คู่มือ สารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (VOCs)

 

facebook comments:

โพสท์ใน การแพทย์, สาธารณสุข, สิ่งแวดล้อม, สุขภาพ | แสดงความเห็น

รายงานการศึกษาปัญหาในเชิงลึกของข้อมูลการคลังท้องถิ่น

 

facebook comments:

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | แสดงความเห็น

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

 

มาตรา 1     พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี  ปกครอง พ.ศ. 2542″

 

มาตรา 2(1) พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

 

มาตรา 3  ในพระราชบัญญัติ

“หน่วยงานทางปกครอง” หมายความว่า  กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง

“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า

(1) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง คณะบุคคลหรือผู้ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานทางปกครอง

(2) คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท คณะกรรมการหรือบุคคลซึ่งมีกฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล และ

 

(3) บุคคลที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าของรัฐตาม (1) หรือ (2)

“คณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาท” หมายความว่า  คณะกรรมการที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายที่มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาสำหรับการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

“ตุลาการศาลปกครอง”  หมายความว่า   ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและตุลาการในศาล  ปกครองชั้นต้น

“ก.ศป.” หมายความว่า  คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง

“คู่กรณี” หมายความว่า  ผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดี และให้หมายความรวมถึงบุคคลหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอดไม่ว่าจะโดยความสมัครใจเอง หรือโดยถูกคำสั่งศาลปกครองเรียกเข้ามาในคดี ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นผู้มีส่วนได้เสีย หรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนั้น และเพื่อประโยชน์แห่งการดำเนินกระบวนพิจารณา ให้รวมถึงผู้มีสิทธิกระทำการแทนด้วย

“คำฟ้อง” หมายความว่า  การเสนอข้อหาต่อศาลไม่ว่าจะได้เสนอต่อศาลปกครองชั้นต้นหรือศาลปกครองสูงสุด ไม่ว่าจะได้เสนอในขณะที่เริ่มคดีโดยคำฟ้องหรือคำร้องขอ หรือเสนอในภายหลังโดยคำฟ้องเพิ่มเติมหรือแก้ไข หรือฟ้องแย้ง หรือโดยสอดเข้ามาในคดีไม่ว่าด้วยความสมัครใจ หรือถูกบังคับ  หรือโดยมีคำขอให้พิจารณาใหม่

“กฎ”  หมายความว่า   พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง  ประกาศกระทรวงข้อบัญญัติท้องถิ่น  ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป  โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ

“สัญญาทางปกครอง” หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ

 

มาตรา 4  ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา 5  บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศที่ออกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาล   ปกครองสูงสุดหรือ ก.ศป. หรือ ก.ศป.โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

มาตรา 6  ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา 44 และ มาตรา 66 ต้องส่งให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ออกระเบียบดังกล่าวเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบได้ ถ้าต่อมามีการเสนอญัตติและสภาผู้แทนราษฎรมีมติภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ส่งระเบียบ     ดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ยกเลิกระเบียบใดไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น

กำหนดวันตามวรรคหนึ่งให้หมายถึงวันในสมัยประชุม

 

หมวด 1

การจัดตั้งและเขตอำนาจศาลปกครอง

                               

 

                    มาตรา 7  ศาลปกครองแบ่งออกเป็นสองชั้น คือ

(1) ศาลปกครองสูงสุด

(2) ศาลปกครองชั้นต้น ได้แก่

(ก) ศาลปกครองกลาง

(ข) ศาลปกครองในภูมิภาค

 

มาตรา 8  ให้จัดตั้งศาลปกครองสูงสุดขึ้นมีที่ตั้งในกรุงเทพมหานครหรือในจังหวัดใกล้เคียง

ให้จัดตั้งศาลปกครองกลางขึ้นมีที่ตั้งในกรุงเทพมหานคร หรือในจังหวัดใกล้เคียงโดยมีเขตตลอดท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร

ในระหว่างที่ศาลปกครองในภูมิภาคยังมิได้มีเขตอำนาจในท้องที่ใดให้ศาลปกครองกลางมีเขตอำนาจในท้องที่นั้นด้วย

บรรดาคดีที่เกิดขึ้นนอกเขตอำนาจศาลปกครองกลางตามวรรคสอง และวรรคสามจะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางก็ได้ ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลนั้นที่จะไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีที่ยื่นฟ้องเช่นนั้นได้ เว้นแต่คดีที่โอนมาตามหลักเกณฑ์ของการพิจารณาคดีปกครอง

การจัดตั้งและการกำหนดเขตอำนาจของศาลปกครองในภูมิภาค ให้กระทำโดยพระราชบัญญัติ โดยคำนึงถึงปริมาณคดีและการบริหารบุคลากรของศาลปกครองโดยจะกำหนดให้เขตอำนาจศาลปกครองในภูมิภาคครอบคลุมเขตการปกครองหลายจังหวัดก็ได้

ศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองในภูมิภาค จะเปิดทำการเมื่อใดให้ประธานศาลปกครองสูงสุดประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดวันเปิดทำการของศาลปกครอง

 

มาตรา 9  ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือโดยไม่สุจริตหรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

(3) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

(4) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

(5) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด

(6) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง

(1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร

(2) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ

(3) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากรศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลาย หรือศาลชำนัญพิเศษอื่น

 

มาตรา 10  ศาลปกครองชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีอยู่ในอำนาจศาลปกครอง เว้นแต่คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

 

มาตรา 11  ศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ดังต่อไปนี้

(1) คดีพิพาทเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยข้อพิพาทตามที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกาศกำหนด

(2) คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาหรือกฎที่ออกโดยคณะรัฐมนตรี หรือโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

(3) คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในอำนาจศาลปกครองสูงสุด

(4) คดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

 

หมวด 2

ตุลาการศาลปกครอง

                               

 

                    มาตรา 12  ในศาลปกครองสูงสุด ให้มีตำแหน่งตุลาการศาลปกครอง ดังต่อไปนี้

(1) ประธานศาลปกครองสูงสุด

(2) รองประธานศาลปกครองสูงสุด

(3) ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด

(4) ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

ทั้งนี้ ตามที่ ก.ศป.กำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

 

                    มาตรา 13  ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุดต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(1) มีสัญชาติไทย

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี

(3) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์  สังคมศาสตร์ หรือในการบริหารราชการแผ่นดิน  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป.กำหนด และ

(4) มีคุณสมบัติอื่นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(ก) เป็นหรือเคยเป็นกรรมการร่างกฎหมาย กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์หรือกรรมการกฤษฎีกา

(ข) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น

(ค) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาหรือเทียบเท่าหรือตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารสูงสุด

(ง) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอัยการพิเศษประจำเขตหรือเทียบเท่า

(จ) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือเทียบเท่าหรือตำแหน่งอื่นในหน่วยงานของรัฐที่เทียบเท่าตามที่ ก.ศป.ประกาศกำหนด

(ฉ) เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชาในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์  เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาและดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์พิเศษ

(ช) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทนายความไม่น้อยกว่ายี่สิบปี และมีประสบการณ์ในคดีปกครองตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป.ประกาศกำหนด

 

มาตรา 14  ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามในขณะดำรงตำแหน่ง ดังต่อไปนี้

(1) เป็นข้าราชการอื่นซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

(2) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใด

(3) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นกรรมการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

(4) เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ

(5) เป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจาก ก.ศป.

(6) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงานคล้ายกันในห้างหุ้นส่วนบริษัท

(7) เป็นทนายความหรือประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอย่างอื่นหรือดำรงตำแหน่งหรือประกอบการใด ๆ อันขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบที่ ก.ศป.กำหนด

 

                    มาตรา 15  ให้ ก.ศป.พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 13 และมีความเหมาะสมที่จะแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แล้วให้เสนอรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีและให้นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อดังกล่าวเสนอขอความเห็นชอบต่อวุฒิสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับรายชื่อ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ให้ ก.ศป.พิจารณาคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคนหนึ่งเป็นประธานศาลปกครองสูงสุด แล้วให้เสนอชื่อต่อนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีนำเสนอขอความเห็นชอบต่อวุฒิสภาภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับการเสนอชื่อ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคนใดให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลปกครองสูงสุดและตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ให้ ก.ศป.พิจารณาคัดเลือกแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

วิธีการคัดเลือกประธานศาลปกครองสูงสุด รองประธานศาลปกครองสูงสุดตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด และตุลาการศาลปกครองสูงสุด ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ศป.กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

 

มาตรา 16  ผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14 ต้องลาออกจากการที่เป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้ามหรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือการใด ๆ  อันมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวแล้วต่อนายกรัฐมนตรีภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ

 

  มาตรา 17  ในศาลปกครองชั้นต้นแต่ละศาล ให้มีตำแหน่งตุลาการศาลปกครองดังต่อไปนี้

(1) อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น

(2) รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น

(3) ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น

(4) ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น

ทั้งนี้ ตามจำนวนที่ ก.ศป.กำหนดโดยได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

 

มาตรา 18  ผู้ที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(1) มีสัญชาติไทย

(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปี

(3) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์  เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือในการบริหารราชการแผ่นดิน  ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป. กำหนด และ

(4) มีคุณสมบัติอื่นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(ก) รับราชการหรือเคยรับราชการเป็นพนักงานผู้รับผิดชอบสำนวนหรือเลขานุการกรรมการร่างกฎหมายในสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่น้อยกว่าสามปี

(ข) รับราชการหรือเคยรับราชการไม่น้อยกว่าสามปีในตำแหน่งพนักงานคดีปกครองในระดับที่ ก.ศป. กำหนด

 

(ค) รับราชการหรือเคยรับราชการไม่น้อยกว่าสามปีในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลแพ่ง หรือศาลอาญาหรือเทียบเท่า หรือตุลาการพระธรรมนูญศาลทหารกลาง

(ง) รับราชการหรือเคยรับราชการไม่น้อยกว่าสามปีในตำแหน่งอัยการจังหวัดหรือเทียบเท่า

(จ) รับราชการหรือเคยรับราชการไม่น้อยกว่าสามปีในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าข้าราชการพลเรือนระดับ 8 หรือตำแหน่งอื่นในหน่วยงานของรัฐที่เทียบเท่า  ทั้งนี้ ตามที่ ก.ศป.ประกาศกำหนด

(ฉ) เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชาในสาขานิติศาสตร์  รัฐศาสตร์  รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์  หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษา และดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์หรือรองศาสตราจารย์พิเศษไม่น้อยกว่าสามปี

(ช) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขากฎหมายมหาชนและรับราชการในหน่วยงานของรัฐ นับแต่สำเร็จการศึกษาระดับดังกล่าวไม่น้อยกว่าสิบปี หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกสาขากฎหมายมหาชนและรับราชการในหน่วยงานของรัฐนับแต่สำเร็จการศึกษาระดับดังกล่าวไม่น้อยกว่าหกปี

(ซ) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทนายความไม่น้อยกว่าสิบสองปีและมีประสบการณ์ในคดีปกครองตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป. ประกาศกำหนด

ให้นำความในมาตรา 14 และมาตรา 16 มาใช้บังคับแก่ตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นโดยอนุโลม

 

มาตรา 19  ให้ ก.ศป.พิจารณาคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 18 และมีความเหมาะสมที่จะแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น แล้วให้เสนอรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรีและให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ให้ ก.ศป.พิจารณาคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น เพื่อดำรงตำแหน่งอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น และตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น แล้วให้เสนอรายชื่อต่อนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ให้นำความในมาตรา 15 วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นโดยอนุโลม

 

มาตรา 20  ก่อนเข้ารับหน้าที่ตุลาการศาลปกครองครั้งแรก ตุลาการศาลปกครองต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้

“ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่งราชอาณาจักรทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ”

 

มาตรา 21  ตุลาการศาลปกครองพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) สิ้นปีงบประมาณที่ตุลาการศาลปกครองผู้นั้นมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่จะผ่านการประเมินสมรรถภาพให้ดำรงตำแหน่งต่อไปตามมาตรา 31

(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 มาตรา 14 หรือมาตรา 18

(5) เป็นบุคคลล้มละลาย

(6) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(7) เป็นโรคหรือมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นตุลาการศาลปกครองตามที่ระบุไว้ในประกาศที่ ก.ศป. กำหนด โดยได้รับความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

(8) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา 22

(9) ถูกไล่ออกตามมาตรา 23

การพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่งนอกจาก (1) ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง

 

มาตรา 22  ตุลาการศาลปกครองต้องประพฤติตนตามวินัยแห่งการเป็นตุลาการศาลปกครองตามที่ ก.ศป. กำหนด

ก.ศป.อาจมีมติให้ตุลาการศาลปกครองผู้ใดออกจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้ในกรณีที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้ถูกสั่งให้ออกมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนให้ทำได้ในกรณีดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องอย่างร้ายแรงหรือประพฤติตนไม่สมควรตามที่กำหนดในวินัยแห่งการเป็นตุลาการศาลปกครอง

(2) หย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดยสม่ำเสมอแต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ

(3) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(4) มีกรณีตามมาตรา 21 (4) (5) (6) หรือ (7)

 

มาตรา 23  ก.ศป.อาจมีมติไล่ตุลาการศาลปกครองออกได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

(2) กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดในวินัยแห่งการเป็นตุลาการศาลปกครอง

(3) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

 

มาตรา 24  ในการพิจารณาให้ตุลาการศาลปกครองพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 22 (1) (2) หรือ (4) ประกอบกับมาตรา 21 (4) หรือ (7) หรือตามมาตรา 23 (1) หรือ (2) ให้ ก.ศป.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดหรือตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นจำนวนสี่คน และกรรมการข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนจำนวนหนึ่งคน เป็นกรรมการ เพื่อทำการสอบสวน

ในการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวนมีอำนาจเรียกให้หน่วยงานทางปกครอง หรือบุคคลใดให้ข้อเท็จจริง ให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่สอบสวนได้

ในระหว่างการสอบสวนหรือพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ถ้า ก.ศป. เห็นว่าการให้ผู้ถูกสอบสวนหรือพิจารณาปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจะเป็นการเสียหายแก่ราชการจะมีมติให้พักราชการก็ได้

การให้พักราชการนั้น ให้พักตลอดเวลาที่สอบสวนหรือพิจารณา เมื่อสอบสวนหรือพิจารณาเสร็จแล้ว ถ้าปรากฏว่าผู้ถูกให้พักราชการมิได้กระทำการตามที่ถูกสอบสวนหรือพิจารณาก็ให้ผู้นั้นคงอยู่ในราชการตามเดิม

วิธีการสอบสวนและสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาและบุคคลที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ศป. กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

 

มาตรา 25  ตุลาการศาลปกครองผู้ใดพ้นจากตำแหน่งไปโดยมิได้มีความผิดและมิใช่เป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (5) มาตรา 22 หรือมาตรา 23 ก.ศป.อาจพิจารณาคัดเลือกผู้นั้นให้กลับเข้ารับราชการเป็นตุลาการศาลปกครองในตำแหน่งไม่สูงกว่าตำแหน่งเดิมหรือเทียบเท่าก็ได้ ถ้าผู้นั้นมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13 มาตรา 14 และมาตรา 18 แล้วแต่กรณี

 

มาตรา 26  ตุลาการศาลปกครองผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือขอลาออก  เมื่อประธานศาลปกครองสูงสุดสั่งอนุญาตแล้วให้ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง

ในกรณีที่ตุลาการศาลปกครองลาออก เพื่อดำรงตำแหน่งที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญตำแหน่งทางการเมือง หรือเพื่อสมัครรับเลือกตั้ง ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นลาออก

นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้าประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันที่ขอลาออกก็ได้

 

มาตรา 27  การย้ายตุลาการศาลปกครองผู้ใดไปดำรงตำแหน่งอื่นในศาลปกครองจะต้องได้รับความยินยอมจากตุลาการศาลปกครองผู้นั้น และให้ประธานศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจแต่งตั้งได้ โดยความเห็นชอบของ ก.ศป.ตามระเบียบที่ ก.ศป.กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น หรือเป็นการย้ายประจำปี หรือ เป็นกรณีที่อยู่ในระหว่างถูกดำเนินการทางวินัย หรือตกเป็นจำเลยในคดีอาญาที่ศาลมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว

 

มาตรา 28  ประธานศาลปกครองสูงสุดต้องรับผิดชอบให้งานของศาลปกครองเป็นไปโดยเรียบร้อย ตามระเบียบที่ ก.ศป.กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยมีรองประธานศาลปกครองสูงสุดช่วยปฏิบัติหน้าที่ตามที่ประธานศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย

อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นต้องรับผิดชอบให้งานของศาลนั้นเป็นไปโดยเรียบร้อย ตามระเบียบที่ ก.ศป. กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยมีรองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้นช่วยปฏิบัติหน้าที่ตามที่อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นมอบหมาย

ในกรณีที่ตำแหน่งประธานศาลปกครองสูงสุดหรืออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นว่างลง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานศาลปกครองสูงสุดหรือรองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น หรือตุลาการศาลปกครองอื่น แล้วแต่กรณี ปฏิบัติหน้าที่แทนตามระเบียบที่ ก.ศป.กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนย่อมมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน

 

มาตรา 29 การเปลี่ยนแปลงตุลาการศาลปกครองในองค์คณะหนึ่งองค์คณะใดเนื่องจากตุลาการศาลปกครองผู้ใดพ้นจากตำแหน่ง ถูกพักราชการ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่น เจ็บป่วย หรือมีเหตุจำเป็นอื่นทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดกำหนด

 

ตุลาการศาลปกครองซึ่งเข้ามาแทนที่ตามวรรคหนึ่ง ให้มีอำนาจตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาได้

 

มาตรา 30  ตุลาการศาลปกครองให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้

เมื่อเริ่มต้นปีงบประมาณประจำปี ให้ตุลาการศาลปกครองแต่ละคนได้รับเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้รับอยู่ เป็นจำนวนเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงดัชนีราคาผู้บริโภคของปีที่ล่วงมาที่กระทรวงพาณิชย์คำนวณเพื่อใช้ในราชการ

ตุลาการศาลปกครองให้ได้รับค่าพาหนะเดินทาง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายอื่นในกรณีเดินทางไปราชการ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

เพื่อประโยชน์ในการรับบำเหน็จบำนาญ ให้ตุลาการศาลปกครองเป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในการนี้ให้สำนักงานศาลปกครองเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมการเกษียณอายุของตุลาการศาลปกครอง

 

มาตรา 31  ให้ ก.ศป.จัดให้มีการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาล  ปกครองที่จะมีอายุครบหกสิบห้าปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณถัดไป

หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.ศป. กำหนดโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ตุลาการศาลปกครองซึ่งผ่านการประเมินสมรรถภาพตามวรรคหนึ่ง ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณที่ผู้นั้นมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

 

                    มาตรา 32  ให้กรณีที่ข้าราชการหรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้ใดได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลปกครอง เพื่อประโยชน์ในการรับบำเหน็จบำนาญ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้นั้นในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นเวลาราชการของตุลาการศาลปกครองผู้นั้น และให้นำกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา 33  เครื่องแบบตุลาการศาลปกครองและระเบียบการแต่งกายให้เป็นไปตามที่ ก.ศป.ประกาศกำหนด

 

วันและเวลาทำงาน วันหยุดราชการและการลาหยุดราชการของตุลาการศาลปกครองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป.ประกาศกำหนด

 

มาตรา 34  ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ตุลาการศาลปกครองเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการตามประมวลกฎหมายอาญา

 

หมวด 3

คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง

                               

 

มาตรา 35  กรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ศป.ตามมาตรา 279  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(1) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต้องเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจำนวนหกคน ซึ่งได้รับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และเป็นตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นจำนวนสามคนซึ่งได้รับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น

(2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 13 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14

ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองเป็นเลขานุการของ ก.ศป.

