของรัฐธรรมนูญโดยตรง และมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระมีฐานะเป็นส่วนราชการที่เป็นนิติบุคคล ได้แก่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานศาลปกครอง สำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลซึ่งมิใช่ส่วนราชการ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
๔. องค์กรอิสระที่ไม่มีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ยังมีองค์กรอิสระที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะซึ่งไม่มีฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่

๔.๑ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

กทช. จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทร คมนาคม พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคม รวมทั้งจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของ กทช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ขณะนี้ กทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗

๔.๒ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.)

กสช. จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๐ เช่นเดียวกับ กทช. มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พิจารณาอนุญาตและกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ รวมทั้งจัดทำรายงานผลการดำเนินงานของ กสช. เสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ขณะนี้ การจัดตั้ง กสช. ยังไม่แล้วเสร็จตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด วุฒิสภาจึงควรเร่งรัดพิจารณาเลือกบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการ สรรหาฯ โดยเร็ว หากพบว่าบุคคลใดมีปัญหาด้านคุณสมบัติหรือมีประวัติ และความประพฤติที่ไม่น่าไว้วางใจก็ไม่ต้องเลือกคนนั้น เพราะการจัดตั้ง กสช. ล่าช้า ทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียประโยชน์มากกว่า

๔.๓ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๙ บัญญัติให้มีขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ โดยได้มีการตราพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๓ กำหนดองค์ประกอบ ที่มา และกำหนดให้มีอำนาจหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหา ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บัญญัติในหมวด ๕ ของรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นใดตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เสนอแผนนั้นต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติก่อนพิจารณาประกาศใช้

๔.๔ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)

คณะกรรมการ ป.ป.ง. จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒ หรือกฎหมายฟอกเงิน โดยมีเหตุผลเนื่องจากในปัจจุบันผู้ประกอบอาชญากรรมซึ่งกระทำความผิดกฎหมาย บางประเภท ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นมากระทำการในรูปแบบ ต่างๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้ อีก ทำให้ยากแก่การปราบปราม เพื่อเป็นการตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมดังกล่าว สมควรกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สามารถดำเนินการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการ ป.ป.ง. เป็นคณะกรรมการระดับนโยบายหรือบริหาร มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน รวมทั้งพิจารณาเสนอแนวทางหรือมาตรการที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน ด้วย ทั้งนี้ โดยมีคณะกรรมการ ธุรกรรมเป็นคณะกรรมการในระดับปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบธุรกรรมที่ได้รับรายงาน และยับยั้งการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน และมีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินเป็นองค์กรปฏิบัติ กฎหมายฟอกเงินดังกล่าว นอกจากจะช่วยป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและอาชญากรรมทางสังคม ตามมูลฐานความผิดที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังมุ่งป้องกันและปราบปรามความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือการทุจริตต่อ หน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ

๔.๕ คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร

จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ มีอำนาจหน้าที่สอดส่องดูแลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้า หน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารของ ราชการ เสนอแนะในการตราพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง หรือระเบียบตามกฎหมาย รวมทั้งพิจารณาและให้ความเห็นเรื่องร้องเรียนตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีอำนาจหน้าที่พิจารณา วินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งที่ให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร คำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้าน และคำสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือลบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล โดยมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่

๔.๖ องค์การอิสระในการคุ้มครองผู้บริโภค

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ วรรคสองบัญญัติให้มีองค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภคทำหน้าที่ให้ ความเห็นในการตรากฎหมาย กฎ และข้อบังคับ และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ซึ่งปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยเพิ่มบทบัญญัติหมวด ๓/๑ จัดตั้งคณะกรรมการองค์การอิสระผู้บริโภค และหมวด ๒/๑ จัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภค โดยยังคงให้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ในการพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสีย หายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ประกอบธุรกิจและดำเนินการเกี่ยวกับสินค้า ที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภค ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าวต่อไป
ความสำคัญและประโยชน์ขององค์กรอิสระต่อการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูประบบราชการ

ความสำคัญและประโยชน์ขององค์กรอิสระต่อการปฏิรูปการเมือง

๑. การสร้างการเมืองของพลเมือง

รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ ควบคุมและดำเนินการจัดหรือให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงเป็นผู้มีบทบาทในการอำนวยการเพื่อให้การใช้สิทธิของประชาชนในรูปแบบของ ประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน เพื่อให้ได้ผู้ที่จะเป็น “ตัวแทน” ของประชาชนทั้งในด้านนิติบัญญัติ และในด้านการสรรหาแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐ ธรรมนูญ รวมทั้งตัวแทนของประชาชนในระดับท้องถิ่น ได้แก่ สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น เป็นไปตามเจตนารมณ์และความประสงค์ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมาก ที่สุด

นอกจากนั้น ในกระบวนการของการใช้สิทธิของประชาชนในรูปแบบของประชาธิปไตยทางตรง คณะกรรมการการเลือกตั้งก็มีบทบาทในการเป็นผู้ช่วยรวบรวมรายชื่อของประชาชนใน การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ โดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนตั้งแต่หนึ่งร้อยคนขึ้นไป แจ้งความประสงค์พร้อมเสนอร่างกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ช่วยในการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ได้ครบตามจำนวนห้าหมื่นชื่อได้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง จะจัดส่งร่างพระราชบัญญัติและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้คณะกรรมการการเลือก ตั้งประจำจังหวัดหรือผู้ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งในแต่ละจังหวัด ทราบว่ามีการเสนอกฎหมายในเรื่องใด และให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประสงค์จะร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายไปลงชื่อตาม ระยะเวลาและสถานที่ที่กำหนดด้วย ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือส่งเสริมให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการปกครองใน รูปแบบของประชาธิปไตยโดยตรงได้อย่างสะดวกและสมประโยชน์ยิ่งขึ้น และเป็นผู้ดำเนินการออกเสียงประชามติ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔

๒. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน รัฐธรรมนูญได้กำหนดบทบาทขององค์กรตามรัฐธรรมนูญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังต่อไปนี้

๒.๑ การคุ้มครองประชาชนจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากกฎหมายเป็นบ่อเกิดแห่งการใช้อำนาจรัฐทั้งปวง รวมทั้งกฎหมายยังอาจมีบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพบาง ประการของประชาชนได้ ดังนั้น หากไม่มีกระบวนการควบคุมมิให้กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแล้ว สิทธิเสรีภาพของประชาชนย่อมถูกกระทบกระเทือนจากกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐ ธรรมนูญได้

ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมมิให้กฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยสามารถกระทำได้ตั้งแต่ก่อนที่กฎหมายนั้นจะผ่านกระบวนการนิติบัญญัติตรา ขึ้นใช้บังคับ ได้แก่ การพิจารณากรณีร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๒

ส่วนในกรณีการควบคุมกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่นั้น สามารถดำเนินการได้สองช่องทางคือ การควบคุมผ่านกระบวนการตุลาการ ได้แก่ กรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความในคดีนั้นโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ก็สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔ และอีกช่องทาง คือการควบคุมผ่านกระบวนการของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา สามารถส่งกรณีปัญหาเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลใด มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองได้ ตามแต่กรณี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๘ แม้จะยังไม่มีคดีเกี่ยวกับกฎหมายนั้นเกิดขึ้นในชั้นศาลก็ตาม

๒.๒ การคุ้มครองประชาชนจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยการกระทำของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

การใช้อำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้ใช้อำนาจนั้น หากไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ ก็กระทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจรัฐของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นการใช้อำนาจที่เหนือกว่าประชาชนอยู่แล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากอำนาจรัฐนั้นมีขอบเขตกว้างขวาง ตั้งแต่อำนาจในกระบวนการยุติธรรม เช่น การจับ การค้น ขัง ควบคุมตัว การสอบสวน หรือแม้แต่การเปรียบเทียบปรับ ซึ่งการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมนี้ ล้วนแต่เป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหา หรือผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น

ศาลยุติธรรม เป็นศาลที่มีอำนาจเป็นการทั่วไป ซึ่งจะเป็นศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญา ศาลยุติธรรมจึงมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินกระบวนยุติธรรมทางอาญาโดย ขัดต่อกฎหมาย ไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน เช่น การจับ การค้น การสอบสวน การควบคุมตัว อันมีหลักการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาความอาญา ศาลยุติธรรมก็เป็นผู้พิจารณาว่าการจับและค้นนั้นเป็นไปโดยชอบหรือไม่

๒.๓ การคุ้มครองประชาชนจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยการกระทำของรัฐในทางปกครอง

นอกจากนี้ การใช้อำนาจรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การใช้อำนาจปกครอง ได้แก่ การใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้แก่ การใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีผลเป็น การสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน หรือการออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่อประชาชนตามที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