 

มาตรา 36  การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ในการนี้ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลผู้มีสิทธิได้รับเลือกโดยแยกเป็นประเภทตุลาการในศาลปกครองสูงสุดและตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ส่งไปยังตุลาการในศาลปกครองสูงสุดหรือตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น แล้วแต่กรณี และให้แจ้งกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่จะทำการเลือกไปด้วย

ให้มีคณะกรรมการดำเนินการเลือกประกอบด้วยเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองตุลาการศาลปกครองสามคน และคณบดีคณะนิติศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐสามคนซึ่งประธานศาล      ปกครองสูงสุดเป็นผู้คัดเลือก เป็นกรรมการ มีหน้าที่ในการดำเนินการเกี่ยวกับการเลือกกรรมการตุลาการ ผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง การตรวจนับคะแนนและการประกาศผลการเลือก

ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดรับผิดชอบดูแลให้การเลือกเป็นไปโดยถูกต้องและเรียบร้อย

 

มาตรา 37  การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภา ให้วุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจำนวนหกคนต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป

 

มาตรา 38  การเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งได้รับเลือกจากคณะรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรจะได้รับเลือกต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาลงมติ

 

มาตรา 39  กรรมการตุลาการศาลปกครองตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) ให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีโดยอาจได้รับเลือกใหม่ได้อีก แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกซ่อมภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการผู้นั้นจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการเลือกซ่อมก็ได้

กรรมการตุลาการศาลปกครองซึ่งได้รับเลือกซ่อมให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

 

มาตรา 40  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการตุลาการศาลปกครองตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) พ้นจากตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุด หรือตุลาการในศาลปกครองชั้นต้น ในกรณีที่เป็นกรรมการตามมาตรา 35 วรรคหนึ่ง (1)

(4) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 13 หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 14

 

มาตรา 41  การประชุมของ ก.ศป. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม

ถ้าประธานศาลปกครองสูงสุดไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธานศาลปกครองสูงสุดปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าไม่มีรองประธานศาลปกครองสูงสุดหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการตุลาการศาลปกครองคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

 

ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการใน ก.ศป.ว่างลง ให้กรรมการที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องมีกรรมการเหลือพอที่จะเป็นองค์ประชุม

การวินิจฉัยชี้ขาดให้ถือเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

ให้ ก.ศป.มีอำนาจออกข้อบังคับว่าด้วยการประชุมและการลงมติ

ให้ ก.ศป.มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการใด ๆ ได้ตามความเหมาะสม

 

หมวด 4

วิธีพิจารณาคดีปกครอง

                               

ส่วนที่ 1

การฟ้องคดีปกครอง

                               

 

มาตรา 42  ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองหรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือนร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้นจะกระทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้นหรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควร หรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนด

 

                    มาตรา 43  ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่ากฎหรือการกระทำใดของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญให้มีสิทธิเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครองได้ ในการเสนอความเห็นดังกล่าวผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีสิทธิและหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีตามมาตรา 42

 

มาตรา 44    การดำเนินการทั้งปวงเกี่ยวกับการฟ้อง การร้องสอด การเรียกบุคคลหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาเป็นคู่กรณีในคดี การดำเนินกระบวนพิจารณาการรับฟังพยานหลักฐาน และการพิพากษาคดีปกครอง นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตาม   หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

 

มาตรา 45  คำฟ้องให้ใช้ถ้อยคำสุภาพและต้องมี

(1) ชื่อและที่อยู่ของผู้ฟ้องคดี

(2) ชื่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอันเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี

(3) การกระทำทั้งหลายที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี พร้อมทั้งข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ตาม  สมควรเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว

(4) คำขอของผู้ฟ้องคดี

(5) ลายมือชื่อของผู้ฟ้องคดี ถ้าเป็นการยื่นฟ้องคดีแทนผู้อื่นจะต้องแนบใบมอบฉันทะให้ฟ้องคดีมาด้วย

คำฟ้องใดมีรายการไม่ครบตามวรรคหนึ่ง หรือไม่ชัดเจน หรือไม่อาจเข้าใจได้ให้สำนักงานศาลปกครองให้คำแนะนำแก่ผู้ฟ้องคดีเพื่อดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้นให้ถูกต้อง ในการนี้ให้ถือวันที่ยื่นฟ้องครั้งแรกเป็นหลักในการนับอายุความ

ในกรณีที่มีผู้ประสงค์จะฟ้องคดีปกครองหลายคนในเหตุเดียวกัน บุคคลเหล่านั้นอาจยื่นคำฟ้องร่วมกันเป็นฉบับเดียว โดยจะมอบหมายให้ผู้ฟ้องคดีคนใดเป็นผู้แทนของผู้ฟ้องคดีทุกคนในการดำเนินคดีต่อไปก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ให้ถือว่าการกระทำของผู้แทนผู้ฟ้องคดีในกระบวนพิจารณาผูกพันผู้ฟ้องคดีทุกคน

การฟ้องคดีไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล เว้นแต่การฟ้องคดีขอให้สั่งให้ใช้เงิน หรือส่งมอบทรัพย์สินอันสืบเนื่องจากคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) หรือ (4) ให้เสียค่าธรรมเนียมศาลในอัตราร้อยละสองจุดห้าของทุนทรัพย์ แต่ไม่เกินสองแสนบาท

ในการดำเนินกระบวนพิจารณา คู่กรณีจะดำเนินการทั้งปวงด้วยตนเองหรือจะมอบอำนาจให้ทนายความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีคุณสมบัติตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดกำหนดเพื่อฟ้องคดีหรือดำเนินการแทนได้

 

มาตรา 46  คำฟ้องให้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของศาลปกครอง ในการนี้อาจยื่นคำฟ้องโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ และเพื่อประโยชน์ในการนับอายุความให้ถือว่าวันที่ส่งคำฟ้องแก่เจ้าพนักงานไปรษณีย์เป็นวันที่ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครอง

 

มาตรา 47  การฟ้องคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองชั้นต้น ให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้นที่ผู้ฟ้องคดีมีภูมิลำเนาหรือที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลปกครองชั้นต้นนั้น

การฟ้องคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองสูงสุด ให้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด

ในกรณีที่ศาลปกครองใดพิพากษาว่าคดีที่ฟ้องต่อศาลปกครองนั้นอยู่ในเขตอำนาจของศาล ปกครองอื่น ให้ส่งคำฟ้องนั้นไปให้ศาลปกครองที่มีเขตอำนาจเพื่อพิจารณา ในกรณีที่ศาลปกครองชั้นต้นมีความเห็นขัดแย้งกันในเรื่องเขตอำนาจศาล ให้ศาลปกครองที่รับคำฟ้องไว้หลังสุดเสนอความเห็นต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อมีคำสั่งในเรื่องเขตอำนาจศาล

การพิจารณาคดีที่ยื่นไว้ต่อศาลปกครองใดจะต้องกระทำในศาลปกครองนั้น ตามวันเวลาทำการ เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นหรือเพื่อความสะดวกของคู่กรณี ศาลปกครองจะสั่งให้ดำเนินการพิจารณาในสถานที่อื่นหรือในวันหยุดหรือในวันเวลาใดก็ได้

 

                    มาตรา 48  ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ประกาศสถานที่ตั้ง และวันเวลาทำการตามปกติของศาลปกครองในราชกิจจานุเบกษา

ศาลปกครองแห่งหนึ่ง ๆ อาจมีสถานที่ทำการเฉพาะการได้ตามจำนวนที่เหมาะสมตามที่ประธานศาลปกครองสูงสุดจะได้ประกาศสถานที่ตั้งและวันเวลาทำการของสถานที่ทำการเฉพาะการในราชกิจจานุเบกษา

ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด มีอำนาจกำหนดให้การยื่นฟ้องและการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอาจกระทำ ณ สถานที่ทำการเฉพาะการของศาลปกครองก็ได้

 

มาตรา 49  การฟ้องคดีปกครองจะต้องยื่นฟ้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่มีเหตุผล แล้วแต่กรณี เว้นแต่จะมีบทกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

 

มาตรา 50  คำสั่งใดที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ ให้ผู้ออกคำสั่งระบุวิธีการยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องไว้ในคำสั่งดังกล่าวด้วย

ในกรณีที่ปรากฏต่อผู้ออกคำสั่งใดในภายหลังว่า ตนมิได้ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งให้ผู้นั้นดำเนินการแจ้งข้อความซึ่งพึงระบุตามวรรคหนึ่งให้ผู้รับคำสั่งทราบโดยไม่ชักช้าในกรณีนี้ให้ระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ผู้รับคำสั่งได้รับแจ้งข้อความดังกล่าว

ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่ตามวรรคสองและระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องมีกำหนดน้อยกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง

 

                    มาตรา 51  การฟ้องคดีตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) หรือ (4) ให้ยื่นฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี

 

มาตรา 52  การฟ้องคดีปกครองที่เกี่ยวกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะหรือสถานะของบุคคลจะยื่นฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้

การฟ้องคดีปกครองที่ยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาการฟ้องคดีแล้ว ถ้าศาลปกครองเห็นว่าคดีที่ยื่นฟ้องนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมหรือมีเหตุจำเป็นอื่นโดยศาลเห็นเองหรือคู่กรณีมีคำขอ ศาลปกครองจะรับไว้พิจารณาก็ได้

 

                    มาตรา 53  ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อนศาลปกครองพิพากษาคดี ให้ศาล   ปกครองรอการพิจารณาไปจนกว่าทายาท  ผู้จัดการมรดก ผู้ปกครองทรัพย์มรดก หรือผู้สืบสิทธิของคู่กรณีผู้นั้นจะมีคำขอเข้ามาแทนที่คู่กรณีผู้ถึงแก่ความตาย หรือผู้มีส่วนได้เสียจะมีคำขอเข้ามา โดยมีคำขอเข้ามาเองหรือโดยที่ศาลหมายเรียกให้เข้ามา เนื่องจากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีคำขอ คำขอเช่นว่านี้จะต้องยื่นภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่กรณีผู้นั้นถึงแก่ความตาย

ถ้าไม่มีคำขอของบุคคลดังกล่าว หรือไม่มีคำขอของคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ศาลปกครองจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นก็ได้

 

ส่วนที่ 2

การดำเนินคดีปกครอง

                               

 

                    มาตรา 54  ศาลปกครองสูงสุดต้องมีตุลาการในศาลปกครองสูงสุดอย่างน้อยห้าคน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา

ศาลปกครองชั้นต้นต้องมีตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นอย่างน้อยสามคน จึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษา

 

มาตรา 55  การพิจารณาพิพากษาคดีต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว แต่ต้องเปิดโอกาสให้คู่กรณีชี้แจงและแสดงพยานหลักฐานประกอบคำชี้แจงของตนตามควรแก่กรณีแต่การชี้แจงต้องทำเป็นหนังสือ เว้นแต่เป็นกรณีที่ศาลอนุญาตให้ชี้แจงด้วยวาจาต่อหน้าศาล

คู่กรณีมีสิทธิขอตรวจดูพยานหลักฐานที่แต่ละฝ่ายได้ยื่นไว้ในสำนวน เว้นแต่กรณีใดมีกฎหมายคุ้มครองให้ไม่ต้องเปิดเผยหรือศาลปกครองเห็นว่าจำเป็นต้องไม่เปิดเผยเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การดำเนินงานของรัฐ แต่กรณีที่ไม่เปิดเผยดังกล่าวศาลปกครองจะนำมาใช้รับฟังในการพิจารณาพิพากษาคดีไม่ได้

ในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลปกครองอาจตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ในการนี้ ศาลปกครองจะรับฟังพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานผู้เชี่ยวชาญหรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่กรณีได้ตามที่เห็นสมควร

พยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ศาลปกครองเรียกมาให้ถ้อยคำหรือทำความเห็นต่อศาลปกครองมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

 

มาตรา 56  เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองใด  การจ่ายสำนวนคดีในศาลปกครองนั้นให้ประธานศาลปกครองสูงสุดหรืออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

(1) ในกรณีที่มีการจัดองค์คณะที่มีความเชี่ยวชาญในประเภทคดีด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ  ต้องจ่ายสำนวนคดีให้ตรงกับความเชี่ยวชาญขององค์คณะที่จัดไว้

(2) ในกรณีที่มีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบคดีขององค์คณะ องจ่ายสำนวนคดีที่มีมูลคดีเกิดขึ้นในพื้นที่ให้แก่องค์คณะที่จัดไว้

(3) ในกรณีที่ไม่มีการจัดองค์คณะตาม (1) หรือ (2) หรือมีการจัดไว้ลักษณะเดียวกันหลายองค์คณะ หรือองค์คณะที่รับผิดชอบคดีดังกล่าวมีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะนั้นจะทำให้คดีล่าช้า หรือกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ให้จ่ายสำนวนคดีโดยใช้วิธีการใดที่ไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้าว่าจะจ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะใด

เมื่อองค์คณะในศาลปกครองใดได้รับสำนวนคดีแล้ว ให้ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดหรือตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้นในองค์คณะนั้น แล้วแต่กรณี แต่งตั้งตุลาการศาลปกครองในคณะของตนคนหนึ่งเป็นตุลาการเจ้าของสำนวน เพื่อเป็นผู้ดำเนินการรวบรวมข้อเท็จจริงจากคำฟ้อง คำชี้แจงของคู่กรณี และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้  โดยมีพนักงานคดีปกครองเป็นผู้ช่วยดำเนินการตามที่ตุลาการเจ้าของสำนวนมอบหมาย

เมื่อได้มอบสำนวนคดีให้แก่ตุลาการเจ้าของสำนวนคนใดแล้ว หรือได้จ่ายสำนวนคดีให้แก่องค์คณะใดแล้ว ห้ามมิให้มีการเรียกคืนสำนวนคดีหรือโอนสำนวนคดี เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

(1) เมื่อมีการโอนคดีตามที่ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดกำหนด

(2) เมื่อมีการคัดค้านตุลาการเจ้าของสำนวนสำหรับกรณีเรียกคืนสำนวน หรือตุลาการศาล  ปกครองในองค์คณะพิจารณาพิพากษานั้นถูกคัดค้าน หรือไม่ครบองค์คณะสำหรับกรณีโอนสำนวน

(3) เมื่อตุลาการเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะพิจารณาพิพากษามีคดีค้างการพิจารณาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งจะทำให้การพิจารณาคดีล่าช้า และตุลาการเจ้าของสำนวนหรือองค์คณะพิจารณาพิพากษาขอสละสำนวนคดีที่ตนรับผิดชอบอยู่

 

    มาตรา 57  ให้ตุลาการเจ้าของสำนวนทำหน้าที่ตรวจสอบและเสนอความเห็นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อองค์คณะพิจารณาพิพากษา ตลอดจนดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น

ในระหว่างการดำเนินการของตุลาการเจ้าของสำนวนตามวรรคหนึ่ง ให้เปิดโอกาสให้คู่กรณีได้ทราบถึงข้ออ้างหรือข้อแย้งของแต่ละฝ่าย และให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายได้ เมื่อตุลาการเจ้าของสำนวนเห็นว่าได้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพียงพอแล้ว ให้ตุลาการเจ้าของสำนวนทำความเห็นเสนอให้องค์คณะพิจารณาพิพากษาเพื่อพิจารณาคดีต่อไป

ในการให้โอกาสคู่กรณีตามวรรคสอง  ให้ตุลาการเจ้าของสำนวนกำหนดให้คู่กรณีแสดงพยานหลักฐานของฝ่ายตนภายในระยะเวลาที่กำหนด ถ้าคู่กรณีมิได้ปฏิบัติภายในระยะเวลาที่กำหนด  ให้ถือว่าคู่กรณีที่ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานนั้นไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนหรือยอมรับข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วแต่กรณีและให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาต่อไปตามที่เห็นเป็นการยุติธรรม

ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคสามหรือมีพฤติกรรมประวิงคดีให้ล่าช้า ศาลปกครองจะรายงานผู้บังคับบัญชา ผู้กำกับดูแล ผู้ควบคุม หรือนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือสั่งการหรือลงโทษทางวินัยต่อไปก็ได้ ทั้งนี้ โดยไม่เป็นการตัดอำนาจที่ศาลจะมีคำสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาล

การปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการเจ้าของสำนวน และพนักงานคดีปกครองให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

 

มาตรา 58  ก่อนวันนั่งพิจารณาคดี ให้ตุลาการเจ้าของสำนวนส่งมอบสำนวนคดีให้ผู้แถลงคดีปกครองพิจารณา และให้ผู้แถลงคดีปกครองจัดทำสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเห็นของตนในการวินิจฉัยคดีนั้นเสนอต่อองค์คณะพิจารณาพิพากษาและให้มาชี้แจงด้วยวาจาต่อองค์คณะพิจารณาพิพากษาในวันนั่งพิจารณาคดีนั้น และให้มีสิทธิอยู่ร่วมในการพิจารณาและในการประชุมปรึกษาเพื่อพิพากษาคดีนั้น และให้มีสิทธิอยู่ร่วมในการพิจารณา และในการประชุมปรึกษาเพื่อพิพากษาคดีนั้นได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในการวินิจฉัยคดีนั้น

ในการนั่งพิจารณาคดีใด ถ้าผู้แถลงคดีปกครองเห็นว่าข้อเท็จจริงในการพิจารณาคดีเปลี่ยนแปลงไป ให้ผู้แถลงคดีปกครองจัดทำสรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และความเห็นของตนขึ้นใหม่เสนอต่อองค์คณะพิจารณาพิพากษาเพื่อพิจารณาต่อไป

ให้อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นหรือประธานศาลปกครองสูงสุดแต่งตั้งผู้แถลงคดีปกครอง จากตุลาการศาลปกครองคนหนึ่งในศาลนั้นที่มิใช่ตุลาการในองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้น

ผู้แถลงคดีปกครองในศาลปกครองสูงสุดอาจแต่งตั้งจากตุลาการศาลปกครองชั้นต้นก็ได้

การแต่งตั้งและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แถลงคดีปกครองให้เป็นไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

บทบัญญัติในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับคดีที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

 

มาตรา 59  ในการพิจารณาคดี ให้องค์คณะพิจารณาพิพากษาจัดให้มีการนั่งพิจารณาคดีอย่างน้อยหนึ่งครั้งเพื่อให้คู่กรณีมีโอกาสมาแถลงด้วยวาจาต่อหน้าองค์คณะพิจารณาพิพากษา

ก่อนการนั่งพิจารณาคดีครั้งแรกให้ส่งสรุปข้อเท็จจริงของตุลาการเจ้าของสำนวนให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ในการนี้ให้คู่กรณีมีสิทธิยื่นคำแถลงรวมทั้งนำพยานหลักฐานมาสืบประกอบคำแถลงดังกล่าวเพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเพิ่มเติมต่อองค์คณะพิจารณาพิพากษาในวันนั่งพิจารณาคดีแต่จะไม่มาแถลงด้วยวาจาก็ได้

 

มาตรา 60  การนั่งพิจารณาคดีจะต้องกระทำโดยเปิดเผย

ในคดีเรื่องใดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ถ้าศาลปกครองเห็นสมควรจะห้ามมิให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแห่งคดี ซึ่งปรากฏจากคำคู่ความหรือคำแถลงของคู่กรณีหรือคำพยานหลักฐานที่ได้สืบมาแล้ว ศาลปกครองจะมีคำสั่งดังต่อไปนี้ก็ได้

(1) ห้ามประชาชนมิให้เข้าฟังการพิจารณาทั้งหมด หรือบางส่วนแล้วดำเนินการพิจารณาไปโดยไม่เปิดเผย หรือ

(2) ห้ามมิให้ออกโฆษณาข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ต่าง ๆ เช่นว่านั้น

ไม่ว่าศาลปกครองจะได้มีคำสั่งตามวรรคสองหรือไม่ มิให้ถือว่าการออกโฆษณาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแห่งคำพิพากษา หรือย่อเรื่องแห่งคำพิพากษาโดยเป็นกลางและถูกต้องเป็นการผิดกฎหมาย เว้นแต่ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี หรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ จะห้ามมิให้มีการเปิดเผยข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนแห่งคำพิพากษานั้นก็ได้

 

มาตรา 61  ให้ตุลาการศาลปกครองคนหนึ่งคนใดซึ่งได้รับมอบหมายจากองค์คณะมีอำนาจ  ดังต่อไปนี้

(1) มีคำสั่งเรียกให้หน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานทางปกครองหรือของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง

(2) มีคำสั่งเรียกให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐส่งวัตถุ  เอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือให้ความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือส่งผู้แทนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานทางปกครองนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำประกอบการพิจารณา

(3) มีคำสั่งเรียกให้คู่กรณีมาให้ถ้อยคำหรือนำพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา

(4) มีคำสั่งเรียกให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งพยานหลักฐานมาประกอบการพิจารณา

(5) ไต่สวนหรือมีคำสั่งในเรื่องใดที่มิใช่การวินิจฉัยชี้ขาดคดี ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ในกรณีจำเป็น ตุลาการศาลปกครอง หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากตุลาการศาลปกครองมีอำนาจไปตรวจสอบสถานที่ บุคคล หรือสิ่งอื่นใดเพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

 

มาตรา 62  ถ้าผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งจากศาลปกครองให้มาให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐานแล้ว ไม่ดำเนินการตามคำสั่งนั้นภายในระยะเวลาที่ศาลปกครองกำหนดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ศาล ปกครองจะสั่งให้จำหน่ายคดีเสียก็ได้

คดีที่ศาลปกครองได้สั่งจำหน่ายตามวรรคหนึ่ง  ถ้าภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ศาลปกครองมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี ผู้ฟ้องคดีแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลปกครองได้ว่าการที่ตนไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของศาลปกครองได้นั้น เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุอันสมควรศาลปกครองจะอนุญาตให้พิจารณาใหม่หรือฟ้องคดีใหม่ก็ได้

 

 

มาตรา 63  ตุลาการศาลปกครองในองค์คณะพิจารณาพิพากษาหรือผู้แถลงคดีปกครองอาจถูกคัดค้านได้ตามเหตุแห่งการคัดค้านผู้พิพากษาที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง รวมทั้งเหตุอื่นใดอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสียความยุติธรรม

การขอถอนตัวจากคดี การยื่นคำคัดค้าน การพิจารณาคำคัดค้าน การสั่งให้ผู้ถูกคัดค้านงดการปฏิบัติหน้าที่ และการสั่งให้ผู้อื่นเข้าปฏิบัติหน้าที่แทน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

การสั่งให้ตุลาการศาลปกครองผู้ถูกคัดค้านงดการพิจารณาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงการกระทำใด ๆ ของตุลาการศาลปกครองผู้ถูกคัดค้านที่ได้กระทำไปแล้ว

 

มาตรา 64  นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ ให้นำบทบัญญัติที่ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่อมีการละเมิดอำนาจศาลให้ศาลปกครองมีอำนาจสั่งลงโทษได้ดังนี้

(1) ตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้

(2) ไล่ออกจากบริเวณศาล

(3) ลงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การสั่งลงโทษฐานละเมิดอำนาจศาลพึงใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี และหากเป็นการสั่งลงโทษตาม (3) ให้องค์คณะอื่นที่มิใช่องค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นเป็นผู้พิจารณาและสั่งลงโทษ

 

มาตรา 65  ผู้ใดวิจารณ์การพิจารณาหรือการพิพากษาคดีของศาลปกครองโดยสุจริตด้วยวิธีการทางวิชาการ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล หรือดูหมิ่นศาลหรือตุลาการ

 

มาตรา 66  ในกรณีที่ศาลปกครองเห็นสมควรกำหนดมาตรการหรือวิธีการใด ๆ  เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่คู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีไม่ว่าจะมีคำร้องขอจากบุคคลดังกล่าวหรือไม่  ให้ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดมาตรการ หรือวิธีการชั่วคราวและออกคำสั่งไปยังหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปฏิบัติได้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตามวรรคหนึ่ง  ให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐและปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย

 

ส่วนที่ 3

คำพิพากษาหรือคำสั่งคดีปกครอง

                               

 

มาตรา 67  การทำคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง ถ้าจะต้องกระทำโดยตุลาการศาลปกครองหลายคน คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นจะต้องบังคับตามความเห็นของฝ่ายข้างมาก และในกรณีที่ตุลาการในศาลปกครองผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทำความเห็นแย้งไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น

 

มาตรา 68  ถ้าประธานศาลปกครองสูงสุดเห็นสมควรจะให้มีการวินิจฉัยปัญหาใดหรือคดีใดโดยที่ประชุมใหญ่ก็ได้ หรือมีกฎหมายหรือระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ให้วินิจฉัยปัญหาใด หรือคดีใดโดยที่ประชุมใหญ่ก็ให้วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่

ภายใต้บังคับมาตรา 63  ที่ประชุมใหญ่นั้นให้ประกอบด้วยตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทุกคนที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุด และให้ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานที่ประชุมใหญ่

คำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก  และถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

 

มาตรา 69  คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองของศาลปกครองอย่างน้อยต้องระบุ

(1) ชื่อผู้ยื่นคำฟ้อง

(2) หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี

(3) เหตุแห่งการฟ้องคดี

(4) ข้อเท็จจริงของเรื่องที่ฟ้อง

(5) เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย

(6) คำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดี

(7) คำบังคับ ถ้ามี โดยให้ระบุหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับไว้ด้วย

(8) ข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาถ้ามี

คำพิพากษาหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่งต้องลงลายมือชื่อของตุลาการศาลปกครองที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งนั้น  ถ้าตุลาการศาลปกครองคนใดมีเหตุจำเป็นไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นหรือประธานศาลปกครองสูงสุด แล้วแต่กรณี จดแจ้งเหตุดังกล่าวไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นด้วย

เมื่อศาลปกครองได้อ่านผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองในศาลปกครอง โดยเปิดเผยในวันใดแล้ว ให้ถือว่าวันที่ได้อ่านนั้นเป็นวันที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  ในการนี้ให้ศาลปกครองแจ้งให้คู่กรณีทราบกำหนดวันอ่านผลแห่งคำพิพากษา หรือคำสั่งนั้นเป็นการล่วงหน้าตาม  สมควร

ถ้าไม่มีคู่กรณีมาศาลปกครองในวันนัดอ่านผลแห่งคำพิพากษา หรือคำสั่งให้ศาลปกครองงดการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง แล้วบันทึกไว้และให้ถือว่าวันที่บันทึกเป็นวันที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

ให้สำนักงานศาลปกครองจัดให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองไว้ที่ศาลปกครองเพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดู หรือขอสำเนาที่มีการรับรองถูกต้องได้ โดยจะเรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ได้ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ ก.ศป. กำหนด

ให้สำนักงานศาลปกครองพิมพ์ เผยแพร่คำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีของศาลปกครองและความเห็นของผู้แถลงคดีปกครองตามมาตรา 58

 

มาตรา 70  คำพิพากษาศาลปกครองให้ผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับนับแต่วันที่กำหนดในคำพิพากษาจนถึงวันที่คำพิพากษานั้นถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขกลับหรืองดเสีย

ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้รอการปฏิบัติตามคำบังคับไว้จนกว่าจะพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ให้รอการบังคับคดีไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

 

มาตรา 71  ภายใต้บังคับบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งคำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ ให้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกได้ในกรณี ดังต่อไปนี้

(1) ในคำพิพากษาให้บุคคลใดออกไปจากสถานที่ใดให้ใช้บังคับตลอดถึงบริวารของผู้นั้นที่อยู่ในสถานที่นั้นด้วย เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิพิเศษอื่น

(2) ถ้าบุคคลใดได้เข้าเป็นผู้ค้ำประกันในศาลเพื่อการดำเนินการใด ๆ ตามคำพิพากษา หรือคำสั่งให้คำพิพากษาหรือคำสั่งใช้บังคับแก่การประกันนั้นได้โดยไม่ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันใหม่

(3) คำพิพากษาหรือคำสั่งเกี่ยวกับสถานะหรือความสามารถของบุคคลหรือนิติบุคคล บุคคลภายนอกจะยกขึ้นอ้างอิงหรือใช้ยันกับบุคคลภายนอกก็ได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า

(4) คำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวกับสิทธิแห่งทรัพย์สินใด ๆ  คู่กรณีที่เกี่ยวข้องอาจอ้างกับบุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกจะมีสิทธิดีกว่า

 

มาตรา 72  ในการพิพากษาคดี ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) สั่งให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งหรือสั่งห้ามการกระทำทั้งหมดหรือบางส่วนในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรค หนึ่ง (1)

(2) สั่งให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลปกครองกำหนด ในกรณีที่มีการฟ้องว่าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร

(3) สั่งให้ใช้เงินหรือให้ส่งมอบทรัพย์สินหรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการโดยจะกำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ไว้ด้วยก็ได้ ในกรณีที่มีการฟ้องเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการฟ้องเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง

(4) สั่งให้ถือปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในกรณีที่มีการฟ้องให้ศาลมีคำพิพากษาแสดงความเป็นอยู่ของสิทธิหรือหน้าที่นั้น

(5) สั่งให้บุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

ในการมีคำบังคับตามวรรคหนึ่ง (1) ศาลปกครองมีอำนาจกำหนดว่าจะให้มีผลย้อนหลังหรือไม่ย้อนหลังหรือมีผลไปในอนาคตถึงขณะใดขณะหนึ่งได้ หรือจะกำหนดให้มีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ ทั้งนี้ตามความเป็นธรรมแห่งกรณี

ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เพิกถอนกฎ ให้มีการประกาศผลแห่งคำพิพากษาดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา และให้การประกาศดังกล่าวมีผลเป็นการเพิกถอนกฎนั้น

ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำบังคับให้ผู้ใดชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินตามคำพิพากษา ถ้าผู้นั้นไม่ชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน ศาลปกครองอาจมีคำสั่งให้มีการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของบุคคลนั้นได้

ในกรณีที่ศาลปกครองมีคำบังคับตามวรรคหนึ่ง (5) หรือตามวรรคสี่ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในการพิพากษาคดี ให้ศาลปกครองมีคำสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนตามส่วนของการชนะคดี

 

มาตรา 73  การคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นนั้น  ให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง  ถ้ามิได้ยื่นอุทธรณ์ตามกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคดีนั้นเป็นอันถึงที่สุด

คำพิพากษาหรือคำสั่งตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง  คำสั่งเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลหรือคำสั่งอื่นใดที่ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาด

ในกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คำอุทธรณ์ใดมีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งไม่รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาก็ได้

คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดให้เป็นที่สุด

 

มาตรา 74  เมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของศาลปกครองต่างชั้นกันในประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกัน ขัดหรือแย้งกันให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด

ถ้าคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นที่สุดของศาลปกครองชั้นต้นด้วยกันมีการขัดหรือแย้งกันในประเด็นแห่งคดีอย่างเดียวกัน คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียจะยื่นคำร้องขอต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้มีคำสั่งกำหนดว่าจะให้ถือตามคำพิพากษาหรือคำสั่งใด คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด

 

มาตรา 75  ในกรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแล้ว  คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียหรืออาจถูกกระทบจากผลแห่งคดีนั้นอาจมีคำขอให้ศาล  ปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ในกรณีดังต่อไปนี้

(1) ศาลปกครองฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่  อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ

(2) คู่กรณีที่แท้จริงหรือบุคคลภายนอกนั้นมิได้เข้ามาในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี หรือได้เข้ามาแล้วแต่ถูกตัดโอกาสโดยไม่เป็นธรรมในการมีส่วนร่วมในการดำเนินกระบวนพิจารณา

(3) มีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม

(4) คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ทำขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดและต่อมาข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่ง  ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคู่กรณีหรือบุคคลภายนอกไม่ทราบถึงเหตุนั้นในการพิจารณาคดีครั้งที่แล้วมา โดยมิใช่ความผิดของผู้นั้น

การยื่นคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดี หรือมีคำสั่งใหม่ต้องกระทำภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้นั้น ได้รู้หรือควรรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้ แต่ไม่เกินห้าปีนับแต่ศาล  ปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด

 

หมวด 5

สำนักงานศาลปกครอง

                               

 

                    มาตรา 76  ให้มีสำนักงานศาลปกครองเป็นส่วนราชการที่เป็นหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ  มีฐานะเป็นนิติบุคคล

 

มาตรา 77  สำนักงานศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(1) รับผิดชอบในงานธุรการของศาลปกครอง

(2) ดำเนินการเกี่ยวกับคดีปกครองตามคำสั่งของศาลปกครอง

(3) ดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามคำบังคับของศาลปกครอง

(4) ศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของศาลปกครอง

(5) วิเคราะห์เหตุแห่งการฟ้องคดีปกครองเพื่อเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงวิธีปฏิบัติราชการต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง

(6) จัดพิมพ์และเผยแพร่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลปกครอง

(7) จัดให้มีการศึกษาอบรมและพัฒนาความรู้ของตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการฝ่ายศาล  ปกครอง  และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักกฎหมายมหาชน การบริหารราชการแผ่นดินและบุคลากรด้านกฎหมายมหาชน

(8) ปฏิบัติการอื่นตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้  หรือตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศาลปกครอง

 

                    มาตรา 78  ให้มีเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองขึ้นตรงต่อประธานศาลปกครองสูงสุด มีหน้าที่ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งราชการของสำนักงานศาลปกครอง และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในสำนักงานศาลปกครอง โดยมีรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการ

การแต่งตั้งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง  ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งโดยความเห็นชอบของ  ก.ศป. เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ในกิจการของสำนักงานศาลปกครองที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองเป็นผู้แทนของสำนักงานศาลปกครอง เพื่อการนี้  เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองจะมอบหมายให้บุคคลใดปฏิบัติราชการเฉพาะอย่างแทนก็ได้  ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ      ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

                    มาตรา 79  ให้มีพนักงานคดีปกครองทำหน้าที่ช่วยเหลือตุลาการเจ้าของสำนวน ในการดำเนินคดีปกครองตามที่ตุลาการเจ้าของสำนวนมอบหมาย  และปฏิบัติหน้าที่อื่นในสำนักงานศาลปกครองตามที่เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองมอบหมาย

ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีปกครองตามที่ตุลาการเจ้าของสำนวนมอบหมาย ให้พนักงานคดีปกครองเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา

 

มาตรา 80  คุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานคดีปกครองในระดับต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ศป.กำหนด

ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดสำนักงานศาลปกครองซึ่งมีคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งเป็นพนักงานคดีปกครอง

 

มาตรา 81  ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า ”คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง”  ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน รองประธานศาลปกครองสูงสุดคนที่หนึ่ง อธิบดีศาลปกครองกลาง เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองในระดับไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่ ก.ศป.กำหนดจำนวนสามคนซึ่งได้รับเลือกจากข้าราชการฝ่ายศาลปกครองด้วยกันตามวิธีการที่ ก.ศป.ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นกรรมการ

ให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครองแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเป็นเลขานุการ และผู้ช่วยเลขานุการ

 

มาตรา 82  กรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองที่ได้รับเลือกจากข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่ได้ แต่จะอยู่ในตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้

ถ้าตำแหน่งว่างลงก่อนครบวาระ  ให้ดำเนินการเลือกซ่อมภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง เว้นแต่วาระการอยู่ในตำแหน่งของกรรมการผู้นั้นจะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวันจะไม่ดำเนินการเลือกซ่อมก็ได้

 

กรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ซึ่งได้รับเลือกซ่อมให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

 

มาตรา 83  นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ  กรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองที่ได้รับเลือกจากข้าราชการฝ่ายศาลปกครองพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(1) ตาย

(2) ลาออก

(3) พ้นจากการเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(4) คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองทั้งหมดให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากกระทำการหรือมีพฤติการณ์ไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

 

มาตรา 84  ให้คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองมีอำนาจออกระเบียบ หรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ การเงินและทรัพย์สินและการดำเนินการอื่นของสำนักงานศาลปกครองโดยเฉพาะในเรื่อง ดังต่อไปนี้

(1) การแบ่งส่วนราชการภายในของสำนักงานศาลปกครองและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการดังกล่าว

(2) การกำหนดคุณสมบัติ  การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การทดลองปฏิบัติหน้าที่  ราชการ การย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน การออกจากราชการ การสั่งพักราชการการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน วินัย การสอบสวนและการลงโทษ ทางวินัย การร้องทุกข์  และการอุทธรณ์การลงโทษสำหรับข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(3) การรักษาราชการแทนและการปฏิบัติราชการแทนในตำแหน่งของข้าราชการฝ่ายศาล   ปกครอง

(4) การกำหนดวันเวลาทำงาน วันหยุดราชการตามประเพณี วันหยุดราชการประจำปี  และการลาหยุดราชการของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(5) การกำหนดเครื่องแบบและการแต่งกายของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(6) การจ้างและการแต่งตั้งบุคคล เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของศาลปกครอง รวมทั้งอัตราค่าตอบแทนการจ้างด้วย

(7) การแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อดำเนินกิจการใด ๆ ตามแต่จะมอบหมาย

(8) การบริหารจัดการงบประมาณและการพัสดุของสำนักงานศาลปกครอง

(9) การจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นแก่ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(10) การรักษาทะเบียนประวัติและควบคุมการเกษียณอายุของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(11) การกำหนดวิธีการ และเงื่อนไขในการจ้างลูกจ้างสำนักงานศาลปกครองรวมทั้งการกำหนดเครื่องแบบและการแต่งกาย  การกำหนดวันเวลาทำงาน  วันหยุดราชการตามประเพณี  วันหยุด    ราชการประจำปี  การลาหยุดราชการ และการจัดสวัสดิการหรือการสงเคราะห์อื่นของลูกจ้างสำนักงานศาลปกครอง

(12) การกำหนดกิจการอื่นที่อยู่ในอำนาจ และหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาล  ปกครอง

ระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ประธานกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเป็นผู้ลงนามและเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

 

มาตรา 85  การกำหนดตำแหน่งและการให้ได้รับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการ  พลเรือนในส่วนที่เกี่ยวกับข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลมทั้งนี้ คำว่า ”ก.พ.” ให้หมายถึงคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

 

มาตรา 86  อัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินประจำตำแหน่ง และการจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง  ให้นำบทบัญญัติที่ใช้บังคับแก่ข้าราชการพลเรือนในกฎหมายว่าด้วยเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

                    มาตรา 87  การบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองและการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ให้ผู้มีอำนาจดังต่อไปนี้เป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้ง

(1) การบรรจุและแต่งตั้งรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งโดยความเห็นชอบของ ก.ศป.เสนอต่อนายกรัฐมนตรีและให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคม-ทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งต่อไป

(2) การบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอื่นนอกจาก (1) ให้เลขาธิการสำนักงานศาล        ปกครองเป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้ง

 

มาตรา 88  การโอนข้าราชการฝ่ายศาลปกครองไปบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการในหน่วยงานของรัฐอื่น หรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือการโอนข้าราชการในหน่วยงานของรัฐอื่นหรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาบรรจุ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการฝ่ายศาลปกครองอาจกระทำได้ถ้าเจ้าตัวสมัครใจโดยผู้มีอำนาจสั่งบรรจุทำความตกลงกับเจ้าสังกัด และได้ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองกำหนดโดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการหรือคณะกรรมการพนักงานส่วนท้องถิ่นประเภทนั้น ๆ แล้วแต่กรณี

การบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่โอนมาเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ให้ดำรงตำแหน่งระดับใด และให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเท่าใด  ให้คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเป็นผู้พิจารณากำหนด แต่เงินเดือนที่จะให้ได้รับจะต้องไม่สูงกว่าข้าราชการฝ่ายศาลปกครองที่มีคุณวุฒิ ความสามารถ และความชำนาญงานในระดับเดียวกัน

เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาราชการ ให้ถือเวลาราชการหรือเวลาทำงานของผู้ที่โอนมาเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองตามวรรคหนึ่งในขณะที่เป็นข้าราชการหรือพนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เป็นเวลาราชการของข้าราชการฝ่ายศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

การโอนข้าราชการการเมืองและข้าราชการที่อยู่ในระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการมาเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้จะกระทำมิได้