ศาลปกครอง มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการกระทำทางปกครองของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐที่กระทำต่อเอกชน มิให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นคู่กรณีที่มีอำนาจเหนือกว่า ใช้อำนาจรัฐโดยขัดต่อหลักความชอบด้วยกฎหมาย หรือออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ขัดต่อกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บท ทั้งนี้รวมถึงกรณีการละเมิดทางปกครองที่หน่วยงานของรัฐกระทำการจนเกิดความ เสียหายต่อเอกชน

ศาลปกครองจะเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยกรณีดังกล่าวเพื่อให้ ประชาชนที่ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนจากหน่วยงานของรัฐนั้นได้รับการ แก้ไขเยียวยา ได้แก่ การเพิกถอนการกระทำ หรือคำสั่งทางปกครองที่มิชอบด้วยกฎหมายนั้น สั่งให้หน่วยงานทางปกครองปฏิบัติหน้าที่ กระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการใช้เงินค่าเสียหายหรือดำเนินการใดๆ เพื่อการเยียวยาในกรณีที่เกิดการละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง รวมทั้งการรับรองสิทธิ หรือให้ปฏิบัติตามสิทธิเป็นต้น

๒.๔ การเยียวยาปัญหาของประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐ และการคุ้มครองด้านสิทธิมนุษยชน

นอกจากกลไกการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านกระบวนการ ศาลแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังสร้างกลไกในการตรวจสอบติดตามการทำงานของภาครัฐ ในรูปขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอีกด้วย ได้แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจพิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือการดำเนินการ ของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง เรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรมไม่ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะเป็นไปตาม กฎหมายหรือไม่ก็ตาม และกรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งการจัดทำรายงานพร้อมทั้งเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะต่อรัฐสภา

นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภายังมีอำนาจในการเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาล รัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง เพื่อวินิจฉัยในกรณีที่เห็นว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎข้อบังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลผู้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยและบังคับการกับองค์กร ของรัฐหรือหน่วยงานราชการโดยตรง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาทำได้เพียงเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะในการปรับ ปรุงแก้ไขส่งให้หน่วยงานของรัฐนั้นๆ ดำเนินการหรือเสนอแนะให้ปรับปรุงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย แต่หากหน่วยงานของรัฐหรือองค์กรของรัฐนั้นไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของผู้ ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็ไม่มีอำนาจบังคับ ในกรณีนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอาจส่งเรื่องให้กับนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ควบคุมกำกับดูแลเพื่อสั่งการ ตามควรแก่กรณีได้ ในกรณีที่ส่งเรื่องให้กับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นยังคงไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะข้างต้นในเวลาอัน สมควร โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและเป็นเรื่องที่สำคัญหรือเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ หรือเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอาจทำรายงานเรื่องนั้นเสนอต่อวุฒิสภาและสภาผู้ แทนราษฎรเป็นเรื่องด่วนได้เท่านั้น

แต่ในทางปฏิบัติแล้ว หน่วยงานผู้ถูกร้องเรียน มักจะดำเนินการตามความเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทำให้กระบวนการของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานั้น ถูกเรียกว่า เป็นกระบวนการระงับความขัดแย้งโดยสันติวิธี

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังสร้างกลไกเพื่อรับรองสิทธิมนุษยชนด้วย โดยจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขึ้นโดยมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจ สอบและรายงานการกระทำหรือการละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรืออันไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศ ไทยเป็นภาคี และเสนอมาตรการการแก้ไขที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการ กระทำดังกล่าวเพื่อดำเนินการ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มีลักษณะเช่นเดียวกับผู้ ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คือ ไม่มีอำนาจบังคับ หากเสนอแนะมาตรการแก้ไขแก่บุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวแล้วไม่มีการดำเนินการ ตามที่เสนอ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็จะรายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยังมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการ ปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่างหน่วยราชการ องค์การเอกชน และองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน จัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและ เสนอต่อรัฐสภา รวมทั้งอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย

โดยเหตุที่การใช้องค์กรศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองระงับข้อ พิพาท อาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล รวมไปถึงการที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องและการดำเนินคดี ในศาลด้วย ดังนั้น ในปัจจุบันประชาชนจึงเริ่มนิยมใช้กลไกผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาและคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อระงับข้อพิพาท “นอกศาล” กันมากขึ้น

๓. การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตลอดจนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกมิติของการใช้อำนาจรัฐ และมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีบทบาทในการใช้มาตรการตรวจสอบการใช้อำนาจ รัฐแต่ละมิติต่างๆ ดังนี้

๓.๑ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในทางนโยบายและการบริหาร

อำนาจของรัฐบาลนั้น อาจจะแบ่งออกได้เป็น อำนาจในการกำหนดนโยบายหรือการบริหาร (Executive) กับอำนาจทางปกครอง (Administration) ซึ่งอำนาจหน้าที่ทั้งสองนี้จะควบคู่กัน ประกอบกันเป็นอำนาจของรัฐบาล เพราะรัฐบาลนั้นจะมีอำนาจในสองมิติ กล่าวคือ วางนโยบายเกี่ยวกับการบริหารรัฐ และการขับเคลื่อนองค์กรของรัฐให้ดำเนินการตามนโยบายนั้น

อำนาจทางการบริหาร คือ อำนาจในการกำหนดนโยบายระดับสูง วางนโยบายในการปกครองประเทศ และวางนโยบายของการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรของรัฐในด้านต่างๆ อำนาจในการบริหารจะถูกกำหนดผ่านมาทางรัฐมนตรีผู้ดูแลกิจการนั้นๆ ให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

รัฐสภา เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมการใช้อำนาจบริหารของรัฐบาลผ่านทางกลไกการตั้ง กระทู้ถาม ได้แก่ การตั้งคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี โดยการถามผ่านสภา โดยรัฐมนตรีจะตอบในที่ประชุมสภา หรือตอบในราชกิจจานุเบกษาก็ได้ และกลไกการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี หรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล การควบคุมโดยวิธีนี้อยู่บนหลักการว่า รัฐบาลมาจากความไว้วางใจของสภา ดังนั้นหากสภาไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กล่าวคือ ในกรณีที่สภาลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคลคนใด รัฐมนตรีผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง หรือถ้ารัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีทั้งคณะในรัฐบาลก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี กระทำได้ยากกว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี จะต้องใช้เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าสองในห้าของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยญัตติดังกล่าวต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมาด้วย ในขณะที่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี จะใช้เสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นราย บุคคลนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะต้องมีการยื่นคำร้องขอถอดถอนต่อวุฒิสภาก่อน จึงจะเปิดอภิปรายในประเด็นดังกล่าวได้ โดยไม่ต้องรอผลการดำเนินการของกระบวนการถอดถอน

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังเปิดโอกาสให้วุฒิสภาสามารถตรวจสอบการปฏิบัติ หน้าที่ของคณะรัฐมนตรีอีกด้วย โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริงหรือ ชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่มีการลงมติได้ด้วย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๘๗

๓.๒ การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในทางปกครอง

การดำเนินการหรือการใช้อำนาจรัฐ ผ่านองค์กรของรัฐที่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองต่อประชาชนนั้น อยู่ภายใต้การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของศาลปกครอง ซึ่งได้กล่าวถึงแล้วในหัวข้อที่ผ่านมา ปัจจุบันศาลปกครองมีสองชั้นศาล ได้แก่ ศาลปกครองชั้นต้น และศาลปกครองสูงสุด อำนาจของศาลปกครอง จะครอบคลุมถึง คดีพิพาทเนื่องจากการกระทำทางปกครองฝ่ายเดียว ได้แก่ การออกคำสั่งทางปกครอง หรือการออกกฎ ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ คดีพิพาทเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง ได้แก่ กรณีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือฝ่ายรัฐ และกระทำการแทนรัฐโดยใช้อำนาจรัฐ เช่น สัญญาสัมปทาน สัญญาการจัดทำบริการสาธารณะ คดีพิพาทกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดทางปกครอง หรือคดีเกี่ยวกับความรับผิดของหน่วยงานทางปกครอง ได้แก่ กรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการจนเป็นเหตุให้เอกชนได้รับความเสียหาย รวมทั้งคดีพิพาททางปกครองอื่นๆ ได้แก่ คดีที่กฎหมายกำหนดให้ทางราชการต้องฟ้องต่อศาลหากประสงค์จะบังคับให้บุคคล ต้องกระทำหรือละเว้นการกระทำใด หรือกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะให้อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง

ส่วนศาลปกครองสูงสุด จะมีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยคดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะ กรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศ กำหนด คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎา หรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี หรือคดีที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นด้วย

๓.๓ การตรวจสอบเกี่ยวกับความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐ

การตรวจสอบความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐ เป็นอีกมิติหนึ่งของการควบคุมการใช้อำนาจรัฐที่สำคัญ เนื่องจากการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นปัญหาสำคัญของ ประวัติการเมืองการปกครองไทยมาช้านาน ปัญหาการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนี้ เป็นเงื่อนไขหรือเหตุสำคัญของการยึดอำนาจ หรือการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยหลายครั้ง

การตรวจสอบความสุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช.

กระบวนการในการตรวจสอบความสุจริตและความชอบธรรมในการใช้ อำนาจรัฐ มีกระบวนการสำคัญสองประการ คือ การถอดถอนออกจากตำแหน่งและการดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง

การถอดถอนออกจากตำแหน่ง ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน เข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา ให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงในองค์กรรัฐที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติส่อไปใน ทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้ไต่สวนและทำรายงานเสนอความเห็นต่อวุฒิสภา เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอน โดยมติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงผู้ใด ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งแล้ว ผู้นั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการ เป็นเวลาห้าปีอีกด้วย

ในส่วนการดำเนินคดีทางอาญาต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น ถูกกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกระทำความผิด ต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ โดยผู้เสียหายร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะดำเนินการไต่สวน หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลความผิด ก็จะส่งความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ง. เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบเกี่ยวกับความสุจริตในการใช้อำนาจรัฐ ของข้าราชการการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันและปราบปรามมิให้มีการนำเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต ในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ในทางราชการไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง โดยกำหนดมาตรการริบทรัพย์สินหรือการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินซึ่งมี กระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมายที่กำหนด

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของศาลยุติธรรม ที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ กรณีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกระทำความผิดต่อหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะยึดสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นหลักในการ พิจารณา และอาจไต่สวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร โดยคำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เปิดเผยและเป็นที่สุด

นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญยังสร้างระบบการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มี ประสิทธิภาพและสภาพบังคับมากขึ้น เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบกรณีของการร่ำรวยผิดปกติของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐชั้นสูงด้วย โดยกำหนดบทบังคับให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. การจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบถือเป็นความ ผิดทั้งในทางอาญา และต้องพ้นจากตำแหน่งนั้น รวมทั้งต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลาห้าปีด้วย

กรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย แต่หากเป็นในกรณีของเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้พิจารณา

๓.๔ การตรวจสอบเกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดให้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางนโยบาย การตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนด หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณา ในเรื่องวินัยทางงบประมาณและการคลัง การให้คำปรึกษาและแนะนำ การเสนอแนะให้มี การแก้ไขข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดโทษปรับทางปกครอง พิจารณาวินิจฉัยความผิดทางวินัย ทางงบประมาณ และการคลังในฐานะที่เป็นองค์กรสูงสุด เพื่อให้การใช้จ่ายเงินของทางภาครัฐ ซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษีอากรของประชาชนในประเทศนั้น เป็นไปอย่างคุ้มค่าโปร่งใสและสมประโยชน์ที่สุด

๔. สร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และระบบการเมืองและพรรคการเมืองที่มีประสิทธิภาพ

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ออกแบบองค์กรทางการเมือง คือ คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน โดยสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ อยู่ภายใต้ระบบรัฐสภาที่มีเหตุผล รวมทั้งมีระบบพรรคการเมืองที่มีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรสำคัญที่เป็นกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการสรรหาบุคคลเข้า ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นสูงผ่านกระบวนการเลือกตั้งของประชาชน คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนทั้งประเทศผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
ความสำคัญและประโยชน์ขององค์กรอิสระต่อการปฏิรูประบบราชการ

การปฏิรูประบบราชการ เป็นสิ่งที่มีการพูดถึงและศึกษากันมานาน เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการพัฒนาของกระแสโลกไปสู่แนวความคิดโลกาภิวัฒน์ ทำให้ระบบราชการเดิมๆ ของไทยขาดความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของประชาชาติไทยในสังคมโลกนั้นไม่สัมฤทธิผล เท่าที่ควร
เป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการ มีด้วยกันห้าประการ ดังนี้

๑. เพื่อให้ภาครัฐสามารถนำบริการที่ดีมีคุณภาพสูงไปสู่ประชาชน

๒. เพื่อให้ภาครัฐมีระบบการทำงานและเจ้าหน้าที่ที่มีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับมาตรฐานสากล

๓. เพื่อให้ภาครัฐมีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

๔. เพื่อให้ภาครัฐเป็นระบบที่เกื้อกูลและไวต่อปัญหา และความต้องการของประชาชน ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ทันการณ์ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมและ ประชากรโลก รวมทั้งสร้างเสริมวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

๕. เพื่อให้ภาครัฐเป็นระบบที่ได้รับความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน

ซึ่งเป้าหมายดังกล่าว ก็สอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ในส่วนแนวนโยบายของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ ซึ่งบัญญัติว่า “รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล จัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความยุติธรรมแก่ ประชาชนอย่างรวดเร็วและเท่าเทียมกัน รวมทั้งจัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่นให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนอง ความต้องการของประชาชน” นั่นเอง

นอกจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้วางระบบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยืดหยุ่นของระบบราชการไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองและการกระจายอำนาจลงสู่ ส่วนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นแล้ว รัฐธรรมนูญยังเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครง สร้างของหน่วยงานราชการได้อย่างยืดหยุ่นด้วย หากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนั้นไม่ต้องเพิ่มอัตราข้าราชการหรือ ลูกจ้าง รวมทั้งการยุบกระทรวง ทบวง กรม ให้ทำได้โดยพระราชกฤษฎีกา ไม่ต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๐ วรรคสอง ทั้งนี้ภายในสามปีนับแต่วันที่มีการรวมหรือการโอนกระทรวง ทบวง กรม ดังกล่าว จะกำหนดตำแหน่งหรืออัตราของข้าราชการหรือลูกจ้างเพิ่มขึ้นในกระทรวง ทบวง กรม ที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือในกระทรวง ทบวง กรม ที่ถูกรวมหรือโอนไปมิได้ โดยถือว่าพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นนั้น มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในพระราชบัญญัติหรือกฎหมายที่มีผลใช้ บังคับได้ดังเช่นพระราชบัญญัติที่จัดตั้งกระทรวง ทบวง กรมนั้นด้วย

ในด้านการปฏิบัติราชการตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็ได้วางมาตรการควบคุมทางด้านคุณธรรมและจริยธรรม ไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ โดยบัญญัติให้รัฐต้องจัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง จัดทำมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงาน หรือลูกจ้างอื่นของรัฐ เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติ มิชอบ และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้จุดมุ่งหมายประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่ถือว่าเป็น การสร้างมุมมองใหม่ของการใช้อำนาจรัฐและการปฏิบัติราชการ คือ การให้ประชาชนมีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิ (Subject) ต่อการใช้อำนาจรัฐ มิใช่เป็นวัตถุแห่งสิทธิ (Object) หรือฝ่ายที่รองรับการใช้อำนาจรัฐ ดังที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ ว่า การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังรับรองการเป็นผู้ทรงสิทธิต่อการใช้อำนาจรัฐของประชาชนไว้อีกหลายมาตรา เช่น

- สิทธิในการได้รับทราบข้อมูลหรือข่าวสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๘

- สิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนในเรื่องดังกล่าวตามกระบวนการรับฟังความคิด เห็นของประชาชนตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๙

- สิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการ ทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐

- สิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในเวลาอันสมควร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๑

- สิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้า ราชการพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๒

- สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗

ทั้งนี้ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่จัดตั้งขึ้นในรูปแบบขององค์กรอิสระ ก็มีภารกิจเพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างหลากหลายครบทุกมิติ และรับรองคุ้มครองให้สิทธิของประชาชนต่อการปฏิบัติราชการของภาครัฐ เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ด้วย
องค์กรอิสระที่มีส่วนร่วมต่อการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ได้แก่

๑. การป้องกันการทุจริตในการใช้อำนาจรัฐ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.

คณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากจะมีบทบาทในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมืองแล้ว ยังมีอำนาจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกด้วย โดย ภารกิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีทั้งภารกิจในการปราบปรามและการป้องกัน

โดยอำนาจหน้าที่ในการปราบปราม ได้แก่ การไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ในกรณีของผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลความผิดทางวินัย หรือมีมูลความผิดต้องให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว ก็จะส่งรายงาน และเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่ง ตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีอำนาจในการส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่ง หรือคำพิพากษาให้ยกเลิก หรือเพิกถอนสิทธิ หรือเอกสารสิทธิที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้อนุมัติหรืออนุญาตให้สิทธิประโยชน์ หรือออกเอกสารสิทธิแก่บุคคลใดไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ ทั้งนี้เพื่อมิให้ผู้ใดได้ประโยชน์ในทางทรัพย์สิน จากการกระทำโดยทุจริตหรือมิชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งการส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตาม กระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมาย เพื่อให้ทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ตกเป็นของแผ่นดิน
อำนาจหน้าที่ในการป้องกัน ได้แก่ การวางมาตรการควบคุมมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตต่อหน้าที่หรือแสวงหาผล ประโยชน์โดยมิชอบ ได้แก่

- กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งและชั้นหรือระดับของเจ้าหน้าที่ของ รัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งวิธีการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตลอดจนตรวจสอบความถูก ต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ทราบถึงการมีอยู่ของทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันถือเป็นมาตรการตรวจสอบติดตามซึ่งสามารถป้องกันการร่ำรวยผิดปกติของเจ้า หน้าที่ของรัฐได้วิธีหนึ่ง

- เสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล หรือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการ หรือวางแผนงานโครงการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ การกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

- ดำเนินการเพื่อป้องกันการทุจริตและเสริมสร้างทัศนคติและค่านิยมเกี่ยวกับ ความซื่อสัตย์สุจริต รวมทั้งดำเนินการให้ประชาชนหรือกลุ่มบุคคลมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบ ปรามการทุจริต
๒. กระบวนการร้องทุกข์ของประชาชนผ่านกระบวนการของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

กระบวนการร้องทุกข์ของประชาชนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น ได้กล่าวไว้เป็นส่วนใหญ่แล้ว ในส่วนความสำคัญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต่อการปฏิรูปการเมือง โดยผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจะรับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องร้อง เรียนหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัติ นอกเหนือไปจากอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชน โดยไม่เป็นธรรมไม่ว่าการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือ ไม่ก็ตาม ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะรับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับการกระทำ หรือการละเลยการกระทำของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือเอกชนอัน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยว กับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี

แม้การร้องทุกข์ต่อองค์กรทั้งสององค์กรนี้จะไม่มีสภาพบังคับ หรืออำนาจบังคับบัญชาในทางราชการก็ตาม แต่กระบวนการไต่สวนตลอดจนความเห็นและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่ เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นกรณีพิพาทระหว่างภาครัฐและประชาชนของผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น ก็เป็นกระบวนการโดยสันติวิธีหรือกระบวนการ “สมานฉันท์” เป็นการแสวงหา “การพบกันครึ่งทาง” ระหว่างภาครัฐกับประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งการกระทำตามความเห็นหรือข้อแนะนำนั้น ก็เป็นการป้องกันมิให้ปัญหาลุกลามไปสู่ข้อพิพาทที่รุนแรง อันนำมาซึ่งการฟ้องร้องหน่วยงานภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อศาลได้ จึงเป็นการสมควรยิ่งที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสมควรจะต้อง ปฏิบัติตามหรือเยียวยาแก้ไขปัญหา ตามคำแนะนำหรือข้อเสนอของผู้ตรวนการแผ่นดินของรัฐสภาและคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ
๓. การฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐผ่านทางศาลปกครอง

รัฐธรรมนูญได้ออกแบบองค์กรพิจารณาคดีพิพาทในทางปกครองระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนในรูปแบบของศาลปกครอง
มูลคดีที่ประชาชนอาจใช้สิทธิฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ ได้แก่

๓.๑ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นออกกฎ คำสั่ง หรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับ ประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

๓.๒ คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อ หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

๓.๓ คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทาง ปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติ หน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

๓.๔ คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

๓.๕ คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะ รัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งประการหลังนี้ จะเป็นอำนาจของศาลปกครองสูงสุด
จากมูลฟ้องคดีปกครองหรือเรื่องที่ประชาชนสามารถใช้สิทธิฟ้องร้องต่อ ศาลปกครองซึ่งเป็นอำนาจของศาลปกครองนั้น หากพิจารณาดูในมุมกลับ ก็จะเห็นสภาพบังคับที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้หลาย ประการ ได้แก่

- เจ้าหน้าที่ของรัฐจะกระทำการใด ต้องมีกฎหมายให้อำนาจไว้ และการใช้อำนาจดังกล่าว ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่ กฎหมายที่ให้อำนาจไว้นั้นกำหนดด้วย

- การใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปโดยสุจริต ไม่มีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร

- เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยไม่ชักช้าเกินสมควร

ทั้งนี้หากเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ กล่าวไว้ข้างต้น ก็เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ทั้งสิ้น

นอกจากนี้ มูลฟ้องที่เกี่ยวกับการละเมิดทางปกครอง หรือข้อพิพาทเกี่ยวสัญญาทางปกครองนั้น เท่ากับเป็นการบังคับให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องกระทำการใดๆ ด้วยความละเอียดรอบคอบ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะมาจากการกระทำฝ่ายเดียว ได้แก่ การละเมิด หรือทางนิติกรรม ได้แก่ สัญญาทางปกครองก็ตาม
๔. การควบคุมการใช้จ่ายเงินของทางภาครัฐ โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

การใช้จ่ายเงินของภาครัฐจะต้องเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของ ทางราชการโดยเคร่งครัด เพื่อให้การใช้จ่ายเงินของทางภาครัฐซึ่งเป็นเงินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ในประเทศนั้น เป็นไปอย่างโปร่งใสและสมประโยชน์ที่สุด โดยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวางนโยบาย การตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาในเรื่องวินัยทางงบประมาณและการคลัง ทั้งนี้การฝ่าฝืนหรือกระทำผิดวินัยทางงบประมาณหรือการคลังจะมีบทลงโทษด้วย ซึ่งโทษดังกล่าวได้แก่โทษปรับทางปกครองซึ่งคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและ การคลังจะกำหนดอัตราโทษปรับ ซึ่งเป็นสภาพบังคับในการรักษาวินัยทางงบประมาณและการคลังนั่นเอง
ศาลรัฐธรรมนูญ

๑. ต้องยึดมั่นในความเป็นองค์กรศาล เคร่งครัดเขตอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และต้องระมัดระวังไม่ขยายเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญจนเกินเลยไป กระทบต่อการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่นๆ

๒. เร่งศึกษาเพื่อพิจารณาปรับปรุงแก้ไขข้อกำหนดวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ

- แนวทางการเร่งรัดการพิจารณาคดีให้รวดเร็วยิ่งขึ้นโดยเฉพาะคดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔

- ตุลาการเสียงข้างน้อยที่ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ต้องวินิจฉัยประเด็นหลักแห่งคดี เพื่อมิให้มีการลงมติมากกว่าสองทาง

- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญควรมีความชัดเจนเพิ่มขึ้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติตามมา และการเผยแพร่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ควรกระทำในวันที่มีการลงมติ เพื่อขจัดข้อโต้แย้งและให้เกิดผลบังคับตามคำวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์

๓. ศึกษาวิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการโต้แย้งและวิพากษ์วิจารณ์ อย่างมากในเชิงลึก เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนการวางหลักกฎหมายหรือบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยใน อนาคต
ศาลยุติธรรม

การพิจารณาคดีต่อเนื่อง เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการพิจารณาคดี และจะเป็นหลักประกันแก่ประชาชนว่า ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีมาแต่ต้นจะเป็นผู้ชี้ขาดตัดสินคดีนั้นด้วยตนเอง จึงควรผลักดันให้บังเกิดผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ศาลปกครอง

๑. ประชาชนผู้ฟ้องคดีคาดหวังว่าตนจะมีสิทธิขอดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียม ศาล หากเป็นคนยากจนอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติจากศาล

๒. ควรเน้นการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับลักษณะคดีปกครอง ตลอดจนวิธีการและเงื่อนไขในการฟ้องคดีให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

๓. คำพิพากษาของศาลปกครองเป็นการวางแนวทางปฏิบัติให้แก่หน่วยงานทางปกครองหรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ แม้คำพิพากษาจะมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ แต่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องควรปรับปรุงแก้ไขกฎ ระเบียบ ให้สอดคล้องกับแนวทางตามคำพิพากษา โดยไม่พึงกล่าวอ้างให้มีการฟ้องร้องเป็นกรณีๆ ไป ซึ่งย่อมก่อให้เกิดภาระแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง

๔. การดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำบังคับของศาลปกครอง ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เพิกถอนกฎ การสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด การสั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน อันเนื่องจากเหตุละเมิดหรือสัญญาทางปกครอง ควรผลักดันการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

๕. ศาลปกครองสูงสุดควรเร่งพิจารณาออกประกาศกำหนดคดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัย ของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทอันอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สูงสุด เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและลดภาระของศาลปกครองชั้นต้น
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การเลือกผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกา จำนวน ๙ คน เพื่อเป็นองค์คณะในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยที่ ประชุมใหญ่ศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับและให้เลือกเป็นรายคดี หากมีคดีเพิ่มมากขึ้นย่อมเป็นภาระ เนื่องจากผู้พิพากษาศาลฎีกามีจำนวนจำกัด บางท่านต้องทำคดีหลายคดี และต้องขึ้นนั่งพิจารณาคดีทุกวันจะขาดไม่ได้ทำให้คดีอื่นล่าช้า หรือผู้พิพากษาไม่เพียงพอ จึงควรแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ตั้งผู้พิพากษาอาวุโสที่เกษียณในชั้นศาลฎีกามา เป็นองค์คณะได้ด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

๑. ควรพิจารณาทบทวนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และการเลือกตั้งกลางนอกเขตล่วงหน้า เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายมาก ยุ่งยาก และมีผู้ใช้สิทธิน้อยมาก

๒. สร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสของคณะเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นกลไกของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในการให้ใบเหลือง ใบแดง ที่กำหนดให้ใช้มติเอกฉันท์ ควรปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากเสียงข้างน้อยเพียง ๑ เสียง จะกลายเป็นผู้ชนะเสียงข้างมาก ๔ เสียง สำหรับการให้ใบแดง ควรให้มีศาลพิเศษหรือให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาถ่วงดุล

๓. ควรให้ กกต. ระดับจังหวัด ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเช่นเดียวกับ กกต. ชุดใหญ่
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

๑. ควรแก้ไขกฎหมายให้ ป.ป.ช. สามารถกล่าวโทษดำเนินคดีเองได้ เนื่องจาก หาก ป.ป.ช. พบความผิด แต่ไม่มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ก็ไม่อาจดำเนินการได้

๒. ป.ป.ช. มีภารกิจตามกฎหมายมาก ดังนั้น ในเรื่องการตรวจสอบทุจริตข้าราชการ ระดับ ๙ ลงไป ควรเป็นของฝ่ายบริหาร โดยให้ ป.ป.ช. รับผิดชอบตรวจสอบเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐระดับหัวหน้าส่วนราชการหรือหัวหน้าหน่วยงาน

๓. ควรแก้ไขกฎหมาย เพื่อกำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่อง กรณีจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจไม่ยื่นบัญชีฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบของผู้ดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด อัยการสูงสุด กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (ค.ต.ง.)

๑. ถ้า ค.ต.ง. พบการกระทำความผิดทางวินัยให้ส่งต้นสังกัด ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถ้าพบพฤติกรรมน่าเชื่อว่าเป็นการทุจริต ให้ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ซึ่งพนักงานสอบสวนก็มิได้ดำเนินการใดๆ เนื่องจากต้องส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ ป.ป.ช. เป็นผู้ดำเนินการ จึงควรแก้ไขกฎหมายให้ ค.ต.ง. ส่งเรื่องดังกล่าวให้ ป.ป.ช. โดยตรง

๒. มุ่งเน้นการส่งเสริม สนับสนุน หน่วยรับตรวจให้มีระบบการควบคุมภายในที่ดี เกิดการควบคุมคุณภาพของงานและให้การบริหารงานของหน่วยรับตรวจเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ ประหยัด คุ้มค่า โปร่งใส มากกว่าการมุ่งจับผิดการทุจริตอันเป็นภาระหน้าที่ของ ป.ป.ช.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา

๑. รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๗ และมาตรา ๒๐๐ มิได้มีบทบัญญัติใดให้อำนาจรัฐสภาตรากฎหมายมาจำกัดอำนาจหน้าที่ของคณะ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ดังนั้น แม้ว่าจะเป็นการตรวจสอบในเรื่องเดียวกันกับที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ก่อน ในศาลหรือที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งไปแล้วก็ตาม เนื่องจากเป็นการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างก็มีความเป็นอิสระต่อกัน แต่ละองค์กรย่อมปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ โดยการพิจารณาของศาลจะพิจารณาปัญหาความชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นประเด็น สำคัญ ส่วนการตรวจสอบ การรายงานและเสนอมาตรการการแก้ไขของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา แม้ว่าจะเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากไปละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาก็มีอำนาจที่ จะดำเนินการได้โดยมุ่งถึงความชอบธรรมเป็นสำคัญ

๒. ควรแก้ไขให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาสามารถพิจารณาและสอบสวนข้อเท็จจริง เสนอความเห็น และข้อเสนอแนะ ในกรณีใดๆ ที่เห็นสมควรได้เองโดยไม่ต้องมีคำร้องเรียนเช่นเดียวกับคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ
คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ควรแก้ไขปรับปรุงให้มีระบบการสรรหาบุคคลที่จะเข้ามาทำ หน้าที่เป็นคณะกรรมการฯ อย่างโปร่งใสและเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร รวมทั้งมีหน่วยงานธุรการที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความโปร่งใสว่าฝ่ายบริหารจะไม่เข้ามาแทรกแซงชี้ นำ จนทำให้ขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ไม่ควรรับปัญหาทุกเรื่อง เนื่องจากมีองค์กรอิสระอื่น ๆ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคอยดูแลอยู่แล้ว แต่ควรให้ความสำคัญในการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อสะท้อนปัญหาหลักของบ้านเมือง และของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องวางแผนระยะยาว เช่น ปัญหาโครงสร้างและคุณภาพของประชากร ปัญหาเรื่องพลังงานทดแทน และปัญหาเรื่องน้ำ เป็นต้น
สรุป

แม้ว่าองค์กรอิสระจะเป็นองค์กรรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นครั้ง แรกตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่องค์กรดังกล่าวก็ได้สร้างคุณูปการให้แก่สังคมและประเทศชาติ ส่งผลให้การเมืองและการบริหารราชการมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นักการเมือง พรรคการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีคุณภาพและเข้มแข็งมากขึ้น องค์กรอิสระได้รับการยอมรับจากสังคมในระดับหนึ่ง ปัญหาอุปสรรคและข้อวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนคำปรามาสที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระบางองค์กร ส่งผลกระทบในทางการเมือง ย่อมต้องสร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายที่สูญเสียประโยชน์ ทำให้ถูกวิพากวิจารณ์และกล่าวหาอย่างรุนแรงจากทั้งฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล และฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล แต่บุคคลในสังคม รวมทั้งสื่อมวลชนทั้งหลายก็ไม่ควรมองภาพเฉพาะกรณี หรือเฉพาะตัวบุคคลในองค์กรอิสระ โดยควรมองถึงความสำคัญขององค์กรอิสระต่อการปฏิรูปการเมือง และการปฏิรูประบบราชการ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และให้กำลังใจแก่องค์กรอิสระบ้าง สำหรับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอิสระ หากยึดมั่นอยู่ในความยุติธรรมและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ปราศจากอคติใดๆ ก็ต้องมีความอดทนสูงและไม่ควรที่จะต้องหวั่นไหวตาม คำวิพากษ์วิจารณ์และกระแสที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี ข้อผิดพลาด บกพร่องที่เกิดขึ้นอันเป็นเรื่องปกติของคนที่ทำงาน เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ เสนอแนะความเห็น ก็ชอบที่จะรับฟังและนำมาพิจารณาทบทวน และหาหนทางปรับปรุงแก้ไขในจุดที่เหมาะสมโดยเร็ว เมื่อได้ดำเนินการใดๆ ไปแล้ว ก็ควรประชาสัมพันธ์โดยเผยแพร่ให้สาธารณชนทั้งหลายได้ทราบ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ศรัทธา ในหมู่ประชาชน องค์กรอิสระจึงยังเป็นองค์กรที่เป็นความหวังต่อการปฏิรูปการเมืองและการ ปฏิรูประบบราชการที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดธรรมาภิบาลในระบบการเมืองและระบบ ราชการตลอดไป

facebook comments:

โพสท์ใน การเมือง | แสดงความเห็น

การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

การสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หมายถึง สิทธิของประชาชนไทยทุกคนที่จะได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานอย่างเสมอหน้า กัน ด้วยเกียรติศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน โดยที่ภาระค่าใช้จ่ายไม่เป็นอุปสรรคที่จะได้รับสิทธินั้น (กระทรวงสาธารณสุข, สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์, 2545) เป้าหมายของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ การสร้างหลักประกันให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพ ได้ตามความจำเป็น โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน มิใช่เป็นเรื่องที่รัฐสงเคราะห์หรือช่วยเหลือประชาชน (กระทรวงสาธารณสุข, 2545)
นโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความเป็นมาและมีความสัมพันธ์กับ วิวัฒนาการของการสาธารณสุขของไทยหลายประการ ดังต่อไปนี้