 

มาตรา 89  ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

 

                    มาตรา 90  เมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภทของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองแล้ว ให้เสนอผลการสอบบัญชีโดยตรงต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี โดยไม่ชักช้า

 

                    มาตรา 91  ให้สำนักงานศาลปกครองเสนองบประมาณรายจ่ายต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของศาลปกครอง และสำนักงานศาลปกครองไว้ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี  หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ในการนี้ คณะรัฐมนตรีอาจทำความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณของศาลปกครองและสำนักงานศาลปกครองไว้ในรายงานการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วยก็ได้

 

 

มาตรา 92  ในการเสนอหรือพิจารณางบประมาณรายจ่าย  การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองหรือในการพิจารณาเรื่องใดเกี่ยวกับสำนักงานศาลปกครอง หรือศาลปกครองถ้าเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองร้องขอคณะรัฐมนตรี ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมา    ธิการที่เกี่ยวข้องอาจอนุญาตให้เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง หรือผู้ซึ่งเลขาธิการสำนักงานศาล        ปกครองมอบหมายมาชี้แจงได้

 

                    มาตรา 93  ให้สำนักงานศาลปกครองจัดทำรายงานการปฏิบัติงานของศาลปกครอง และของสำนักงานศาลปกครองเสนอต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาปีละหนึ่งครั้ง

 

บทเฉพาะกาล

                               

 

                    มาตรา 94  ในวาระเริ่มแรก ให้จัดตั้งศาลปกครองในภูมิภาค ดังต่อไปนี้

(1) ศาลปกครองขอนแก่น  ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น   โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกาฬสินธุ์  จังหวัดขอนแก่น  และจังหวัดมหาสารคาม

(2) ศาลปกครองชุมพร ตั้งอยู่ในจังหวัดชุมพร โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดระนอง

(3) ศาลปกครองเชียงใหม่  ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่  โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน

(4) ศาลปกครองนครราชสีมา  ตั้งอยู่ในจังหวัดนครราชสีมา  โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดชัยภูมิ  และจังหวัดนครราชสีมา

(5) ศาลปกครองนครศรีธรรมราช  ตั้งอยู่ในจังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดสุราษฎร์ธานี

(6) ศาลปกครองบุรีรัมย์  ตั้งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์  โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์

(7) ศาลปกครองพิษณุโลก  ตั้งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดตาก จังหวัดนครสวรรค์  จังหวัดพิจิตร  จังหวัดพิษณุโลก  จังหวัดเพชรบูรณ์  และจังหวัดสุโขทัย

(8) ศาลปกครองแพร่  ตั้งอยู่ในจังหวัดแพร่   โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดน่าน  จังหวัดพะเยา  จังหวัดแพร่ และจังหวัดอุตรดิตถ์

(9) ศาลปกครองยะลา ตั้งอยู่ในจังหวัดยะลา โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา

(10) ศาลปกครองระยอง  ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง  โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดตราด จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดสระแก้ว

(11) ศาลปกครองลพบุรี  ตั้งอยู่ในจังหวัดลพบุรี โดยมีเขตตลอดท้องที่ จังหวัดนครนายก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง

(12) ศาลปกครองสกลนคร  ตั้งอยู่ในจังหวัดสกลนคร โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสกลนคร

(13) ศาลปกครองสงขลา  ตั้งอยู่ในจังหวัดสงขลา  โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดตรังจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล

(14) ศาลปกครองสุพรรณบุรี  ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดอุทัยธานี

(15) ศาลปกครองอุดรธานี  ตั้งอยู่ในจังหวัดอุดรธานี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดอุดรธานี

(16) ศาลปกครองอุบลราชธานี  ตั้งอยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีเขตตลอดท้องที่จังหวัดยโสธร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ

 

มาตรา 95  ในกรณีที่มีการจัดตั้งและเปิดทำการศาลปกครองในภูมิภาคตามมาตรา 8 เพิ่มเติมในเขตศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองในภูมิภาคตามมาตรา 94 บรรดาคดีของเขตท้องที่ศาลปกครองในภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองในภูมิภาคตามมาตรา 94  ให้คงพิจารณาพิพากษาในศาลปกครองกลางหรือศาลปกครองในภูมิภาคนั้นต่อไป

 

มาตรา 96  ภายในระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มิให้นำมาตรา 21 วรรค หนึ่ง (3) มาใช้บังคับกับผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุดในระหว่างนั้น

ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ที่ได้รับ หรือมีสิทธิได้รับบำนาญปกติแล้วในขณะแต่งตั้ง ให้นำความในมาตรา 32 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา 97  การแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดครั้งแรก เมื่อพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้มีคณะกรรมการคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดประกอบด้วย ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสองคนซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกาผู้พิพากษาในศาลฎีกาสองคนซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาและได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการอัยการหนึ่งคน  ผู้แทนคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนหนึ่งคน ผู้แทนคณะกรรมการสภาทนายความหนึ่งคน ผู้แทนคณะนิติศาสตร์ หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสองคน และผู้แทนคณะรัฐศาสตร์หรือเทียบเท่าของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคนเป็นกรรมการ และให้กรรมการดังกล่าวเลือกกรรมการด้วยกันเองคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ

ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกข้าราชการฝ่ายศาลปกครองคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการ

 

มาตรา 98  ให้คณะกรรมการคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัตินี้และมีความรู้ความสามารถ และความประพฤติเหมาะสมที่จะแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ไม่เกินยี่สิบสามคน และให้นำความในมาตรา 15  วรรคหนึ่ง   มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้คณะกรรมการคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะคัดเลือกจากผู้ที่สนใจสมัคร   และผู้ที่สถาบันหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีคุณสมบัติ ตามมาตรา 13 (4) เสนอขึ้น  และให้บุคคลดังกล่าวแสดงหลักฐานผลงานทางวิชาการ หรือทางประสบการณ์ที่บ่งชี้ถึงความรู้ความสามารถที่เหมาะสมสำหรับตำแหน่งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเพื่อสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมที่สุดตามจำนวนที่กำหนดในวรรคหนึ่ง ในการนี้ให้เปิดเผยบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะคัดเลือกและรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้ทราบทั่วไป และเชิญชวนให้บุคคลในวงการกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินให้ข้อคิดเห็น และนำมาพิจารณาก่อนนำรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในชั้นที่สุดเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะกรรมการคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเป็นอันพ้นจากหน้าที่  และให้ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองสูงสุดด้วยกันเองเป็นประธานศาลปกครองสูงสุดหนึ่งคน  รองประธานศาลปกครองสูงสุดสองคน และตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดสี่คน และให้นำความในมาตรา 15 วรรคสอง  และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

มาตรา 99  ในระยะเริ่มแรกให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 98 คัดเลือกรายชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมที่จะแต่งตั้งเป็นอธิบดีศาลปกครองชั้นต้น รองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้นศาลละหนึ่งคน และตุลาการศาลปกครองชั้นต้นอีกไม่เกินหนึ่งร้อยสามสิบคน  และให้ดำเนินการตามมาตรา 98 วรรคสอง โดยอนุโลมก่อนเสนอรายชื่อให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

 

มาตรา 100  เมื่อมีการแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดตามมาตรา 98 และตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นตามมาตรา 99 แล้ว ให้วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี และประธานศาลปกครองสูงสุดดำเนินการให้มีการเลือกกรรมการตุลาการศาลปกครองภายในเก้าสิบวัน

 

มาตรา 101  ในระยะเริ่มแรกจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2544 มิให้นำมาตรา 30 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้นและรองอธิบดีศาลปกครองชั้นต้นได้รับเงินเดือนในขั้นต่ำของตำแหน่ง แต่ถ้าผู้ที่โอนมาเคยได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นต่ำของตำแหน่ง การให้ได้รับเงินเดือนอัตราใดให้เป็นไปตามที่ ก.ศ.ป.กำหนด

 

มาตรา 102  ในกรณีที่ผู้โอนมาเป็นตุลาการศาลปกครองหรือข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเป็นข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการอยู่แล้ว ก่อนวันที่บทบัญญัติหมวด 3 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่มิได้สมัครเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ

 

มาตรา 103  เมื่อได้มีการแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองตามมาตรา 98 และมาตรา 99  แล้วให้ประธานศาลปกครองสูงสุดประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดวันเปิดทำการศาลปกครองสูงสุด ศาล ปกครองกลาง และศาลปกครองในภูมิภาค สำหรับศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางต้องเปิดทำการไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราช-บัญญัตินี้ใช้บังคับ สำหรับศาลปกครองในภูมิภาคตามมาตรา 94 ให้ดำเนินการเปิดทำการตามความจำเป็นโดยคำนึงถึงการคัดเลือกตุลาการศาลปกครองที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องไม่น้อยกว่าปีละเจ็ดศาล

ในระหว่างที่เปิดทำการศาลปกครองในภูมิภาคตามมาตรา 94 ยังไม่ครบทุกแห่งให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมีอำนาจออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้ศาลปกครองในภูมิภาคที่เปิดทำการแล้วมีเขตอำนาจในจังหวัดใดที่อยู่ใกล้เคียงกับศาลปกครองนั้นเพิ่มเติมได้ตามที่สมควร

เมื่อได้มีประกาศวันเปิดทำการศาลปกครองกลางแล้ว บรรดาเรื่องที่ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณา หรือที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์แล้วแต่นายกรัฐมนตรียังมิได้สั่งการ ให้โอนไปเป็นคดีของศาลปกครองกลาง และถ้าศาลปกครองกลางเห็นว่าเป็นคดีตามมาตรา 9 ก็ให้พิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไป

เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดีปกครองของผู้ร้องทุกข์ ถ้าได้มีการเปิดทำการศาลปกครองในภูมิภาคแล้ว เมื่อเห็นสมควร ศาลปกครองกลางจะโอนคดีนั้นไปยังศาลปกครองในภูมิภาคที่มีเขตอำนาจก็ได้

การดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาคดีปกครองที่โอนมาตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดกำหนด ทั้งนี้ โดยไม่ขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

 

มาตรา 104  ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบหรือประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามมาตรา 84 ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับกับข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยอนุโลม โดยให้คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่เป็นคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายดังกล่าว

ในระยะเริ่มแรก ให้ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองทำการคัดเลือกข้าราชการฝ่ายศาลปกครองด้วยกันเองจำนวนสามคนเพื่อเป็นกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง โดยไม่ชักช้าในระหว่างที่ยังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งใดซึ่งเป็นกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองโดยตำแหน่งให้คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองประกอบด้วยกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเท่าที่มีอยู่

 

มาตรา 105  บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องหรืออยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอื่นอยู่แล้วในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และมีลักษณะเป็นคดีปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ศาลนั้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาต่อไปจนคดีนั้นถึงที่สุด

 

                    มาตรา 106  สิทธิร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นสิทธิฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม

 

มาตรา 107  ในวาระเริ่มแรกก่อนที่สำนักงานศาลปกครองจะได้รับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ให้ ก.ศป.จัดทำแผนงานในการดำเนินการของศาลปกครอง และแผนงานการจัดตั้งและการบริหารงานของสำนักงานศาลปกครองเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ และการบริหารงานตามแผนงานดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามแผนงานที่ ก.ศป.เสนอตามความจำเป็น

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ชวน หลีกภัย

นายกรัฐมนตรี

 

อ้างอิง : กฎหมายออนไลน์.2545. พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง

 

facebook comments:

โพสท์ใน กฎหมาย | แสดงความเห็น

สมัชชาครอบครัว กทม. 2555

สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดประชุมสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร ประจำาปี 2555 เมื่อวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2555 ระหว่างเวลา 08.00 – 16.30 น. ณ ห้องปรินซ์บอลรูม 3 ชั้น 11 โรงแรมปรินซ์ พาเลซ มหานาค กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นเวทีระดมความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคประชาชนในกรุงเทพมหานคร และสร้างเครือข่ายในชุมชนและระหว่างชุมชนกรุงเทพมหานครให้เกิดความเข้มแข็ง เพื่อให้ผู้นาและสมาชิกในชุมชน เป็นกลไกสาคัญในการช่วยลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งให้ชุมชนเหล่านี้สามารถเข้าถึงกองทุนป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2551 ของกรุงเทพมหานครเพื่อดาเนินการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของชุมชนได้ นายสมชาย เจริญอานวยสุข ผู้อานวยการสานักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์การประชุมสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร ประจาปี 2555 และกล่าวว่าสานักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวอยากเห็นการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจนทาให้ความรุนแรงเท่ากับศูนย์ (Zero Violence in Family) จึงได้จัดเวทีนี้ขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้คนทางานในพื้นที่ได้นาเอาประสบการณ์การทางานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเพื่อพัฒนาการทางานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครปราศจากความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้นข้อเสนอที่เป็นข้อเสนอที่สามารถนาไปปฏิบัติได้จริงหรือได้ผลจริงจากการจัดสมัชชาฯ จึงเป็นไปเพื่อการนาเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ครอบครัวแห่งชาติ (กยค.) ได้พิจารณาประกาศเป็นนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ สานักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และภาคีเครือข่ายยินดีให้การสนับสนุนเพื่อสร้างเสริมให้ครอบครัวกรุงเทพมหานครเข้มแข็งสามารถดารงความเป็นครอบครัวได้อย่างเป็นสุข นางสาวสุกฤตา สื่อเจริญ ผู้อานวยการสานักงานการสงเคราะห์ และสวัสดิภาพสังคม กรุงเทพมหานครชี้แจงแนวทางการสานต่อการดาเนินงานสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร ว่าจากการที่ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในจัดสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานครนั้น ก็เพื่อนาแนวทางที่ได้ไปสานต่อในการดาเนินงาน เพราะหากสามารถพัฒนาศักยภาพของครอบครัวเป็นหลักให้ดียิ่งขึ้น กรุงเทพมหานครมีวิสัยทัศน์ที่จะให้ครอบครัวเข้มแข็งมั่นคงอบอุ่น และสามารถทาบทบาทของครอบครัวให้เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ด้วยศักยภาพของตนเอง เพราะแต่ละครอบครัวมีความแตกต่างกันไปในบริบททที่แตกต่างกันจึงต้องส่งเสริมให้ครอบครัวที่แตกต่างกันเหล่านี้มีศักยภาพในการดูแลตนเองได้ กรุงเทพมหานครยังมีแผนการช่วยเหลือครอบครัวผ่านกองทุน เช่น กองทุนป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2551 ดังนั้นสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร ประจาปี 2555 จึงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะสามารถทาให้เกิดข้อเสนอที่จะนาไปสู่การปฏิบัติหรือนโยบายได้ในอนาคต

จากนั้นเป็นการอภิปราย เรื่อง “คณะกรรมการชุมชนกลไกสาคัญในการขับเคลื่อนฯ: ความร่วมมือของชุมชนกับการลดปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โดยมีผู้ร่วมอภิปรายคือ

1) นางจิรานันท์ ติณสุวรรณ หัวหน้ากลุ่มงานสุขภาพจิต กองสร้างเสริมสุขภาพ สานักอนามัย กรุงเทพมหานคร

2) นางเกษร ศรีอุทิศ ประธานชุมชนหลังไปรษณีย์สาเหร่

3) นางฐานิชชา ลิ้มพานิช ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว

4) นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และดาเนินรายการโดย นางเมทินี พงษ์เวช เลขาธิการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ซึ่งผลจากการอภิปรายสามารถสรุปได้ว่า ปัญหาที่ประชาชนในกรุงเทพมหานครเข้ามาใช้บริการคลินิกครอบครัวสมานฉันท์ที่เป็นปัญหาหลักคือปัญหาครอบครัว อาทิ ปัญหาตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ถูกทาร้ายร่างกายหรือการถูกกระทาความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่พบ คือ การหย่าร้าง การแยกทาง ซึ่งปัจจัยที่เป็นสาเหตุหลักของการหย่าร้างมักจะเป็นเรื่องของทัศนคติไม่ตรงกัน และการใช้ความรุนแรงในครอบครัว รวมไปถึงการนอกใจที่เป็นการกระทาความรุนแรงในครอบครัวอย่างหนึ่ง และตามสถิติพบว่าร้อยละ 17 ของครอบครัวไทย หรือประมาณ 3 ล้านครอบครัวเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นทุกปีอีกด้วย นอกจากนี้ปัญหาเรื่องของ “ค่านิยม” ที่เชื่อว่าสามีนั้นมีสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของภรรยา ส่วนภรรยาก็ต้องมีความอดทนและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวไม่ใช่เฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับเพศใดก็ได้ในครอบครัว แต่จากข้อมูลสถิติจากบ้านพักเด็กทั่วประเทศผู้กระทาความรุนแรงเป็นเพศชายถึง ร้อยละ 86 ผู้ถูกกระทาความรุนแรงมักเป็นเพศหญิงและเด็ก การทางานของคลินิกครอบครัวสมานฉันท์ คือ บริการการให้คาปรึกษาครอบครัว โดยมีการจัดอบรมนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ และพยาบาลวิชาชีพเพื่อทางานในคลินิกดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง ๖๘ แห่ง ในเขตกรุงเทพมหานคร และหากพบการใช้ความรุนแรง อาจจะต้องส่งต่อเครือข่าย เช่น มูลนิธิเพื่อนหญิงหรือมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เป็นต้น แต่หากพบผู้รับบริการที่มีปัญหาสุขภาพจิตรุนแรงจะส่งต่อไปยังสถานบาบัดรักษาทางสุขภาพจิตต่อไป ส่วนทางด้านมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวทางานแบบไม่ได้พึ่งโครงสร้างของรัฐที่มีอยู่ และมองว่าการมีกลุ่มเพื่อนจะช่วยให้เกิดที่พึ่ง ช่วยให้เกิดความมั่นใจ ช่วยให้เกิดเป็นแหล่งข้อมูล ดังนั้นเครือข่ายครอบครัว ก็คือ Social Support ที่สร้างความเอื้ออาทรทางสังคม ให้คาแนะนาปรึกษาในการดูแลจัดการตัวเองด้วยคุณภาพ มีกิจกรรมร่วมกัน และส่งเสริมกลุ่มสมาชิกพัฒนาเป็น “ชมรมครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว” ให้เกิดการบริหารจัดการกลุ่มเพื่อพัฒนาไปสู่การพึ่งตนเองได้ และมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ใช้วิธีการเปลี่ยนทัศนคติ ส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้าใจถึงสิทธิของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ให้เข้าใจถึงความเป็นบุคคลที่ไม่ควรถูกละเมิดสิทธิต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ปีแรกในชุมชนควรมีการให้ความรู้เรื่องมิติหญิงชายและเรื่องความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว รวมทั้งกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหัวใจหลักของการทางานในพื้นที่จากการทางานของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และชุมชนหลังไปรษณีย์สาเหร่ รวมทั้งข้อสรุปมติสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานครที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าคณะกรรมการชุมชนหรือผู้นาชุมชนเป็นหัวใจหลักและเป็นกลไกของการดาเนินงานเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาของคนในชุมชน รวมทั้งความร่วมมือ