แนวคิดการสาธารณสุขมูลฐานกับการพัฒนาเพื่อบรรลุสุขภาพดีถ้วนหน้า

เมื่อปี พ.ศ. 2520 องค์การอนามัยโลกได้มีมติให้ประเทศภาคีสมาชิก มีสุขภาพดีถ้วนหน้าภายในปี พ.ศ. 2543  โดยใช้กลวิธีสาธารณสุขมูลฐานเป็นกลวิธีหลัก และมีแนวคิดว่า สุขภาพดีเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และเป็นจุดมุ่งหมายทางสังคม ทั้งนี้ สุขภาพดี หมายถึง การมีสภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกาย และจิตใจ  จึงมิใช่แต่ปราศจากโรคหรือไม่มีความพิการเท่านั้น  แต่ยังหมายถึงการมีชีวิตอยู่ในสังคมได้เป็นอย่างดี (ชัยรัตน์ พัฒนเจริญ, 2536)  สำหรับในประเทศไทย มีเป้าหมายการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่จะมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ตามมติดังกล่าวมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องด้วยการใช้กลวิธีสาธารณสุขมูลฐาน และเข้มข้นขึ้นในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 รัฐบาลประกาศนโยบายชัดเจนในการกระจายความเจริญ กระจายรายได้ และกระจายอำนาจลงสู่ชนบท เปิดโอกาสให้ชนบทมีความทัดเทียมกันในการพัฒนาสังคม หรือเรียกว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้ความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) เป็นเครื่องมือชี้วัด และเป็นแนวทางในการติดตาม ประเมินผล (ชัยรัตน์ พัฒนเจริญ, 2536)
การสาธารณสุขมูลฐาน หมายถึง การดูแลสุขภาพที่จำเป็นซึ่งจัดให้อย่างทั่วถึงสำหรับทุกคนและทุกครอบครัวโดย การยอมรับ และการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของทุกคน ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่เกินกำลังของชุมชน และประเทศที่จะรับได้ ก่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างระบบบริการสาธารณสุขของประเทศกับการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม การสาธารณสุขมูลฐาน เป็นระบบที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือดูแลสุขภาพของตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งระดับปัจเจกบุคคล ระดับครอบครัว หรือระดับหมู่บ้าน โดยใช้ผู้นำที่มีอยู่แล้วในหมู่บ้าน มาพัฒนาความรู้ความสามารถ เป็นแกนนำ ในการดูแลสุขภาพของคนในหมู่บ้าน ที่เรียกว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน แนวคิด และหลักการสาธารณสุขมูลฐาน คือ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ในส่วนที่มีศักยภาพที่ทำได้ทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค การรักษาพยาบาล ฟื้นฟูสุขภาพ โดยประชาชนเป็นผู้ริเริ่มหาความจำเป็น วางแผน และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้ให้การสนับสนุน เป็นการปรับเปลี่ยนบทบาทของประชาชน จากผู้รับบริการมาเป็นผู้ให้บริการแก่ชุมชน ปรับเปลี่ยนบทบาทเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากผู้ให้บริการมาเป็นผู้ให้การสนับ สนุนชุมชน  ทั้งนี้ก็มีการปรับระบบบริการสาธารณสุขของรัฐให้สามารถรองรับระบบงานสาธารณ สุขมูลฐานอีกด้วย (มาโนช วามานนท์, 2538, หน้า 11-14)
เริ่มแรก องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดกิจกรรมจำเป็นของการสาธารณสุขมูลฐานไว้อย่างต่ำ 8 กิจกรรม ต่อมาระยะหนึ่งประเทศไทยได้เพิ่มเป็น 10 กิจกรรม มาถึงปัจจุบันได้เพิ่มอีกรวมเป็นทั้งหมด 14 กิจกรรม (กระทรวงสาธารณสุข, 2536) ประกอบด้วย
1. โภชนาการ
2. สุขศึกษา
3. จัดหาน้ำสะอาด และสุขาภิบาล
4. เฝ้าระวังโรคประจำถิ่น
5. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
6. รักษาพยาบาลอย่างง่าย
7. จัดหายาที่จำเป็น
8. อนามัยแม่และเด็ก และวางแผนครอบครัว
9. สุขภาพจิตชุมชน
10. ทันตสุขภาพ
11. ดูแลอนามัยสิ่งแวดล้อม
12. คุ้มครองผู้บริโภค
13. ป้องกันอุบัติเหตุ และฟื้นฟูสุขภาพ
14. เฝ้าระวังโรคเอดส์ในชุมชน

การที่จะกระทำกิจกรรมเหล่านี้ให้สำเร็จได้ ใช้กลวิธีสาธารณสุขมูลฐาน 4 ประการ คือ

1.  การมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งสำคัญตั้งแต่การเตรียมเจ้าหน้าที่ เตรียมชุมชน การฝึกอบรม การติดตามการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้ประชาชนในหมู่บ้านรู้สึกเป็นเจ้าของ และเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเหลืองานสาธารณสุข ทั้งด้านกำลังคน กำลังเงิน วัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ
2. การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เทคนิค และวิธีการที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน ควรเป็นสิ่งที่ไม่ซับซ้อน เหมาะสมกับแต่ละสภาพท้องถิ่น ประชาชนสามารถปฏิบัติได้ เทคนิค วิธีการ หมายถึง ตั้งแต่วิธีการค้นหาปัญหา กระบวนการในการแก้ไขปัญหาที่เป็นของชุมชนเอง หรือโดยการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่เรียกว่า การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีระหว่างหมู่บ้าน จะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง รวดเร็ว
3. มีระบบบริการสาธารณสุขพื้นฐานของรัฐ ที่เชื่อมต่อ และรองรับกับการสาธารณสุขมูลฐานด้วย เพื่อให้เกิดการกระจายความครอบคลุมบริการให้ทั่วถึงกระจายทรัพยากรลงสู่มวล ชน และจัดระบบส่งต่อผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ
4. การประสานงานสาธารณสุขมูลฐานกับการพัฒนาสังคมโดยรวม ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา การปกครอง ครอบคลุมทุกด้าน กับภาคท้องถิ่น และภาคเอกเชน กับพหุภาคี
นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เป็นต้นมากระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มดำเนินแผนงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยเน้นการพัฒนา 3 ก ได้แก่ กำลังคน กองทุน และการบริหารจัดการ ปรับเปลี่ยนบทบาทเจ้าหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ประชาชนมีบทบาทในการดูแลสุขภาพตนเอง ระยะต่อมามีการดำเนินโครงการสุขภาพดีถ้วนหน้าปี พ.ศ. 2543 เพื่อเป็นการเร่งรัดการดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก ที่มุ่งให้ทุกคนมีสุขภาพดีในปี พ.ศ. 2543 มีกำหนดกลวิธี และกิจกรรมปฏิบัติ ดังนี้ (Health for all by the Year, 1981, p. 91)
กลวิธีที่ 1 การใช้เกณฑ์ และกระบวนการ จปฐ. ทางด้านสาธารณสุข เป็นเครื่องมือในการวางแผนและประเมินผล ระดับหมู่บ้าน และเป็นจุดหมายในการสนับสนุนอย่างบูรณาการ ด้วยการ
1. สนับสนุนให้ อสม. มีบทบาทอย่างเป็นทางการในการบวนการสำรวจ และใช้ จปฐ. ของทุกหมู่บ้าน
2. สนับสนุนให้มีการสำรวจ จปฐ. ซ้ำทุกปี เพื่อใช้ในการวางแผนและประเมินผล
3. ส่งเสริมให้มีแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาตามเกณฑ์ จปฐ. ในทุกหมู่บ้าน
กลวิธีที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างสาธารณสุขมูลฐานในระดับชุมชน ให้สามารถจัดกิจกรรมสาธารณสุขมูลฐานของตนองได้อย่างมีคุณภาพ และยั่งยืน ด้วยการ
1. สนับสนุนการอบรม อสม. อย่างต่อเนื่องตามหลักสูตร
2. สนับสนุนให้มีกองทุนยา และกองทุนบัตรสุขภาพ
3. สนับสนุนให้มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุข
4. สนับสนุนให้กรรมการหมู่บ้านรับผิดชอบในการจัดการแก้ไขปัญหาสุขภาพของหมู่บ้าน
5. สนับสนุนให้จัดตั้ง และดำเนินการศูนย์สาธารณสุขมูลฐานชุมชน
กลวิธีที่ 3 การพัฒนาระบบบริการของสถานบริการสาธารณสุข ให้สนับสนุนสาธารณสุขมูลฐานในระดับชุมชน ด้วยการ
1. ส่งเสริมการพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วย และบริการเชื่อมโยงกับระบบงานสาธารณสุขมูลฐาน
2. สนับสนุนการพัฒนาสถานีอนามัยให้มีศักยภาพในการสนับสนุนงานสาธารณสุขมูลฐานอย่างมีประสิทธิภาพ
3. สนับสนุนการอบรมหัวหน้าสถานีอนามัยในการบริหารจัดการงานสาธารณสุขมูลฐาน
4. สนับสนุนการอบรมแพทย์ประจำตำบล
กลวิธีที่ 4 การพัฒนากลไกการบริหารจัดการโดยเน้นการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ การกลั่นกรอง และประสานการสนับสนุนระดับเขตรวมทั้งส่วนกลางด้วยการ
1. สนับสนุนการพัฒนาคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ   (คปสอ.) ให้ร่วมรับผิดชอบงานสาธารณสุขมูลฐานระดับอำเภอ
2. สนับสนุนการดำเนินงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐานระดับเขต กระทรวง และระดับประเทศ
กลวิธีที่ 5 การพัฒนาระบบการวางแผน การควบคุม ประเมินผล โดยเน้นการใช้ข้อมูล และใช้พื้นที่เป็นหลัก ด้วยการ
1. สนับสนุนการจัดทำ และใช้ข้อมูลเพื่อการวางแผนการบริหารจัดการ และนิเทศงานแต่ละระดับโดยใช้พื้นที่เป็นหลัก
2. สนับสนุนการกระจายอำนาจในการตัดสินใจบริหารจัดการจากส่วนกลางลงสู่เขต จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
3. ส่งเสริมให้ใช้จุดหมายสุขภาพดีถ้วนหน้าเป็นเกณฑ์ประเมินผลความก้าวหน้าในการดำเนินงานของจังหวัด
กลวิธีที่ 6 การประชาสัมพันธ์ทางบวกที่สร้างภาพพจน์ความสามารถพึ่งตนเองของประชาชน และการสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง ด้วยการ
1. สนับสนุนให้เผยแพร่เกียรติคุณของหมู่บ้านที่บรรลุการมีสุขภาพดี ถ้วนหน้า
2. สนับสนุนการประกวดชุมชน และ อสม. ดีเด่น
3. สนับสนุนการประชาสัมพันธ์ที่เป็นระบบ และสร้างภาพพจน์ เรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชน และการสนับสนุนของกระทรวงสาธารณสุข
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า การดำเนินการโครงการสุขภาพดีถ้วนหน้า ปี พ.ศ. 2543 โดยใช้กลวิธีสาธารณสุขมูลฐาน ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยเกิดการปรับเปลี่ยนระบบบริการทุกระดับ เพื่อทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพได้อย่างทั่วถึง รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการดูแลสุขภาพ

บรรณานุกรม

ภานุวัฒน์  ปานเกตุ. (2550). การบริหารโรงพยาบาลชุมชนภายใต้นโยบายการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. กรุงเทพ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

กระทรวง สาธารณสุข. (2536). แนวทางการประเมินหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ/จังหวัด สุขภาพดีถ้วนหน้า (พิมพ์ครั้งที่ 2). ขอนแก่น: สำนักพิมพ์ศิริชัยการพิมพ์.

กระทรวง สาธารณสุข. (2545). แนวทางการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะเปลี่ยนผ่าน. นนทบุรี: ศูนย์ปฏิบัติการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า.

ชัยรัตน์  พัฒนเจริญ. (2536). สุขภาพดีถ้วนหน้า (พิมพ์ครั้งที่ 2). ขอนแก่น: สำนักพิมพ์ศิริชัยการพิมพ์.

มาโนช  วามานนท์. (2538). แนวทางการดำเนินงานสาธารณสุขมูลฐานในเขตเมือง.  นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข.

Health for all by the Year. (1981). Development of indicators for monitoring progress towards health for all by the year 2000. Geneva: World Health Organization.

facebook comments:

โพสท์ใน สุขภาพ | แสดงความเห็น

วงจรนโยบายสาธารณะ (Public Policy Cycle)

องค์ประกอบของวงจรนโยบายสาธารณะ

1.การก่อตัวนโยบาย (policy formation) เกิดอะไรขึ้นบ้าง
2. การกำหนดนโยบาย (policy formulation) มีแนวทางอย่างไรบ้าง
3. การตัดสินนโยบาย (policy decision) จะเลือกแนวทางใดดี
4. การนำนโยบายไปปฏิบัติ (policy implementation) จะนำแนวทางที่ได้ไปดำเนินการอย่างไร
5. การประเมินผลนโยบาย (policy evaluation) การดำเนินการตามแนวทางได้ผลหรือไม่

1.การก่อตัวนโยบาย (policy formation)

การศึกษาการก่อรูปนโยบายต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ลักษณะสภาพของปัญหา สาธารณะให้ชัดเจนเพื่อให้มั่นใจว่า ปัญหาที่กำลังปรากฏอยู่นั้นเป็นปัญหาอะไร เกิดขึ้นกับคนกลุ่มใด และมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร รวมทั้งต้องการความแร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาแค่ไหน และประชาชนในสังคมต้องการให้แก้ไขปัญหานั้นอย่างไร ถ้าไม่แก้ไขจะเกิดผลอย่างไร และถ้ารัฐบาลเข้าไปแก้ไขใครจะเป็นผู้ได้และเสียประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดจากการแก้ไขตรงตามที่คาดหวังหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการนำไปปฏิบัติต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างการระบุปัญหา ที่ชัดเจนจะเป็นพื้นฐานในการกำหนดวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้อง กับสภาพปัญหา

ปัญหาสาธารณะจะกลายเป็นประเด็นเชิงนโยบายหรือเข้าสู่วาระและได้รับความสนใจ จากผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ มักจะต้องมีคุณลักษณะ
1.  เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือเกิดขึ้นจากความรุนแรงทางการเมือง เช่น ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาภัยแล้ง
2.  มีการแตกตัวและขยายวงกว้างออกไป เช่น ปัญหาของความเป็นเมือง
3.  มีความกระเทือนต่อความรู้สึกและเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนทั่วไป เช่น ปัญหาอาชญากรรม  ปัญหา แรงงานเด็ก
4.  มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เช่น ปัญหามลภาวะ
5.  มีลักษณะท้าทายต่ออำนาจและความชอบธรรมของรัฐ เช่น ปัญหาการแบ่งแยกดินแดง
6.  เป็นเรื่องร่วมสมัย เช่น ปัญหาการจราจร ปัญหาโรคเอดส์

การกำหนดวัตถุประสงค์ของนโยบาย

เมื่อทราบลักษณะปัญหานโยบายที่ชัดเจนแล้ว จะต้องกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน

-  การกำหนดวัตถุประสงค์ของนโยบาย ทำให้ทราบถึงลำดับความสำคัญของนโยบายที่ต้องจัดทำ และการเลือกใช้นโยบายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
-  วัตถุประสงค์ของนโยบายมีความสำคัญ ในฐานะที่เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของทางเลือกนโยบายที่จะนำไปปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จ
- วัตถุประสงค์เป็นเกณฑ์ในการประเมินผลสำเร็จของนโยบาย ที่จะนำไปปฏิบัติว่าเป็นตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้มากน้อยเพียงใด

คุณลักษณะของวัตถุประสงค์ของนโยบาย

1. ความครอบคลุมประเด็นปัญหานโยบาย
2. ความสอดคล้องกับค่านิยมของสังคม
3. ความชัดเจนและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
4. ความสมเหตุสมผล
5. มีความสอดคล้องกับทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้
6. มีความสอดคล้องทางการเมือง
7. การกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสม
หมายเหตุ     หรือจะจำว่าการก่อตัวนโยบาย
“ เริ่มต้นสถานการณ์ที่เกิดนโยบาย ตระหนักและระบุปัญหา กลั่นกรองปัญหา จัดระเบียบวาระนโยบาย กำหนดวัตถุประสงค์ ”

2. การกำหนดนโยบาย (Policy formulation)

หากพิจารณาปัญหา  เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะในกรอบการวิเคราะห์ “เชิงระบบ” หรือ “ทฤษฎีระบบ” ของ David Easton จะได้ปัจจัยนำเข้า ระบบ ปัจจัยนำออก  ดังนี้

ปัจจัยนำเข้า ได้แก่  ปัญหาทั่วไป  ปัญหาสังคม ประเด็นปัญหาสังคม และข้อเสนอของสังคม ในสภาวการณ์ที่สภาการเมืองมีบทบาทสูง ปัจจัยนำเข้าอาจมาจากการที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ได้นำเสนอนโยบายไว้ในการหาเสีย เช่น พรรคไทยรักไทยได้เสนอนโยบายโครงการพักชำระหนี้และลดภาระหนี้ให้แก่เกษตรราย ย่อยไว้ในการหาเสีย และในที่สุดก็กลายเป็นคำมั่น ในการที่ต้องกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ  เมื่อพรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ

ระบบการเมือง คือ ข้อเสนอข้อรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้เสนอนบายต่าง ๆ มากมาย เช่น  นโยบายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต และนโยบายจัดสรรงบประมาณตามขนาดประชากร ให้กับหมู่บ้านและชุมชน

นำออก คือ นโยบาย ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของกฎหมายต่าง ๆ คือ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎี  และประกาศ คำสั่งกระทรวง เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็จะมีการป้อนกลับสู่ระบบการเมือง โดยมีสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง  เป็นปัจจัยเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนกำหนดและเปลี่ยนแปลงนโยบาย ซึ่งมีทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้

ผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสาธารณะ

(1) ฝ่ายบริหาร     (2) ฝ่ายนิติบัญญัติ         (3) ฝ่ายตุลาการ           (4) องค์กรอิสระต่าง ๆ
หมายเหตุ หรือจะจำว่าขั้นตอนการกำหนดนโยบาย

“ การพัฒนาทางเลือก การประเมินทางเลือก การตัดสินใจทางเลือกเพื่อกำหนดนโยบาย การประกาศใช้ ”

3. การตัดสินนโยบาย (Policy decision)

การเลือกนโยบาย หมายถึง การเลือกวิถีทางหรือแนวนโยบายที่เหมาะสมที่สุด  ซึ่งสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามต้องการ อาจรวมถึงนโยบายเทคนิคและกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี หลักจริยธรรมหรือคุณธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อค่านิยมที่เป็นรากฐานสำคัญ ในการเลือกนโยบาย

การพิจารณาทางเลือกนโยบาย

-  ประสิทธิผล effectiveness ความสามารถในการบรรลุเป้าหมายของทางเลือก
-  ประสิทธิภาพ effeciency ความสามารถในผลิตผลผลิตโดยเปรียบเทียบจากต้นทุน
-  ความพอเพียง adequacy ความสามารถของการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายภายใต้เงื่อนไขของทรัพยากรที่มีอยู่
-  ความเป็นธรรม equity การกระจายตัวของผลการดำเนินการตามทางเลือก
-  การตอบสนอง reponsiveness ความสามารถในการเติมเต็มความต้องการของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ
-  ความเหมาะสม appropriateness การพิจารณาเชิงคุณค่าและความเป็นไปได้ในทาง
กลยุทธ์ในการตัดสินใจเลือกนโยบาย
*  การต่อรอง  ปรับเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกันให้ยอมรับร่วมกัน โดยการเจรจา แลกเปลี่ยน  ให้รางวัลและประนีประนอม
*  การโน้มน้าว ความพยายามทำให้เชื่อหรือยอมรับ และสนับสนุนด้วยความเต็มใจ
*  การสั่งการ การใช้อำนาจที่เหนือกว่าในการบังคับการตัดสินใจ
*  เสียงข้างมาก  การอาศัยการลงมติโดยใช้ความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
*  ฉันทามติ การยอมรับร่วมกัน โดยปราศจากข้อโต้แย้ง

4. การนำนโยบายไปปฏิบัติ (Policy implementation)

ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ
(1) ฝ่ายนิติบัญญัติ     (2) ฝ่ายบริหารหรือระบบราชการ    (3) กลุ่มกดดัน     (4) องค์กรชุมชนหรือภาคประชาสังคม
การนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติ จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ

-  ความยากง่ายของสถานการณ์      - ปัญหาที่เผชิญอยู่
-  โครงสร้างตัวบทของนโยบายสาธารณะ   - โครงสร้างนอกเหนือตัวบทบาทของนโยบายสาธารณะ

กระบวนการที่เป็นปัญหาการนำนโยบายไปปฏิบัติ

1. ปัญหาทางด้านสมรรถนะ:  ปัจจัยบุคลากร เงินทุน เครื่องจักร วัสดุ ข้อมูลข่าวสาร เวลา (จำกัด) เทคโนโลยี
(4MI2T)   Man,  Money,  Machine,  Material,  Information,  Time,  Tecnology
2. ความสามารถในการควบคุม :  การวัดความก้าวหน้าและผลการปฏิบัติ
3. การไม่ให้ความร่วมมือหรือต่อต้าน  ทางบุคลากรในหน่วยงาน
4. การประสานงานระหว่างองค์กรรับผิดชอบกับองค์กรอื่น ๆ
5. การไม่ให้ความสนับสนุนทางผู้เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการเมือง เงินทุน งบประมาณ แต่กลับสร้างอุปสรรคในแง่

ของการต่อต้านหรือคัดค้านโยบาย

-  กลุ่มผลประโยชน์      -  กลุ่มการเมือง      -  ข้าราชการ      -  สื่อมวลชน

5.การประเมินผลนโยบาย (Policy evaluation)

เพื่อให้ทราบผลว่าการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเป็นไปตามเป้ าหมายหรือวัตถุประสงค์หรือไม่ ในกรณีที่ไม่เป็นไปตามเป้ าหมายจะได้มีการปรับ แผน / แผนงาน / โครงการ ให้บรรลุเป้ าหมายหรือวัตถุประสงค์มากขึ้นเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้รู้ว่า แผน / แผนงาน / โครงการ นั้นควรจะดำเนินการต่อไปหรือยุติจุดมุ่งหมายของการประเมินผลโครงการมักจะมี คำถามอยู่ตลอดเวลาว่า ประเมินผลเพื่ออะไร หรือ ประเมินผลไปทำไม ปฏิบัติงานตามโครงการแล้วไม่มีการประเมินผลไม่ได้หรือ ตอบได้เลยว่าการบริหารแนวใหม่หรือการบริหารในระบบเปิด (openSystem) นั้นถือว่าการประเมินผลเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากซึ่งจุดมุ่งหมายของการประเมิน ผลโครงการมีดังนี้

1. เพื่อสนับสนุนหรือยกเลิก การประเมินผลจะเป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจว่าควรจะยกเลิกโครงการหรือสนับ สนุนให้มีการขยายผลต่อไป โดยเฉพาะการมีโครงการใหม่ ๆ ยังมิได้จัดทำในรูปของโครงการทดลองซึ่งมีโอกาสจะผิดพลาดหรือล้มเหลวได้ง่าย ความล้มเหลวของโครงการจึงมิใช่ความล้มเหลวของผู้บริหารเสมอไปดังนั้นถ้าเรา ประเมินผลแล้วโครงการนั้นสำเร็จตามที่กำหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมายไว้ก็ควรดำเนินการต่อไป แต่ถ้าประเมินผลแล้วโครงการนั้นมีปัญหาหรือมีผลกระทบเชิงลบมากกว่า เราก็ควรยกเลิกไป

2. เพื่อทราบถึงความก้าวหน้าของการปฏิบัติงานตามโครงการ ว่าเป็นไปตามที่กำหนดวัตถุประสงค์และเป้ าหมาย หรือกฎเกณฑ์ หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้เพียงใดกลุ่มนโยบายสาธารณะ 17

3. เพื่อปรับปรุงงาน ถ้าเรานำโครงการไปปฏิบัติแล้ว พบว่าบางโครงการไม่ได้เสียทั้งหมด แต่ก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ทุกข้อ เราควรนำโครงการนั้นมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดยพิจารณาว่าโครงการนั้นบกพร่องในเรื่องใด เช่น ขาดความร่วมมือของประชาชน ขัดต่อค่านิยมของประชาชน ขาดการประชาสัมพันธ์หรือสมรรถนะขององค์การที่รับผิดชอบต่ำ เมื่อเราทราบผลของการประเมินผล เราก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขให้ตรงประเด็น

4. เพื่อศึกษาทางเลือก โดยปกติในการนำโครงการไปปฏิบัตินั้น ผู้บริหารโครงการจะพยายามแสวงหาทางเลือกที่ดีที่สุด จากทางเลือกอย่างน้อย 2 ทางเลือก ดังนั้นการประเมินผลจะเป็นการเปรียบเทียบทางเลือกก่อนที่จะตัดสินใจเลือกทาง เลือกใดปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงให้น้อยลง

5. เพื่อขยายผล ในการนำโครงการไปปฏิบัติ ถ้าเราไม่มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เราอาจจะไม่ทราบถึงความสำเร็จของโครงการ แต่ถ้าเราประเมินผลโครงการเป็นระยะ สม่ำเสมอ ผลปรากฏว่าโครงการนั้นบรรลุผลสำเร็จตามที่กำหนดวัตถุประสงค์ เราก็ควรจะขยายผลโครงการนั้นต่อไป แต่การขยายผลนั้นมิได้หมายความว่าจะขยายไปได้ทุกพื้นที่ การขยายผลต้องคำนึงถึงมิติของประชากร เวลา สถานที่ สถานการณ์ต่าง ๆปลูกพืชเมืองหนาวจะประสบความสำเร็จดีในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ถ้าขยายผลไปยังภูมิภาคอื่นอาจจะไม่ได้ผลดีเสมอไป เพราะต้องคำนึงถึงลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ เชื้อชาติ ค่านิยม ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ สิ่งที่นำไปในพื้นที่หนึ่งอาจได้ผลดี แต่นำไปขยายผลในพื้นที่หนึ่งอาจไม่ได้ผล หรือ สิ่งที่เคยทำได้ผลดีในช่วงเวลาหนึ่ง อาจจะไม่ได้ผลดีในอีกช่วงเวลาหนึ่ง


facebook comments:

โพสท์ใน การเมือง | แสดงความเห็น