จากสมาชิกทุกคนในชุมชนก็ยิ่งช่วยส่งเสริมให้การดาเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของคนในชุมชนสามารถประสบผลสาเร็จได้มากยิ่งขึ้น เพราะการจะทางานให้สาเร็จเจ้าของสถานการณ์ปัญหาควรจะเป็นผู้ดาเนินการด้วยตนเอง เพราะจะรู้จักพื้นที่ คนในพื้นที่และปัญหาได้ดีกว่าคนนอกชุมชน และคนในชุมชนไม่ควรฝากความหวังความช่วยเหลือจากภายนอกหรือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะอยู่ที่เดิม แต่ทว่าปัญหาที่พบคือ ชุมชนต่างๆ นั้นไม่สามารถดาเนินงานได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขาดความยั่งยืนในการพัฒนาและขาดงบประมาณ การที่จะทาให้กระบวนการเหล่านี้ยั่งยืนต้องมีส่งเสริมคนทางาน ด้วยการส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับคนในชุมชน ให้มีความรู้และมีทักษะ และสร้างความยั่งยืนในเรื่องของงบประมาณ ผู้เข้าร่วมอภิปรายมีความเห็นตรงกันว่า ภาครัฐควรจะส่งเสริมโอกาสในด้านการเข้าถึงแหล่งทุนอีกด้วย และถึงแม้กรุงเทพมหานครมีกองทุนป้องกันและแก้ไขการใช้ความรุนแรงในครอบครัว แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โอกาสในการเข้าถึงเป็นเรื่องยาก ต้องจดทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนก่อนจึงจะเขียนโครงการเสนอเพื่อขอการสนับสนุนงบประมาณได้ และคนในชุมชนยังขาดทักษะในการเขียนโครงการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว กรุงเทพมหานครควรจะได้มีการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น และภาครัฐมักมีโครงการเข้าไปให้ความรู้พื้นฐานเบื้องต้นแก่ชุมชน แต่ชุมชนเองต้องรวมกลุ่มกันวางแผนการดาเนินงานของชุมชน ดังนั้นคนในชุมชนควรได้รับการพัฒนาความสามารถ รวมถึงการเขียนโครงการของบประมาณ และการประชาสัมพันธ์ไปยังสื่อสาธารณะต่างๆ หน่วยงานภาครัฐต้องดูแลให้คณะกรรมการชุมชนมีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้ หรือส่งเสริมให้กลุ่มสมาชิกในชุมชนทางานแบบมีส่วนร่วมกับหน่วยงานสหวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานครที่ควรจะพัฒนาศูนย์รับแจ้งเหตุครอบครัวในชุมชนหรือคณะกรรมการชุมชน หากสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้ ก็จะสามารถลดปัญหาอื่นตามไปด้วย สุดท้ายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานครหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมมือกันกาหนดนโยบายให้ชัดเจนเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากนี้การมีพื้นที่ในชุมชน ทรัพยากรต่างๆ รวมถึงที่ปรึกษาจากภายนอก ก็เป็นปัจจัยที่จะเสริมให้เกิดความยั่งยืนของกลไกการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของชุมชนได้ ซึ่งจะเป็นการทางานไปพร้อมๆ กับการดาเนินการด้านนโยบายของภาครัฐ ในช่วงบ่ายเป็นการประชุมพิจารณาข้อเสนอในหัวข้อ “ชุมชนกับการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครเป็นมหานครปราศจากความรุนแรงในครอบครัว (Zero Violence in Family)” โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อย จากนั้นนาร่างข้อเสนอในการขับเคลื่อนเข้าสู่การรับรองมติจนได้ข้อเสนอต่อกรุงเทพมหานคร จากมติที่ประชุมสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร ประจาปี 2555 ดังนี้ สมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร มีมติต่อการขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครเป็นมหานครปราศจากความรุนแรงในครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวในชุมชน มีความมั่นคง เข้มแข็ง อบอุ่น และสามารถ

ทาบทบาทของครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ด้วยศักยภาพของตนเอง ภายใต้การสนับสนุนของกลไกในภาคส่วนต่างๆ ดังนี้

1. เสนอให้กรุงเทพมหานคร ประชาสัมพันธ์ให้ครอบครัว หรือชุมชนเข้าถึงกองทุนฯ ความรุนแรงในครอบครัวอย่างทั่วถึง ลดขั้นตอนในการสนับสนุนงบประมาณ และสนับสนุนงบประมาณกองทุนที่เป็นของชุมชนจัดการด้วยตนเองได้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืน

2. พัฒนาศักยภาพคนทางานให้มีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะในการทางานด้านครอบครัว และความรู้เรื่องการจัดการปัญหาและยุติความรุนแรงในครอบครัว ยกระดับสถานภาพของคนทางานของชุมชนให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งมีการประชาสัมพันธ์การดาเนินงานของชุมชน ผ่านสื่อสารมวลชนทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อท้องถิ่นอย่างสม่าเสมอ

3. รื้อฟื้นโครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว เช่น ศูนย์รับแจ้งเหตุครอบครัวในชุมชน ให้เป็นกลไกหลักในการทางานนี้ในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมการชุมชนเป็นกลไกร่วมในการขับเคลื่อน โดยหน่วยงานภาครัฐให้การรับรอง

4. ให้มีกลไกและระบบการจัดการที่เป็นศูนย์กลางของกรุงเทพมหานคร ในการดูแลด้านความรุนแรงในครอบครัวและสังคมในชุมชนของกรุงเทพมหานครทั้งหมด

5. ส่งเสริมให้มีพื้นที่เรียนรู้สาหรับครอบครัวในชุมชนโดยการบริหารจัดการของชุมชน โดยกรุงเทพมหานครและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนงบประมาณ ความรู้ เป็นพี่เลี้ยงในการทางาน

6. ให้กรุงเทพมหานครติดตามและประเมินผลการดาเนินงานตามมติสมัชชาครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เช่น มีการจัดเวทีเสวนาร่วมกันระหว่างชุมชนและกรุงเทพมหานครอย่างสม่าเสมอ ทั้งนี้ นางรัชนี สุดจิตร์ รองผู้อานวยการสานักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมการประชุมสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานคร ประจาปี 2555 ที่สละเวลาร่วมแสดงความคิดเห็น ร่วมพิจารณาข้อเสนอจนได้ร่างข้อเสนอ ในการขับเคลื่อนเข้าสู่การรับรองมติจนได้ข้อเสนอ ต่อกรุงเทพมหานคร พร้อมกล่าวให้กาลังใจสมัชชาครอบครัวกรุงเทพมหานครเพื่อให้เกิดการดาเนินงานขับเคลื่อนศักยภาพคณะกรรมการชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวของชุมชนในกรุงเทพมหานครต่อไป

 

facebook comments:

โพสท์ใน สาธารณสุข | แสดงความเห็น

สุขภาพชุมชน ( Community Health)

คำว่า สุขภาพชุมชน อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อนามัยชุมชน หมายถึง ภาวะแห่งการรวมเอา สุขภาพของบุคคลต่างๆ ในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสุขภาพอนามัยของแต่ละบุคคลจะดีได้ ก็ย่อมขึ้นกับสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจัยในการดูแลสุขภาวะในชุมชนได้แก่ การป้องกันโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การมีการสุขาภิบาลที่ดี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาวะสุขภาพของบุคคล โรคในความหมายโดยทั่วไป หมายถึง ความเจ็บป่วย หรือภาวะที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือขัดขวางการทำงานตามปกติของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หรือระบบใดระบบหนึ่ง จนปรากฏอาการ หรืออาการแสดงของร่างกายต่อสิ่งที่ทำให้เกิดโรค โรคสามารถจำแนกตามปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคโดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โรคไร้เชื้อ และโรคติดเชื้อ

1. โรคไร้เชื้อ หรือโรคไม่ติดต่อ หมายถึง โรคที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ใช่จุลินทรีย์มากระทำต่อ ร่างกาย เช่น สารเคมี ความร้อน แสง เสียง รังสี สารอาหารเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อรับเข้าไปในร่างกายในปริมาณมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือขัดขวางการทำงานตามปกติของอวัยวะในร่างกาย จนก่อให้เกิดโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคนิ่ว โรคเบาหวาน โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคพิษสุราเรื้อรัง คอพอก ขาดสารอาหาร และความแปรปรวนทางจิตใจ เป็นต้น

2. โรคติดเชื้อ หรือโรคติดต่อ หมายถึง โรคที่มีสาเหตุมาจากตัวเชื้อโรค ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส ริคเค็ทเซีย เชื้อรา และปรสิต ซึ่งตัวเชื้อโรคเหล่านี้ มีพิษที่สามารถถ่ายทอดจากแหล่งโรค ซึ่งอาจจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ได้ เมื่อบุคคลสัมผัสเชื้อนั้นๆ ในปริมาณที่มากพอ ก็จะเกิดอาการและอาการแสดงของโรค เช่น โรคอุจจาระร่วง โรควัณโรค โรคเอดส์ โรคเรื้อน โรคตับอักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า โรคแอนแทรกซ์ โรคเลปโตสไปโรซิส ไข้หวัดนก เป็นต้น
ในที่นี้ จะขอกล่าวถึง โรคติดต่อซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของปัญหาสุขภาพชุมชน เพราะโรคติดต่อ เป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง หรืออาจจะแพร่จากสัตว์ไปสู่คน การแพร่กระจายของโรคติดต่อ มีการแพร่กระจายได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. การติดต่อโดยตรง เป็นการแพร่กระจายของเชื้อ จากแหล่งแพร่เชื้อสู่คน หรือจากคน สู่คน โดยไม่ต้องผ่านสื่อหรือพาหะนำไป เช่น การสัมผัสโดยตรงจากผู้ติดเชื้อ การจาม การมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

2. การติดต่อโดยทางอ้อม เป็นการติดต่อโดยผ่านพาหะ หรือสื่อนำโรค เช่น น้ำ ซึ่งเป็น ตัวการสำคัญของการติดต่อโรคของทางเดินอาหาร เช่น โรคอหิวาตกโรค ไทฟอยด์ ตับอักเสบ เป็นต้น อาหาร เป็นแหล่งแพร่เชื้อได้จากการปรุงอาหาร การเก็บอาหาร การปนเปื้อนของอาหาร ผลจากเชื้อโรคในอาหารทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็สามารถเป็นแหล่งนำโรคได้ เช่น เข็มฉีดยา เครื่องมือผ่าตัด ผ้าปิดแผล ของใช้ส่วนตัวผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อ หากมี การใช้ร่วมกันอาจจะทำให้ติดโรคได้ เช่น โรคตับอักเสบ ดิน สามารถเป็นแหล่งนำโรคได้ เช่น โรคบาดทะยัก โรคแอนแทรกซ์ โรคฉี่หนู เป็นต้น อากาศ เป็นพาหะที่สำคัญของการติดต่อโรคทางเดินหายใจ จากการสัมผัสกับละออง ต่างๆที่เกิดจากการ ไอ จาม หรือพ่นสารเคมี หรือฝุ่นต่างๆที่ลอยอยู่ในอากาศ อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆในสิ่งแวดล้อม ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

2.6.1 โรคติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุข

1. โรคติดต่อจากอาหารและน้ำ โรคติดต่อจากอาหารและน้ำ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรคอุจจาระร่วง กลุ่มโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส กลุ่มโรคไขสันหลังอักเสบ และกลุ่มโรคหนอนพยาธิ
1.1 โรคอุจจาระร่วง หมายถึงโรคดังต่อไปนี้
1.1.1 โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีการถ่ายอุจจาระเหลวผิดปกติ ตั้งแต่สามครั้งขึ้นไป ในเวลา 24 ชั่วโมง และมีอาการไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าเกิน 4 สัปดาห์ ถือว่าเป็นโรคอุจจาระร่วงเรื้อรัง
1.1.2 โรคบิดเกิดจากเชื้อในกลุ่มชิเกลลา หรือโปรโตซัวและบิดที่ยังไม่สามารถระบุชนิด ได้
1.1.3 อาหารเป็นพิษ เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย สารพิษ หรือสารเคมี ในอาหาร
1.1.4 ไข้ไทฟอยด์ หรือเรียกว่าไข้เอ็นเทอริค เกิดจากเชื้อในกลุ่ม ซาลโมเนลลา (Salmonella)
1.1.5 อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อ ที่มีชื่อว่า Vibrio cholera ซึ่งเป็นโรคที่พบมีการระบาด มากในหน้าร้อน

1.2 กลุ่มโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคตับอักเสบมีหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ บี ซี ดี และอี แต่เพียงชนิดเอ เท่านั้น ที่ติดต่อทางอาหารหรือน้ำ กลุ่มอาการที่สำคัญได้แก่มีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตาเหลือง ตัวเหลือง ซึ่งอาจทำให้ตับวาย และเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งตับ โรคในกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ผู้ป่วยที่หายจากโรคนี้แล้วจะไม่เป็นโรคนี้อีกตลอดชีวิต

1.3 โรคไข้ไขสันหลังอักเสบ เรียกสั้นๆว่าโรคโปลิโอ เกิดจากเชื้อไวรัส ที่ชื่อ Poliovirus โดย การกินเข้าไปพร้อมกับอาหารหรือน้ำ เชื้อไวรัสนี้จะไปทำให้ไขสันหลังอักเสบ และทำลายเซลล์ ไขสันหลัง ทำให้ประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อถูกทำลาย และกล้ามเนื้อนั้นลีบเป็นอัมพาต โรคนี้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงด้วยการฉีดวัคซีน

1.4 โรคหนอนพยาธิ เกิดจากหนอนพยาธิต่างๆ เช่นพยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิใบไม้ เป็นต้น

2. โรคติดต่อทางเดินหายใจ โรคติดต่อทางเดินหายใจ หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องมาจาก การได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดย การหายใจ แต่อาการและสภาพจะเกิดกับอวัยวะในระบบทางเดินหายใจหรือระบบใดก็ได้ โรคที่สำคัญของโรคติดต่อจากการหายใจ และเป็นปัญหาสาธารณสุขมีดังนี้

2.1 โรคติดต่อจากการหายใจแบบเฉียบพลัน ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ต่อม ทอมซิลอักเสบ คอตีบ ปอดบวม กาฬโรคปอด จมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ ภาวะอุดตันทางเดินหายใจเฉียบพลัน หัด หัดเยอรมัน สุกใส

2.2 โรคติดต่อทางเดินหายใจแบบเรื้อรัง ได้แก่ ไอกรน ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ต่อมอดีนอยด์โตและอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ วัณโรคปอด ฝีในปอด อาการสำคัญที่พบในโรคติดต่อทางเดินหายใจ ได้แก่ อาการไข้ อาการไอ มีเสมหะ อาการ หายใจลำบาก อาการเจ็บหน้าอก ซึ่งอาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น ถ้าผู้ป่วยมีอาการเจ็บแสบร้อนบริเวณใต้กระดูกสันอก จะเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อที่หลอดลมใหญ่และหลอดลมคอ หรือถ้าเจ็บแปลบๆเหมือนมีดบาดในขณะหายใจ ผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดส่วนบน เป็นต้น ส่วนอาการที่เกิดโรคนอกระบบทางเดินหายใจ มักพบการเกิดตุ่มขึ้นบนผิวหนัง หลายลักษณะ เช่น ตุ่มเม็ดแดงๆ ตุ่มน้ำใส และตุ่มที่แตกแล้ว เช่น ตุ่มของโรคหัด หัดเยอรมัน ไข้ดำแดง หรือสุกใส เป็นต้น อาการตุ่มบนผิวมักจะปรากฎร่วมกับอาการทางเดินหายใจเสมอ

3. โรคติดต่อจากการสัมผัส โรคติดต่อจากการสัมผัส หมายถึง โรคติดต่อจากการสัมผัสระหว่างบุคคลที่เสี่ยงต่อโรคและเป็นโรค ซึ่งแหล่งโรคอาจเป็นคนหรือสัตว์ หรือสิ่งไม่มีชีวิต การสัมผัสโรคนั้น อาจเป็นการสัมผัสโดยตรง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การแตะต้องกัน หรือโดยอ้อม เช่นสัมผัสน้ำลาย หรือเสมหะ หรือสัมผัสผ่านเสื้อผ้า ของใช้ผู้ป่วย เป็นต้น โรคติดต่อจากการสัมผัสที่สำคัญ มีดังนี้

1.1 โรคติดต่อจากการสัมผัสสิ่งขับหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ หมายถึง การสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ซึ่งอาจจะสัมผัสจากการหายใจรดกัน การไอ การจาม การจูบ โรคที่พบได้แก่ ปอดบวม วัณโรคปอด ไอกรน โรคเรื้อน
1.2 โรคติดต่อจากการสัมผัสทางผิวหนัง ได้แก่ โรคซิฟิลิส โรคเชื้อราบนผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน โรคหิด โรคเหาและ โลน โรคสุกใส พยาธิปากขอ
1.3 โรคติดต่อจากการสัมผัสด้วยการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ โรคเอดส์ โรคหนองใน โรคซิฟิลิส โรคเริม โรคแผลริมอ่อน โรคหูด โรคตับอักเสบบี
1.4 โรคติดต่อจากการสัมผัสแบบอื่นๆ ได้แก่ โรคเยื่อบุตาอักเสบ จากการใช้มือไม่สะอาดขยี้ตา หรือการสัมผัสลมแรง หรือแสงจ้าๆ ทำให้เยื่อบุ ตาอักเสบ โรคหนองในที่ตาของทารก โรคเอดส์ในทารก และโรคซิฟิลิสในทารก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อผ่านรก จากแม่สู่ลูก

4. โรคติดต่อที่นำโดยสัตว์และแมลง โรคติดต่อที่นำโดยสัตว์ หมายถึง โรคติดต่อที่มีสัตว์เป็นพาหะนำโรคมาสู่คน ส่วนใหญ่คนจะติดโรคจากสัตว์ด้วยการสัมผัสหรือบริโภค โรคติดต่อที่นำโดยแมลง หมายถึง โรคติดต่อ ที่มีแมลงเป็นสื่อนำโรคมาสู่คนด้วยวิธีการต่างๆ

4.1 โรคติดต่อที่นำโดยสัตว์ สามารถแบ่งกลุ่มตามเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคได้ดังนี้

1.1.1 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคพิษ สุนัขบ้า โรคไข้หวัดนก
1.1.2 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคแอนแทรกซ์ โรคเล็ปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู
1.1.3 กลุ่มโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิ ได้แก่ โรคพยาธิตืดหมู โรคพยาธิตืดวัว โรคพยาธิ ใบไม้ในตับ โรคพยาธิตัวจี๊ด
1.1.4 โรคติดต่อที่นำโดยแมลง แบ่งกลุ่มตามเชื้อที่เป็นสาเหตุได้ดังนี้
1.1.4.1 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ โรคไข้เหลือง
1.1.4.2 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อริเค็ทเซีย ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ สครับ ไทฟัส ( Scrub typhus) ซึ่งนำโดยไรอ่อน
1.1.4.3 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ กาฬโรค นำโดย หนู ซึ่งเกิดการระบาดครั้งล่าสุดในปี 2537 ในประเทศอินเดีย
1.1.4.4 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคไข้ มาลาเรีย ที่นำโดยยุงก้นปล่อง
1.1.4.5 กลุ่มโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิ ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคเท้าช้าง นำโดยยุงเสือ ยุงรำคาญ และยุงลายบางชนิด

หลักในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ
1. การให้ความรู้กับชุมชนในเรื่องโรคติดต่อ
2. การรณรงค์ในช่วงเสี่ยงของการเกิดโรค
3. การส่งเสริมในการสร้างภูมิต้านทานด้วยการฉีดวัคซีน
4. การส่งเสริมสุขภาพ เช่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การงดเสพย์สิ่งของมึนเมา การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสะอาด
5. การกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ถูกหลักสุขาภิบาล
6. การควบคุมสัตว์และแมลงนำโรค
7. การค้นหาผู้ป่วยที่มีอาการในชุมชน และทำการรักษาพยาบาลผู้ป่วยให้หายขาดโดยเร็ว

การรายงานโรคตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ
• โรคติดต่อ
• โรคติดต่อต้องแจ้งความ
• โรคติดต่ออันตราย

ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง “โรคติดต่อ” ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2524

1.  อหิวาตกโรค                   2.  กาฬโรค                          3.  ไข้ทรพิษ
4.  ไข้เหลือง                        5.  ไข้กาฬหลังแอ่น               6.  คอตีบ
7.  ไอกรน                            8.  บาดทะยัก                       9.  โปลิโอ
10.  หัด                              11.  หัดเยอรมัน                   12. คางทูม
13.  สุกใส                          14.  ไข้หวัดใหญ่                 15.  ไข้สมองอักเสบ
16.  ไข้เลือดออก                 17.  โรคพิษสุนัขบ้า             18.  โรคตับอักเสบ
19.  ตาแดงจากไวรัส          20.  อาหารเป็นพิษ               21.  บิดแบซิลลารี่
22.  บิดอมีบา                     23.  ไข้รากสาดน้อย             24.  ไข้รากสาดเทียม
25.  ไข้รากสาดใหญ่           26.  สครัพไทฟัส                27.  มูรีนไทฟัส
28.  วัณโรค                       29.  โรคเรื้อน                      30.  ไข้จับสั่น
31.  แอนแทรกซ์                 32.  ทริคิโนสิส                    33.  คุดทะราด
34.  เลปโตสไปโรซิส          35.  ไข้กลับซ้ำ                     36.  โรคอุจจาระร่วง
37.  โรคแผลเรื้อรัง             38.  โรคเท้าช้าง                  39.  ซิฟิลิส
40.  หนองใน                     41.  หนองในเทียม              42.  กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง
43.  แผลริมอ่อน                 44.  แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ

ในปี พ.ศ. 2534 มีประกาศเพิ่มเติม โดยให้ เอดส์ จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อด้วย ดังนั้น มีโรคติดต่อทั้งหมด   รวม 45 โรค

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “ ชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ” ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2524
1.  อหิวาตกโรค                   2.  กาฬโรค                          3.  ไข้ทรพิษ
4.  ไข้เหลือง                        5.  คอตีบ                              6.  บาดทะยักในเด็กเกิดใหม่
7.  โปลิโอ                            8.  ไข้สมองอักเสบ                 9.  โรคพิษสุนัขบ้า
10.  ไข้รากสาดใหญ่           11.  แอนแทร็กซ์                    12.  ทริคิโนซิส
13.  ไข้กาฬหลังแอ่น         14.  คุดทะราดระยะติดต่อ

ในปี พ.ศ. 2541 มีประกาศเพิ่มเติม โดยให้ เพิ่ม AFP (Acute Flaccid Paralysis)  และปี พ.ศ. 2546 เพิ่ม โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความด้วย ดังนั้น มีโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ทั้งหมด   รวม 16 โรค
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “ ชื่อโรคติดต่ออันตราย” ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2524
1.  อหิวาตกโรค
2.  กาฬโรค
3.  ไข้ทรพิษ
4.  ไข้เหลือง
ในปี พ.ศ. 2546 มีประกาศเพิ่มเติม โดยให้ ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายด้วย ดังนั้น มีโรคติดต่ออันตราย ทั้งหมด   รวม 5โรค

•  โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

ระบาดวิทยาของโรค
โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือที่รู้จักกันในชื่อ SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome)  ลักษณะทางระบาดวิทยาที่สำคัญของโรค SARS โดยสังเขปคือ
อาการสำคัญ
ไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อเหมือนไข้หวัด ต่อมามีอาการหายใจลำบากเนื่องมาจากเกิด ปอดอักเสบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยจะมีอาการระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตประมาณร้อยละ 14 – 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด
เชื้อต้นเหตุ
ไวรัสในตระกูล Corona ซึ่งแตกต่างไปจากสายพันธุ์เดิมที่ก่อให้เกิดโรคในคนและสัตว์ เรียกชื่อไวรัสตัวใหม่นี้ว่า SARS Virus
การวินิจฉัย
อาศัยอาการและการฉายภาพรังสีปอดตามนิยามการเฝ้าระวังโรค
แหล่งรังโรค
คนป่วย
วิธีการติดต่อ
จากคนสู่คน โดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย (Droplet transmission) อันเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิด ยังไม่มีหลักฐานว่าการระบาดเกิดจากการแพร่เชื้อทางอากาศ แต่การระบาดล่าสุดในตึกอพาร์ตเมนท์หนึ่งของเกาะฮ่องกง พบว่าเชื้ออาจแพร่ทางอุจจาระของผู้ป่วยได้
ระยะฟักตัว
ตั้งแต่ 2 ถึง 10 วัน เฉลี่ยประมาณ 5 หรือ 6 วัน
ระยะที่เชื้อสามารถแพร่ได้
ส่วนใหญ่พบในช่วงที่มีอาการป่วยแล้วประมาณวันที่สามหรือสี่ ซึ่งมีอาการไข้ และมี อาการทางระบบหายใจชัดเจน พบปอดอักเสบโดยการฉายภาพรังสี ในระยะฟักตัวหรือระยะที่ยัง ไม่มีอาการ โอกาสแพร่เชื้อมีน้อยมาก
ประชากรกลุ่มเสี่ยง
บุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้แก่ บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วย สมาชิกในบ้านเดียวกัน และผู้สัมผัส ใกล้ชิดอื่นๆ (Close contacts) จากสถิติของประเทศต่างๆ โรคนี้เกิดในผู้ใหญ่ ในเด็กพบได้น้อย ไม่มีความแตกต่างทางเพศ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวหรือโรคอื่นอยู่เดิม
ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ
ยังไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้
การรักษา
ยังไม่มียาจำเพาะ
การควบคุมโรค
แยกรักษาผู้ป่วย (Isolation) ติดตามผู้สัมผัส (Contact tracing) ซึ่งต้องอาศัยระบบการเฝ้า
ระวังและการสอบสวนโรคที่รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน
•  โรคไข้หวัดนก
โรคไข้หวัดนกเป็นโรคติดต่อของสัตว์ประเภทนก ตามปกติโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ไม่ง่ายนัก แต่คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นโรคอาจติดเชื้อได้ โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนก ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ โรคอาจแพร่มายังสัตว์ปีกในฟาร์ม คนติดโรคได้โดยการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย เชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วย อาจติดมากับมือ และเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา ทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีระยะฟักตัว ซึ่งหมายถึง ตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ จนกระทั้งมีอาการ โดยส่วนใหญ่ประมาณ 2 ถึง 8 วัน (เฉลี่ย 4 วัน) โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัส อยู่ใน family Orthomyxoviridae, genus Influenzavirus)
ลักษณะอาการผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ   อ่อนเพลีย   เจ็บคอ    ไอ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ดี มักมีอาการรุนแรงได้ โดยจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก เนื่องจากปอดอักเสบรุนแรง ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก ผู้ที่ฆ่าหรือชำแหละสัตว์ปีก       ในพื้นที่ที่เกิดโรคไข้หวัดนกระบาด และชาวบ้านซึ่งสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยซึ่งเลี้ยงไว้ตามบ้าน หรือพักอาศัยในหมู่บ้านที่มีสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ
การติดต่อของเชื้อ
เชื้อจะอยู่ในส่วนของลำไส้ของสัตว์ปีกเป็นส่วนใหญ่ และพบได้ในระบบทางเดินหายใจของสัตว์ปีก เชื้อไวรัสไข้หวัดนกแพร่กระจายออกมากับอุจจาระ น้ำมูก สิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ดิน  พืช  สัตว์ปีกทุกชนิดสามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ   ทางปาก   ทางเยื่อบุต่างๆ หรือทางบาดแผล เชื้อมักปนเปื้อนมากับน้ำ อาหาร
ลักษณะการแพร่กระจายของเชื้อ
เป็นไปได้ 3 ทาง คือ

1. การแพร่กระจายระหว่างสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
เชื้อจะพบในอุจจาระของสัตว์ที่ติดเชื้อมาแล้วนาน 7-14 วัน หรือ มากกว่า 14 สัปดาห์ เชื้อชอบสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น และอุณหภูมิต่ำ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปุ๋ยคอก การแพร่กระจายระหว่างฟาร์ม เกิดจาก การเดินเข้าออกในฟาร์มโดยไม่ล้างเท้าและรองเท้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อนกป่า โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ เป็นตัวแพร่เชื้อที่ต้องระวังเช่นกัน นอกจากนี้เชื้ออาจพบเชื้อบนเปลือกไข่ได้ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งอาจแพร่เชื้อระหว่างการนำเข้าไปยังตู้ฟักการพัดของลมไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังฟาร์มอื่นได้ ส่วนใหญ่การแพร่เชื้อระหว่างฟาร์มเกิดจากการเคลื่อนย้ายรถ คน เครื่องมืออุปกรณ์ระหว่างฟาร์ม นอกจากนี้ แมลงวัน หนู และสัตว์ฟันแทะอื่นๆ ก็อยู่ในข่ายน่าสงสัยว่าจะแพร่เชื้อได้หรือไม่

2. การแพร่กระจายระหว่างสัตว์ปีก
การแพร่โรคระหว่างสัตว์ปีกหรือในฝูงสัตว์ปีก มักพบผ่านทางเดินหายใจ โดยเชื้อซึ่งมาจากน้ำคัดหลั่งของสัตว์ที่เป็นโรค จะฟุ้งกระจายในอากาศ นอกจากนี้ยังมาจากการสัมผัสอุจจาระสัตว์ป่วย

3. กระแพร่กระจายโรคจากสัตว์สู่คน
มนุษย์สามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ ทางปาก บาดแผลผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ซึ่งเชื้อมักจะปนเปื้อนมากับอุจจาระ    น้ำคัดหลั่งของสัตว์ป่วย     กลุ่มเสี่ยงได้แก่คนที่ทำงานในฟาร์ม        คนเชือดไก่ คนเลี้ยงสัตว์ปีก คนที่เดินผ่านตลาดซื้อขายสัตว์ปีก คนที่สัมผัสเนื้อสัตว์ปีกที่ปนเปื้อน คนที่สัมผัสไข่ไก่ที่ปนเปื้อนเชื้อ สามารถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

อาการของสัตว์ป่วย
ท่านสามารถสังเกตได้ดังนี้ สัตว์ปีกส่วนใหญ่จะตายอย่างปัจจุบันทันด่วน จนไม่สามารถสังเกตอาการได้ สัตว์ปีกที่ป่วยจะมีน้ำมูก ไอจาม หลอดลมอักเสบ ผอมแห้ง เบื่ออาหาร ท้องเสีย ไข่ลด ไข่นิ่ม ไข่มีรูปร่างผิดปกติ เหนียงบวม หงอนบวม หน้าบวม เปลือกตาบวม ข้อบวม หลอดลมบวมน้ำ มีจุดเลือดออกสีแดงคล้ำบริเวณ เหนียง หงอน และขา ของสัตว์ปีก การเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจมีอาการชักกระตุก

มาตรการหลักควบคุมโรคระบาดในสัตว์ปีก ดังนี้

1.  การแยกสภาวะภายนอก (Isolation)
2.  การควบคุมการเคลื่อนย้าย (Traffic Control)
3.  การจัดการสุขาภิบาลที่ดี (Sanitation)

อุณหภูมิและเวลาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส
ความร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง  หรือ  60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที

คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่

  1. ควรรับประทานเนื้อที่ปรุงให้สุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนมา ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรือพยาธิ จะถูกทำลายไปด้วยความร้อน
  2. รับประทานเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น งดการประทานอาหารที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ
  3. เลือกรับประทานไข่ที่ปรุงสุกอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาดในไก่

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบอาหาร

  1. ควรเลือกซื้อเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐาน หรือร้านค้าประจำ และเลือกซื้อไก่สดที่ไม่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจตายด้วยโรคติดเชื้อ เช่น มีเนื้อมีสีคล้ำ มีจุดเลือดออก เป็นต้น สำหรับไข่ ควรเลือกฟองที่ดูสดใหม่และไม่มีมูลไก่ติดเปื้อนที่เปลือกไข่ ก่อนปรุงควรนำมาล้างให้สะอาด
  2. ไม่ใช้มือที่เปื้อนมาจับต้องจมูก ตา และปาก และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์
  3. ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อไก่ และมีเขียงสำหรับหั่นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรือผัก ผลไม้ โดยเฉพาะ ไม่ใช้เขียงเดียวกัน

ผู้ชำแหละไก่

  1. ต้องไม่ซื้อไก่ที่มีอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หน้า หงอน หรือเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูก หรือขี้ไหล เป็นต้น หรือไก่ที่ตายมาชำแหละขาย
  2. ไม่ขังสัตว์ปีกจำพวก ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้ ๆ กัน เพราะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เชื้อโรคกลายพันธุ์ จนอาจเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ได้
  3. ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำผงซักฟอก และนำไปผึ่งกลางแดดจัด ๆ นอกจากนั้นอาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ 1- 2 ครั้ง
  4. หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง หรือจุดเนื้อตายสีขาวที่เครื่องใน หรือเนื้อมีสีผิดปกติ ต้องไม่นำไปจำหน่าย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที เพราะอาจเป็นโรคระบาด
  5. ต้องล้างบริเวณชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก และควรราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละไก่
  6. ผู้ชำแหละไก่ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  7. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง

ผู้ขนย้ายสัตว์ปีก

  1. งดซื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีสัตว์ตายมากผิดปกติ
  2. เมื่อขนส่งสัตว์เสร็จในแต่ละวัน ต้องรีบล้างทำความสะอาดรถให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก สำหรับกรงขังสัตว์ควรราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
  3. ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  4. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมและเครื่องป้องกันร่างกาย ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่

  1. เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์อื่น ๆ รวมทั้งนกทุกชนิด และสัตว์พาหะนำโรค เช่น หนู เป็นต้น เข้ามาในโรงเรือน เพราะอาจนำเชื้อโรคเข้ามาแพร่ให้ไก่ได้ นอกจากนั้นจะต้องรักษาความสะอาดในโรงเรือนให้ดีอยู่เสมอ และหากมีไก่ป่วยหรือตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที ต้องไม่นำไก่ป่วยหรือตายออกมาจำหน่าย และทำการกำจัดทิ้งตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด เช่น อาจฝังให้ลึกแล้วราดน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือปูนขาว หรือนำไปเผา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อมาสู่สัตว์หรือคน
  2. ผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการระบาด ไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องสัตว์ป่วย หรือซากสัตว์ที่ตาย
  3. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ เสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง

การป้องกันโรคให้แก่เด็ก

  1. เนื่องจากเด็กมักมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงรวมทั้งไก่และนก และหากติดเชื้อไข้หวัดนกมักป่วยรุนแรง ดังนั้นในช่วงที่มีโรคระบาดในสัตว์ปีก มีสัตว์ตายมากผิดปกติ พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรระมัดระวังดูแลเด็กให้ใกล้ชิด และเตือนไม่ให้เด็กอุ้มไก่หรือนก จับต้องซากสัตว์ที่ตาย และต้องฝึกสุขนิสัยที่ดี โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งหลังจับต้องสัตว์
  2. หากเด็กมีอาการป่วย สงสัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว โดยทั่วไปเมื่อได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้อง เด็กจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2 ถึง 7 วัน ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีอาการหอบ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

                2.6.2 การสุขาภิบาล  ( Sanitation)

การสุขาภิบาล  มาจากภาษาละตินว่า” Sanitas”  หมายถึง สุขภาพอนามัย  ดังนั้น การสุขาภิบาล  จึงหมายถึง การสร้างเสริมและรักษาสุขภาพอนามัย และสภาวะความมีสุขภาพดี  ซึ่งงานสุขาภิบาลมีหลายประเภท   เช่น  การสุขาภิบาลที่อยู่อาศัย      การสุขาภิบาลโรงเรียน      การสุขาภิบาลอาหาร         การกำจัดขยะมูลฝอย การกำจัดน้ำเสีย เป็นต้น  ซึ่งในที่นี้ จะได้กล่าวถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพอนามัยในชุมชน ได้แก่ การกำจัดขยะมูลฝอย และการกำจัดน้ำเสีย

                2.6.2.1 การกำจัดขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอย หมายถึง บรรดาสิ่งของที่ไม่ต้องการใช้แล้ว  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของแข็ง จะเน่าเปื่อยหรือไม่ก็ตาม รวมถึง เถ้า ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ ฝุ่น ละออง และเศษวัสดุที่ทิ้งจากครัวเรือน สถานที่ต่างๆ รวมถึงสถานที่สาธารณะ ตลาด และโรงงานอุตสาหกรรม  ยกเว้น อุจจาระและปัสสาวะของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งปฏิกูลที่ต้องการเก็บและกำจัดที่แตกต่างไปจากวิธีการจัดการ  ขยะมูลฝอย

วิธีกำจัดขยะมูลฝอย

วิธีการกำจัดขยะมูลฝอยที่สำคัญๆ มี5 วิธี ดังนี้

1. การถม  หมายถึง การนำขยะไปถม หรือทิ้งไว้ในที่ต่างๆ โดยปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังไป

ตามธรรมชาติ  ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ การถมบนพื้นดิน กับการทิ้งทะเล  ข้อดีของการถมดิน คือ เหมาะสำหรับการกำจัดขยะทางการเกษตร ซึ่งมีมากในชนบท และเป็นการช่วยให้เกิดปุ๋ยแก่พื้นดิน แต่มีข้อเสียคือ สามารถกำจัดได้เฉพาะขยะบางประเภท ไม่เหมาะสมกับการกำจัดขยะมูลฝอยในชุมชนเขตเมือง ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง  เพราะอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ  ส่วนการทิ้งทะเล มีข้อดีคือ ไม่ต้องเสียงบประมาณในการซื้อที่ดินสำหรับรวบรวมขยะมูลฝอย ไม่ต้องแยกประเภทขยะ ใช้ได้ดีกับขยะประเภทกัมมันตรังสี แต่มีข้อเสียคือ ขยะอาจถูกพัดลอยเข้าฝั่งได้ และถ้าขยะมีปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้ทะเลตื้นเขิน  และขยะบางประเภท อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเล

2. การฝัง วิธีนี้เหมาะสำหรับการกำจัดขยะในเขตชนบท ซึ่งมีพื้นที่มาก และสามารถนำ

ขยะไปเป็นปุ๋ยได้อีก การฝังจะต้องทำการขุดหลุมสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 0.5 – 1 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร แล้วนำดินที่กองปากหลุมเกลี่ยลงทับขยะประมาณ 10 เซนติเมตร กระแทกดินให้แน่นพอสมควร

3. การเผา  มีทั้งการเผากลางแจ้ง และการใช้เตาเผาขยะมูลฝอย  เหมาะสำหรับขยะ

ประเภทที่เผาไหม้ได้ เช่น กระดาษ หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง  ส่วนการใช้เตาเผาขยะ เหมาะสำหรับการใช้ในเขตเมือง เพราะเป็นวิธีที่มิดชิด และต้องมีปล่องไฟสูงพอที่จะไม่ทำให้ขี้เถ้าฟุ้งกระจาย  และเหมาะสำหรับแหล่งที่มีเนื้อที่ในการกำจัดขยะน้อย

4. การหมัก หมายถึง การเอาขยะมูลฝอยพวกที่สามารถย่อยสลายได้มาหมักทำเป็นปุ๋ย เช่นขยะจากตลาดสด ขยะจากงานกสิกรรม วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งกับท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพกสิกรรม

5. การนำขยะมูลฝอยไปทำแก๊สชีวภาพ  ขยะที่เหมาะแก่การนำไปทำแก๊สชีวภาพ ได้แก่ มูลหมู วัว ควาย เป็ด ไก่ เศษหญ้า เศษใบไม้

                                2.6.2.2 การกำจัดน้ำเสีย

น้ำเสียหมายถึง น้ำทิ้ง หรือน้ำที่เกิดจากการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ  ทำให้น้ำสกปรกขึ้นและปล่อยออกมาเป็นน้ำทิ้ง เช่น น้ำภายในอาคารบ้านเรือน น้ำจากการใช้ในกิจการอุตสาหกรรม  การขับถ่ายของเสีย บางครั้งน้ำเสียมักจะเรียกว่า น้ำโสโครก หรือเรียกว่า น้ำทิ้ง

แหล่งของน้ำเสีย

  1. น้ำเสียจากชุมชน เป็นน้ำเสียที่ระบายจากชุมชน เช่น ที่พักอาศัย โรงมหรสพ
  2. น้ำเสียจากอุตสาหกรรม เป็นน้ำเสียที่ระบายจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดจาก

กระบวนการต่างๆในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการล้างวัตถุดิบ การล้างเครื่องจักร เป็นต้น

  1. น้ำเสียจากการเกษตร เป็นน้ำเสียจากการระบายจากกิจการเกษตรกรรม ทั้ง  การเพาะปลูก และปศุสัตว์

 ระบบกำจัดน้ำเสียที่เหมาะสมสำหรับชุมชน

เนื่องจากน้ำเสียจากชุมชนในเขตเมืองส่วนใหญ่ จะมีสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบสูง  ง่ายต่อการสลายโดยวิธีทางชีวภาพ วิธีที่เหมาะสมโดยการกำจัดน้ำเสียโดยวิธีทางชีวภาพ  ได้แก่ ระบบถังเลี้ยงตะกอน ถังลานกรอง บ่อผันสภาพแบบเร็ว (บ่อผึ่งน้ำ หรือบ่อผึ่งแดด)  โดยอาศัยจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสิ่งสกปรก และอาศัยธรรมชาติช่วยมากที่สุด
สำหรับการป้องกันและควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้น     ทำได้โดยกำจัดสาเหตุของแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ทั้งขยะมูลฝอย และน้ำเสีย  รวมถึงการควบคุมดูแลสัตว์ และแมลงนำโรคต่างๆ  และต้องทำการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสะอาด  การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน เป็นต้น  เมื่อบุคคลในชุมชนมีสุขภาพอนามัยดี  จะสะท้อนถึงภาวะสุขภาพชุมชนที่ดีด้วยเช่นกัน

facebook comments:

โพสท์ใน สุขภาพ | แสดงความเห็น

มันเป็นเช่นนั้นเอง

 
 

facebook comments:

โพสท์ใน ศาสนา | แสดงความเห็น

ข่าวกระทรวงการคลัง

facebook comments:

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | แสดงความเห็น

ภาษีอากร

ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร

ภาษีอากร หมายถึง สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎร เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี

ภาษีอากรมีลักษณะเป็นการบังคับเก็บ ประชาชนทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบในการเสียภาษี วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินภาษีคือ นำไปใช้เพื่อสาธารณะหรือสังคมโดยรวม

  • วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี

1. เพื่อหารายได้ให้เพียงพอมาใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล

2. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายรายได้

3. เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

4. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

5. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

  • หลักการจัดเก็บภาษีที่ดีมี 6 ประการคือ

1. หลักความเป็นธรรม นับว่าสำคัญมากเนื่องจาก การจัดเก็บภาษีอากรที่เป็น

ธรรมจะมีส่วนช่วยยกระดับความสมัครใจในการเสียภาษีอากรของประชาชน

ได้มาก

2. หลักความแน่นอน เช่น

- ความแน่นอน และชัดเจนในตัวบทกฎหมาย

- ความแน่นอน และชัดเจนในวิธีปฏิบัติจัดเก็บ

- ความแน่นอนในด้านภาระภาษีว่าตกอยู่กับผู้ใด

- ความแน่นอนในการลดรายจ่ายของภาคเอกชน

- ความแน่นอนในการทำรายได้แก่รัฐบาล

3. หลักความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ เพื่อมิให้กระทบกระเทือนการตัดสินใจทาง

ธุรกิจของประชาชน

4. หลักอำนวยรายได้ ภาษีอากรที่ดีจะต้องมีลักษณะทำรายได้ให้กับรัฐบาลได้ดี

ได้แก่

- เป็นภาษีอากรที่มีฐานกว้าง

- การกำหนดอัตราภาษีที่ใช้หากมีลักษณะก้าวหน้าจนเกินไปอาจจะมี

ผลกระทบกระเทือนในด้านอื่นได้

5. หลักความยืดหยุ่น ภาษีอากรที่ดีจะต้องมีความยืดหยุ่น หรือปรับตัวเข้ากับการ

เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม เอื้ออำนวยต่อการบริหารการ

จัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. หลักประสิทธิภาพในการบริหาร ระบบภาษีอากรที่ดีต้องเป็นระบบที่สามารถ

จัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

-เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

-ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของหน่วยงานรับผิดชอบการจัดเก็บภาษี

สามารถจัดเก็บได้อย่างทั่วถึง เต็มเม็ดเต็มหน่วย

การนำหลักที่ดีของการจัดเก็บภาษี จะต้องคำนึงถึงแนวนโยบายของรัฐบาล และคำนึงถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย

  • โครงสร้างทั่วไปของภาษีอากร ประกอบด้วย

1. ภาระภาษี และการผลักภาระภาษี

2. ฐานภาษี

3. อัตราภาษี

4. องค์ประกอบอื่น ๆ

  • ภาระภาษี หมายถึงส่วนของรายได้แท้จริงที่ลดลงอันเนื่องมาจากการจัดเก็บภาษีอากร ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 นัย คือ

1. ภาระภาษีตามกฎหมาย หรือภาระภาษีอย่างเป็นทางการ หมายถึง ภาระในจำนวนหนี้

ภาษีอากรของผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้

2. ภาระภาษีทางเศรษฐกิจ หรือภาระภาษีที่แท้จริง หมายถึง ภาระภาษีที่ต้องตกอยู่กับ

บุคคลในขั้นสุดท้าย กล่าวคือ บุคคลผู้นั้นไม่สามารถผลักภาระภาษีต่อไปให้ผู้อื่นได้

อีกแล้ว

  • การผลักภาระภาษี (TAX SHIFTING)

การผลักภาระภาษี หมายถึง การที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายกำหนดถ่ายเท

หรือแบ่งภาระภาษีบางส่วนหรือทั้งหมดไปให้กับบุคคลอื่น มี 2 วิธี คือ

1. การผลักภาระภาษีไปข้างหน้า เช่น ผู้ผลิตซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษี

ที่เรียกเก็บจากสินค้า อาจผลักภาระภาษีไปให้ผู้บริโภคสินค้านั้นได้โดยการขึ้นราคาสินค้า

2. การผลักภาระภาษีไปข้างหลัง เช่น ผู้ผลิตซึ่งกฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษี

ที่เรียกเก็บจากสินค้า อาจผลักภาระภาษีไปให้เจ้าของปัจจัยการผลิตที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นได้ โดยการ

ลดค่าจ้างแรงงาน หรือกดราคาปัจจัยการผลิต

จากผลของการผลักภาระภาษี จะเห็นได้ว่าภาระภาษีที่แท้จริงมีโอกาสตกอยู่กับบุคคล

3 กลุ่ม คือ ผู้บริโภคสินค้า เจ้าของปัจจัยการผลิต และผู้ผลิตสินค้า ผู้ใดจะรับภาระภาษีที่แท้จริงไว้มาก

น้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถในการผลักภาระภาษีของผู้ผลิตสินค้านั้น

การผลักภาระภาษีจะกระทำได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้านด้วยกัน

เช่น

1. โครงสร้างของตลาด ระดับการแข่งขันของตลาด เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนด

ขอบแขตของการผลักภาระภาษีอากร เช่น ถ้าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันทางด้านผู้ผลิตน้อย หรือเป็นตลาดผูกขาด ผู้ผลิตย่อมมีอำนาจในการกำหนดราคาสินค้าได้มาก เพราะผู้ซื้อมีโอกาสเลือกซื้อสินค้าจากผู้ผลิตได้

ไม่มากราย ดังนั้น ผู้ผลิตจึงสามารถผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาสินค้าตามค่าภาษีอากร ได้ง่ายกว่ากรณีที่เป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันในระดับสูง

2. ลักษณะของสินค้า ก็มีส่วนกำหนดขอบเขตการผลักภาระภาษีได้ด้วย เช่น ถ้าเป็นสินค้าที่มีความคงทนถาวร เช่น ตู้เย็น โทรทัศน์ รถยนต์ ฯลฯ ผู้ผลิตก็สามารถเก็บรักษาสินค้าประเภทนี้ไว้ได้นานโดยไม่เสื่อมเสีย เพื่อรอช่วงจังหวะอันเหมาะสมที่จะสามารถผลักภาระภาษีไปให้แก่ผู้บริโภคได้มาก แต่ถ้าเป็นสินค้าเน่าเสียได้ง่าย เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ฯลฯ ผู้ขายจะเก็บสินค้าประเภทนี้ไว้ได้ไม่นาน ทำให้รอการรอจังหวะที่จะผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ลดน้อยลง ดังนั้นแม้ราคาสินค้าจะต่ำก็จำเป็นต้องขาย

3. ประเภทของภาษีอากร ก็มีส่วนสำคัญต่อการผลักภาระภาษี เช่น ภาษีท้องอ้อมเป็นภาษีที่ผลักภาระได้ง่ายกว่าภาษีทางตรง

  • ฐานภาษี(TAX BASE)

ฐานภาษี หมายถึง สิ่งที่เป็นมูลเหตุขั้นต้นที่ทำให้บุคคลต้องเสียภาษีอากร หรือ สิ่งที่ใช้เป็นฐานในการประเมินภาษีอากร เช่น ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือเงินได้สุทธิ ซึ่งก็คือเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว เป็นต้น

  • ฐานภาษี มี 3 ประเภท คือ

1. ฐานรายได้ เป็นฐานภาษีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดฐานหนึ่ง เพราะเชื่อว่ารายได้เป็นเครื่องวัดความสามารถในการเสียภาษี

(ability – to -pay) ของบุคคลได้ดีที่สุด ภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้มีทั้งที่เรียกเก็บจากรายได้ของบุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. ฐานการบริโภค หมายถึง การนำค่าใช้จ่ายในการบริโภคสินค้าหรือบริการมาเป็นฐานใน

การเรียกเก็บภาษีอากร เช่น ภาษีการขายทั่วไป ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต เป็นต้น ภาษีที่เก็บจากฐานการบริโภคนี้เป็นฐานภาษีที่สำคัญอีกฐานหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนา เพราะว่า ภาษีเก็บจากฐานการบริโภคเป็นภาษีที่เก็บค่อนข้างง่าย มีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษีที่จัดเก็บจากฐานรายได้ และกำลังการบริโภคของประชาชนโดยทั่วไปอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับการออม

3. ฐานทรัพย์สิน เป็นภาษีที่เก็บจาก

1. ทรัพย์สินเฉพาะอย่าง นิยมจัดเก็บจากทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์ประเภทที่ระบุหรือกำหนดมูลค่าได้ง่าย เช่น ภาษีรถยนต์ เก็บจากทรัพย์สินประเภทรถยนต์ ภาษีบำรุงท้องที่ของไทยเก็บจากทรัพย์สินประเภทที่ดินหรือภาษีโรงเรือนและที่ดิน เก็บจากทรัพย์สินประเภทโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวมกับที่ดิน ซึ่งโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่ เป็นต้น

2. ทรัพย์สินโดยรวม จะต้องนำมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดมารวมกัน เพื่อเป็นฐานใน

การประเมินภาษี ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารจัดเก็บให้ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยอยู่มาก ทั้งในด้านการติดตามรวบรวมทรัพย์สินของผู้เสียภาษีแต่ละรายให้ครบถ้วน และในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินบางประเภท เช่น เพชรพลอย ศิลปวัตถุทั้งหลาย นอกจากฐานภาษีสำคัญ 3 ฐาน ที่กล่าวมานี้แล้ว ในการเรียกเก็บภาษีโดยทั่วไปยังมีฐานภาษี

อย่างอื่น เช่น การจัดเก็บภาษีรัชชูปการ ซึ่งเรียกเก็บเป็นรายหัวจากชายฉกรรจ์ แท่นการเข้ารับราชการทหาร การจัดเก็บภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเรียกเก็บจากผู้ถือสัญชาติไทย หรือจากคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเป็นรายครั้งของการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ค่าใบอนุญาตต่างด้าว ซึ่งเก็บจากคนต่างด้าวที่ได้ขออนุญาตมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย เป็นต้น

  • อัตราภาษี(TAX RATE)

ในการกำหนดภาระภาษีสำหรับภาษีอากรแต่ละประเภทแล้ว ยังมีการกำหนดขอบเขตของสิ่งที่จะใช้เป็นฐานภาษีแล้ว ยังต้องกำหนดโครงสร้างอัตราภาษี เพื่อให้ได้จำนวนหนี้ภาษี ซึ่งหมายถึง ผลลัพธ์ที่ได้จากการนำฐานภาษีไปคำนวณตามอัตราภาษีที่ผู้เสียภาษีมีหน้าที่ต้องชำระ

อัตราภาษีแบ่งออกเป็น

1.อัตราคงที่ หรืออัตราตามสัดส่วน

2. อัตราก้าวหน้า

3. อัตราถอยหลัง

ดังนั้น การพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีว่าเป็นโครงสร้างอัตราภาษีแบบก้าวหน้า ถอยหลัง หรือคงที่ กระทำได้ 2 วิธี คือ

1. พิจารณาเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ต้องเสียกับสิ่งที่เป็นฐานภาษี

2. พิจารณาเปรียบเทียบจำนวนภาษีที่ต้องเสียกับรายได้ของผู้รับภาระภาษีที่แท้จริง

องค์ประกอบอื่น ๆ ได้แก่

1. ระบบการชำระภาษี

2. วิธีขจัดข้อโต้แย้งทางภาษีอากร

3. การบังคับใช้กฎหมายภาษีอากร

การจำแนกประเภทภาษีอากร

1. จำแนกประเภทตามระดับรัฐบาลผู้จัดเก็บ มี 2 ประเภทคือ

1.1 ภาษีอากรที่จัดเก็บโดยรัฐบาลกลาง หรือภาษีระดับประเทศ (NATIONAL TAXES)

1.2 ภาษีอากรที่จัดเก็บโดยรัฐบาลท้องถิ่น (LOCAL TAXES)

2. จำแนกประเภทตามหลักการผลักภาระภาษี มี 2 ประเภท คือ

2.1 ภาษีทางตรง

2.2 ภาษีทางอ้อม

3. จำแนกประเภทตามวิธีการประเมินภาษี มี 2 ประเภท คือ

3.1 ภาษีตามราคา หรือตามมูลค่า

3.2 ภาษีตามปริมาณ หรือตามสภาพ

4. จำแนกประเภทตามหลักเกณฑ์อื่น ๆ เช่น

4.1 จำแนกประเภทตามฐานภาษี มี 3 ประเภท คือ

4.1.1 ภาษีเก็บจากฐานรายได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้

นิติบุคคล ฯลฯ

4.1.2 ภาษีเก็บจากฐานภาษีการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีการซื้อ

ภาษีสรรพสามิต ภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ฯลฯ

4.1.3 ภาษีเก็บจากฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

ภาษีบำรุงท้องที่ ภาษีรถยนต์ ฯลฯ

4.2 จำแนกประเภทภาษีอากรตามอัตราภาษี

4.2.1 ภาษีอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้

นิติบุคคล(ของบางประเภท)

4.2.2 ภาษีอัตราตามสัดส่วน เช่น ภาษีการค้า ภาษีการขาย ภาษีเงินได้

นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม

4.2.3 ภาษีอัตราถอยหลัง เช่น ภาษีบำรุงท้องที่ (ของไทย) ฯลฯ

4.3 จำแนกประเภทภาษีอากรตามลักษณะการใช้เงินภาษี แบ่งออกเป็น

4.3.1 ภาษีเพื่อกิจการทั่วไป

4.3.2 ภาษีเพื่อกิจการเฉพาะอย่าง

4.4 จำแนกประเภทภาษีอากรตามความถาวรของกฎหมายภาษีอากร

4.4.1 ภาษีถาวร หรือภาษีปกติ คือ ภาษีที่จัดเก็บอยู่เป็นปกติประจำ มีลักษณะ

ถาวรจนกว่าจะมีกฎหมายยกเลิกไป

4.4.2 ภาษีชั่วคราว คือ ภาษีที่จัดเก็บเป็นการชั่วคราวในเวลาที่มีเหตุการณ์

ฉุกเฉิน หรือเพื่อการหนึ่งการใดในแต่ละช่วงเวลา เมื่อสิ้นเหตุฉุกเฉิน

หรือเมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในช่วงเวลานั้น

การจัดเก็บภาษีก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจหลายด้าน ที่สำคัญคือ ผลกระทบด้านการ

จัดสรรทรัพยากร ด้านการกระจายรายได้ และผลกระทบต่อผลผลิตของชาติ

การหลบหนีภาษี หมายถึง การไม่เสียภาษีอากร หรือเสียน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ด้วยวิธีการที่ผิด

กฎหมาย

การหลีกเลี่ยงภาษีอากร หมายถึง การไม่เสียภาษีอากร หรือเสียน้อยกว่าที่ควรจะเสีย โดยอาศัย

ช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย แต่ถือได้ว่าขัดต่อ

  • เจตนารมณ์ของกฎหมาย

นโยบายภาษีอากร เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ควรมีบทบาทที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจ นโยบายภาษีอากรจะมีผลกระทบต่อประชาชนทุกคนในประเทศทั้งทางตรงและทางอ้อม

นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบด้วย

1. นโยบายการคลัง

2. นโยบายการเงิน

3.นโยบายราคาและรายได้

นโยบายภาษีอากรก่อให้เกิดผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศ

โดยรวม และยังกระทบต่อบุคคลด้วย รัฐบาลสามารถใช้กลไกทางภาษีอากรเพื่อจัดสรรทรัพยากร

ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคมได้ และสามารถใช้ภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาการ

ว่างงาน หรือปัญหาภาวะเงินเฟ้อได้ ช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ

  • นโยบายการคลัง

เนื่องจากการคลังของรัฐบาลมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ รายจ่ายของรัฐบาล รายได้ของ

รัฐบาล และการกู้ยืม หรือการก่อหนี้สาธารณะ ดังนั้น นโยบายการคลังจึงประกอบด้วย

1. นโยบายรายจ่าย

2. นโยบายรายได้

3. นโยบายหนี้สาธารณะ

ซึ่งนโยบายทั้ง 3 ด้านนี้มีความผูกพันกันอยู่ในรูปของงบประมาณแผ่นดิน บางครั้ง นโยบายการคลังจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า นโยบายงบประมาณ

  • นโยบายการเงิน

องค์ประกอบที่สำคัญของนโยบายการเงินจะอยู่ที่ระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

ระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปก็จะมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้าน

ต่าง ๆ เช่น ถ้ามีระดับปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ก็จะทำให้อัตราดอกเบี้ยลดต่ำลง มี

การกู้ยืมเงินไปลงทุน และกู้ยืมไปเพื่อการอุปโภคบริโภคมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว ในทางตรงกัน

ข้าม หากปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจอยู่มีน้อยเกินไป อัตราดอกเบี้ยก็จะสูงขึ้น การกู้ยืมเงินเพื่อนำไป

ลงทุน หรือใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภคก็จะมีน้อยตามไปด้วย อันจะมีผลให้ระบบเศรษฐกิจหดตัว และ

อาจชักนำให้เกิดปัญหาการว่างงานได้

  • นโยบายราคาและรายได้

นโยบายใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารเศรษฐกิจ นอกจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน คือ นโยบายราคาและรายได้
นโยบายราคาและรายได้ คือ นโยบายทางเศรษฐกิจที่ช่วยในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงของระดับราคาสินค้าและรายได้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาเสถียรภาพของราคาและรายได้ไว้เป็นหลัก แก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อ และยังสามารถช่วยให้การกระจายรายได้มีลักษณะเป็นธรรมมากขึ้น และช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากกขึ้นด้วย

สรุป นโยบายทุกประเภทของรัฐบาลล้วนมีเป้าหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจ

ในด้านต่าง ๆ ด้วยกันทั้งสิ้น นโยบายภาษีอากรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการคลัง จึงมีความ

เกี่ยวพันกับนโยบายทางเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างหลีกเลี่ยงมิได้

การปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารภาษีอากร อาจทำได้ดังนี้

1. ปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร

2. ปรับปรุงกฎหมายภาษีอากร

3. ปรับปรุงด้านเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษี

4. นำเอาความรู้และวิทยาการใหม่ ๆ มาใช้ในการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร

5. การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมทางด้านภาษี

  • นโยบายการเงิน

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยมีสาเหตุหลายประการ ได้แก่ การเปิดเสรีภาคการเงินโดยขาดมาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการกู้เงินเข้ามาจำนวนมากผ่านทางธุรกรรมวิเทศธนกิจประเภท out-in แทนที่จะเป็นการทำธุรกรรมแบบ out-out ตามวัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาระบบการเงินของประเทศไทย และนำเงินทุนเหล่านั้นไปลงทุนในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เนื่องจากมีต้นทุนการกู้เงินที่ต่ำจากนอกประเทศจากการที่รัฐบาลไทยมีนโยบายดำรงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้า แต่เมื่อภาวะเศรษฐกิจผกผัน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ธุรกิจอ่อนแอหรือล้มละลายเนื่องจากไม่สามารถส่งดอกเบี้ยและขอต่อสัญญาเงินกู้ต่อได้ ย่อมทำให้เป็นหนี้ที่เป็นปัญหาของสถาบันการเงินต่าง ๆ จนในที่สุดเป็นปัญหาสำคัญต่อสถาบันการเงินทั้งระบบ สาเหตุประการที่สอง ได้แก่ การที่ทางรัฐบาลจัดการกับปัญหาของสถาบันการเงินไม่เด็ดขาดและล่าช้า จนลุกลามให้เกิดความเสียหายต่อภาคการเงิน ปัญหาการแก้ไขสถาบันการเงินเริ่มตั้งแต่ปัญหาของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ เป็นต้นมา และสาเหตุที่สำคัญประการต่อมา คือ ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนเป็นสาเหตุนำมาซึ่งการโจมตีค่าเงินบาท จากการที่นักวิเคราะห์ต่างประเทศวิเคราะห์ว่าค่าเงินบาทของไทยมีค่าแข็งมากเกินไปจากระดับพื้นฐานที่อ่อนแอในขณะนั้น แต่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ จนเป็นเหตุให้ประเทศไทยเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบ Managed float ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นนักลงทุนต่างประเทศก็ยังไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้ยังคงมีเงินทุนไหลออกเป็นจำนวนมาก

ภายใต้การดำเนินนโยบายการเงินแบบกำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน เป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Key Policy Rate) ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการเงินจะส่งสัญญาณทางการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา และเพื่อให้อัตราเงินเฟ้อเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะทำธุรกรรมต่างๆ ในตลาดการเงิน เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงิน ที่สำคัญคือการซื้อ/ขายพันธบัตรในตลาดซื้อคืนพันธบัตร และ การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Swap)

  • สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ เป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวเมื่อกลางปี 2540 ทำให้ธปท.สามารถดำเนินนโยบายการเงินภายในประเทศอย่างมีอิสระ มากขึ้น โดยธปท.ไม่จำเป็นต้องรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ ณ อัตราที่กำหนด ดังนั้น การเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรงของธปท.จึงลดลงในการประเมินผลกระทบของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ เพื่อที่จะตัดสินใจว่าควรมีการ ชดเชย (sterilize) ผลกระทบทางการเงินนั้นหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับการประเมินการเปลี่ยนแปลงของสภาพคล่องโดยรวม และการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยตลาดเงิน ซึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึง ได้แก่ การเบิกจ่ายเงินคงคลังของภาครัฐ ฐานะการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ และภาระผูกพันที่ครบกำหนดกับธปท.

ในฐานะที่ธปท.เป็นตัวแทนทางการเงินของรัฐบาล ธปท.จึงมีหน้าที่ในการออกจำหน่าย และเก็บรักษาพันธบัตรรัฐบาล โดยขณะนี้ ธปท.ได้จัดตั้งระบบ “Primary Dealership” เพื่อคัดเลือกสถาบันการเงินที่มีความพร้อมเป็นคู่ค้าหลักของธปท. ซึ่งสถาบันการเงินดังกล่าวจะมีส่วนร่วมในการประมูลและจัดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาล นอกจากนี้ คู่ค้าหลักของ ธปท. ยังมีหน้าที่จัดการ สภาพคล่องในตลาดรองตราสารหนี้ โดยการตั้งราคาเสนอซื้อ/เสนอขายของหลักทรัพย์รัฐบาล ซึ่งช่องทางดังกล่าวจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการควบคุมดูแลสภาพคล่องของระบบการเงิน รวมทั้งช่วยให้ตลาดการเงินมีความลึกและกว้างเพิ่มขึ้น

  • มาตรการป้องกันการลักลอบน้ำมัน

ปัจจุบันนำมันมีราคาที่สูงมาก ประกอบกับเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในภาวะตกต่ำ ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพหลายกลุ่มได้หาประโยชน์จากการลักลอบนำน้ำมันเข้ามาในประเทศ เพราะว่าผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่ากับความเสี่ยงน้ำมันที่ลักลอบในปัจจุบันมี 3 ประเภทคือ

1. น้ำมันลักลอบนำเข้า

2. น้ำมันที่แจ้งส่งออก แต่ไม่ส่งออกจริงแล้วมาขอคืนหรือยกเว้นภาษี

3. น้ำมันปลอมปนด้วยสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน

  • กรมสรรพสามิตมีมาตรการในการป้องกัน ดังนี้

1. น้ำมันลักลอบนำเข้า

สถานที่เก็บน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 200,000 ลิตรขึ้นไป ต้องแจ้งชื่อคลังเก็บน้ำมัน ชื่อผู้รับผิดชอบ สถานที่ตั้ง ขนาดความจุ และจำนวนภาชนะที่ใช้เก็บน้ำมันให้ เจ้าหน้าที่สรรพสามิตทราบ

การรับนำมันดีเซลหมุนเร็วเข้าเก็บในคลังไม่ว่าจำนวนเท่าใด หรือการนำน้ำมันดีเซล

หมุนเร็วออกจากคลังตั้งแต่ 50,000 ลิตรขึ้นไป ต้องเจ้งเจ้าหน้าที่สรรพสามิตทราบ

ล่วงหน้าทุกครั้ง พร้อมรายละเอียด

การขนย้ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีปริมาณตั้งแต่ 5,000 ลิตรขึ้นไป จะต้องมีใบกำกับ

การขนส่งไปกับน้ำมันทุกครั้ง

ให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตประจำโรงกลั่นน้ำมันหรือเจ้าหน้าที่สรรพสามิตแห่งท้องที่ที่คลังน้ำมันต้นทางตั้งอยู่ แจ้งวัน เวลา ยานพาหนะ และปริมาณน้ำมันที่ทำการขนย้ายให้เจ้าหน้าที่สรรพสามิตปลายทางและกรมสรรพสามิต (ณ ห้องปฏิบัติการกรมสรรพสามิต) ทราบทุกครั้งที่มีการขนย้ายน้ำมันเพื่อเป็นข้อมูลในการติดตาม ตรวจสอบ

ติดตั้งมิเตอร์น้ำมันอัตโนมัติที่คลังน้ำมันชายฝั่ง ปัจจุบันได้ติดตั้งมิเตอร์น้ำมันอัตโนมัติ ณ คลังน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเสร็จเรียบร้อยแล้วจำนวน 37 คลังและจะติดตั้งมิเตอร์น้ำมันอัตโนมัติเพิ่มเติมอีก 58 คลัง โดยเป็นคลังน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่เหลืออีก 19 แห่งและเป็นคลังน้ำมันเบนซินจำนวน 39 แห่ง ทั้งนี้ เพื่อควบคุมการรับ – จ่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วและน้ำมันเบนซินทั้งระบบ

2. น้ำมันที่แจ้งส่งออกแต่ไม่ส่งออกจริงแล้วมาขอคืนภาษี

ให้สรรพสามิตจังหวัดต้นทางตรวจสอบชนิดและปริมาณน้ำมันที่ออกจากดรงกลั่น น้ำมันหรือคลังน้ำมัน และแจ้งข้อมูลให้ปลายทางทราบเพื่อทำการตรวจสอบก่อนขนผ่านด่านศุลกากรนอกจาก นั้นให้เจ้าหน้าที่ผนึกชื่อตรากรมสรรพสามิตแจ้งให้จังหวัดปลายทาง ซึ่งเป็นที่ตั้งด่านศุลกากรทราบด้วย

ประสานงานกับกรมศุลกากร เพื่อทำการตรวจปล่อยน้ำมันที่ด่านส่งออกอย่างใกล้ชิด โดยตรวจสอบชนิด และปริมาณน้ำมันว่าถูกต้องตรงกับเอกสารกำกับจากคลังน้ำมันต้นทาง และรายการที่แสดงในใบขนสินค้าขาออกหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง จะต้องระงับการตรวจปล่อย เจ้าหน้าที่จะรอดูจนกว่าเรือบรรทุกน้ำมันและรถบรรทุกน้ำมันพ้นเขตแดนไทยแล้ว

กำหนดให้มีการเติมสาร MARKER ในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ส่งออก หรือที่เติมเรือเดินทะเลไปต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการทำเครื่องหมายในเนื้อน้ำมันฯ ว่าน้ำมันจำนวนนั้น ๆ เป็นน้ำมันส่งออกโดยได้รับการยกเว้นภาษีหรือคืนภาษี และจะนำกลับเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศไม่ได้

3. น้ำมันปลอมปนด้วยสารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (HYDROCARBON SOLVENT)

กรมสรรพสามิตได้ใช้มาตรการในการควบคุมการผลิต จำหน่าย และการใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (HYDROCARBON SOLVENT) เพื่อไม่ให้มีการปลอมปนใน

  • น้ำมันเชื้อเพลิงโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วย

การอนุญาต

ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้ใช้สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน (HYDROCARBON SOLVENT) ที่ได้รับการยกเว้นภาษี จะต้องขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตโดยผู้ผลิตจะต้องขออนุญาตเป็นรายเดือน ผู้นำเข้าต้องขออนุญาตเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

การควบคุมที่โรงอุตสาหกรรม

กรมสรรพสามิตได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปควบคุมการผลิต การจำหน่ายที่โรงอุตสาหกรรม

โซลเว้นท์ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจวัดปริมาณสารละลายฯอุตสาหกรรมโซลเว้นท์ ตลอดจนตรวจปล่อยสารละลายฯ ที่ออกจากโรงอุตสาหกรรมโซลเว้นท์ ตลอดจน FAX ใบขนสารละลายฯ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ลงลายมือชื่อแล้วไปยังกรมสรรพสามิต (ศูนย์ปฏิบัติการโซลเว้นท์) และไปยังศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.) เพื่อให้ร่วมกันตรวจสอบการรับสารละลายฯที่ปลายทางและการนำไปใช้ให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการยกเว้นภาษี

  • การขนส่ง

การขนส่งสารละลายฯ จะต้องมีใบขนกำกับไปกับยานพาหนะที่ทำการขนส่งสารละลายฯ

โดยในใบกำกับการขนจะมีรายละเอียดต่าง ๆ ของผู้ขายสารละลายฯ ผู้ทำการขนส่ง

เส้นทางที่จะขนส่งรวมทั้งระยะเวลาที่คาดว่าจะมาถึงปลายทาง นอกจากนั้นที่ยานพาหนะจะต้องมีป้ายคำว่า “สารละลายประเภทไฮโดรคาร์บอน” ติดอยู่ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจ-สอบและติดตามด้วย

จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อตรวจสอบน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปราม โดยทำการตรวจ วิเคราะห์คุณภาพน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันว่ามีการปลอมปนสารตัวทำละลาย (SOLTVENT) หรือไม่ และน้ำมันมีคุณสมบัติตรงตามที่กรมสรรพสามิตกำหนดหรือไม่

และในขณะนี้เพื่อให้การควบคุมน้ำมันปลอมปนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น กรมสรรพสามิตจึงได้ดำเนินการแก้ไขประกาศแลระเบียบที่บังคับใช้ในปัจจุบันโดย สาระสำคัญของการแก้ไขจะทำให้การอนุญาตเป็นไปอย่างรัดกุมขึ้น การตรวจสอบสามารถทำได้กว้างขึ้นและได้กำหนดมาตรการในการลงโทษที่ชัดเจนและ เข้มงวดขึ้นด้วย

…………………..

เอทานอลกับภาษีสรรพสามิต

เชื้อเพลิงเอทานอลมีผลกระทบต่อภาษีสรรพสามิตถึง 3 ประเภท ได้แก่

ภาษีแอลกอฮอล์ หลายคนเข้าใจว่า การที่เอทานอลหรือแอลกอฮอล์ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะปัญหาการผูกขาดการผลิตแอลกอฮอล์ และการจัดเก็บภาษี-สรรพสามิตที่สูงมาก กล่าวคือ ภาษีแอลกอฮอล์ผลิตสุราลิตรละ 100 บาท และถ้าใช้แอลกอฮอล์เป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรมเวชภัณฑ์และอื่น ๆ ลิตรละ 6 บาท และเข้าใจว่าถ้ารัฐคิดภาษีสรรพสามิตแอลกอฮอล์

(เอทานอล) ที่ผลิตเพื่อใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสูงเช่นเดียวกับการเก็บภาษีสุราและอุตสาหกรรมอื่น ๆ จึงร้องขอให้รับบาลลดหย่อนภาษีสรรพสามิตเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากแท้จริงแล้ว

ภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากแอลกอฮอล์ (เอทานอล) ที่นำไปผสมน้ำมันเพื่อใช้เป็น

เชื้อเพลิง ตามวิธีที่อธิบดีกรมสรรพสามิตกำหนดปัจจุบัน จัดเก็บในอัตราตามมูลค่าเพียงร้อยละ 0.1

หรือในอัตราตามปริมาณลิตรละ 0.05 บาท นับว่าเป็นอัตราที่ต่ำมากแล้วมิใช่ลิตรละ 6 บาทตามมูลค่า

หรือลิตรละ 100 บาทตามปริมาณ

ส่วนประเด็นการผูกขาดผลิตแอลกอฮอล์ (เอทานอล) นั้น แม้ว่ามติคณะรัฐมนตรี

เมื่อปี พ.ศ. 2541 จะมีนโยบายให้เปิดเสรีการผลิตและจำหน่ายสุราชนิดต่าง ๆ ได้ก็ตาม แต่การผลิต

สุราสามทับ (แอลกอฮอล์บริสุทธิ์) เพื่อนำออกจำหน่าย ยังคงกำหนดให้องค์การสุราผลิตได้เพียงผู้เดียว

เนื่องจากแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ สามารถนำไปผลิตสุราได้อีก จึงจำเป็นต้องควบคุมการผลิตและการ

จำหน่ายที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการรั่วไหลของภาษี

ดังนั้น ในปัจจุบันการผูกขาดการผลิตแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ เพื่อนำออกขายยังคงผูกขาด

อยู่ อย่างไรก็ตามการผลิตแอลกอฮอล์โดยการแปลงสภาพเพื่อผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงตามโครงการเอทานอล หากประสบผลสำเร็จ ก็จะมีแนวโน้มที่จะใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณที่สูงกว่าในปัจจุบัน การควบคุม การผลิต และการจำหน่ายแอลกอฮอล์เพื่อทำสุราและน้ำมันเชื้อเพลิง กรมสรรพสามิตจะต้องมีการทบทวน ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบให้เหมาะกับสภาวะการณ์ เพื่อความชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของภาษี อีกทั้งการซื้อขายเอทานอลเพื่อนำไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ได้มีการลดหย่อนภาษีสรรพสามิตให้ต่ำอยู่แล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 โดยสามารถซื้อขายทั้งที่เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์จากองค์การสุรา หรือเป็นการแปลงสภาพจากโรงงานสุราโดยการขออนุญาตจากกรมสรรพสามิตก็ได้

  • 1. ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิง

ในกรณีที่โครงการเอทานอลสามารถผลิตเชื้อเพลิง E 10 สำเร็จ และสามารถผลิต

ออกมาจำหน่ายให้สาธารณะได้ เท่ากับว่าประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทใหม่

(ประเภทที่ 08.90) ขึ้น ซึ่งสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล หรืออาจใช้ได้ดีกว่าด้วย

เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงE 10 ไม่สร้างมลพิษและต้นทุนต่ำ อย่างไรก็ตามพบว่าโครงการเอทานอล

มีแนวโน้มที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสนับสนุนโครงการในระยะแรก โดยจะขอลดหย่อนภาษี

สรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง E 10 เป็นพิเศษ (ต่ำกว่าอัตราภาษีที่คิดกับน้ำมันเชื้อเพลิงปกติ

เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E 10 มากขึ้น

  • 2. ภาษีรถยนต์

ในอนาคตหากวิทยาการด้านเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถผสมเอทา

นอลกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ในสัดส่วน 10 : 90 และสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้สามารถใช้กับเชื้อเพลิง

เอทานอลได้ด้วย อาจจะมีการเรียกร้องให้ลดหย่อนภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E 10

ซึ่งในส่วนนี้ช่วยลดมลพิษ ทำให้สิ่งแวดล้อมสะอาดขึ้น ซึ่งรัฐบาลควรให้การสนับสนุนด้วย ถึงแม้จะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตได้ลดลง

  • สุรา

สุรา เป็นสินค้าที่ต้องจำกัดการบริโภค เนื่องจากมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพอนามัย และยังส่งผลกระทบต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน การเกิดอุบัติเหตุ และอาชญากรรม รวมทั้งความเดือนร้อน รำคาญของสังคม รัฐบาลต้องกำกับดูแลการผลิตสุราให้มีคุณภาพเพียงพอที่จะไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และมีการจัดเก็บภาษีสุราในอัตราที่สูงพอสมควร เพื่อป้องกันการบริโภคสุรามากเกินไป ดังนั้น การขอให้ประชาชนผลิตสุราบริโภคเองในครัวเรือน จะทำให้เกิดการบริโภคสุรามากเกินไป โดยรัฐบาลไม่อาจจัดเก็บภาษีสุราได้ รัฐจึงมีนโยบายที่จะให้มีการผลิตสุรามีปริมาณทีสมดุลกับความต้องการของตลาดเท่านั้น

ปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาสุราที่ผลิตจากผลผลิตทางเกษตร โดยกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม สถาบันราชภัฏ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมวิทยาศาสตร์บริการ รวมทั้งสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั้งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย หน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนที่กรมสรรพสามิตให้ความเห็นชอบ เพื่อให้ความรู้และประสบการณ์แก่ผู้สนใจ ผู้ผลิตสุราอยู่แล้วทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้การผลิตสุราได้อย่างมีคุณภาพ มีมาตรฐาน

การเปิดเสรีสุรา หมายถึง การเปิดให้ผู้ผลิตสุราขออนุญาตจัดตั้งโรงงานผลิตสุราได้โดยเสรี แต่มีเงื่อนไข ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ เพื่อให้การผลิตสุรามีมาตรฐาน ในด้านคุณภาพตามที่กำหนด ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นส่วนใหญ่ และรัฐต้องเข้าไปควบคุม ดูแลในด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย รวมทั้งทำให้รัฐมีความมั่นใจว่าจะมีการเสียภาษีอย่างถูกต้องด้วย

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง วิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 21 ธันวาคม 2543 เห็นชอบนโยบายการบริหารงานสุราหลังปี 2542 สำหรับการผลิตสุราแช่ เช่น กระแช่หรือน้ำตาลเมา ซึ่งทำจากวัตถุดิบจำพวกน้ำตาลและอุ น้ำขาวหรือสาโท ซึ่งทำจากวัตถุดิบจำพวกข้าว อันเป็นสุราแช่พื้นเมืองของไทย และสุราแช่อื่นนอกจากสุราผลไม้ และเบียร์ ว่าควรจะได้รับการสนับสนุน โดยจัดให้เป็นระบบขึ้นอีกต่างหาก เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการและแนวทางในการควบคุมดูแลได้ ประกาศฉบับนี้อนุญาตให้ผู้ขออนุญาตก่อสร้างโรงงานสุรารายใหม่ต้องเป็นสหกรณ์การเกษตรเท่านั้น สถานที่ต้องแยกต่างหากที่อยู่อาศัยโดยชัดเจน และต้องตั้งอยู่ในทำเลและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีบริเวณและพื้นที่เพียงพอที่จะผลิตสุราแช่พื้นเมือง และสุราแช่อื่นนอกจากสุราผลไม้และเบียร์ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตราย เหตุเดือดร้อนรำคาญ หรือความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นด้วย

 

tax-revenue

taxes

facebook comments:

โพสท์ใน เศรษฐกิจ | แสดงความเห็น

สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม

-สิทธิของผู้เสียหาย -ม.8 ว.3 ตรวจคัดสำเนา

-ม.34 อัยการสั่งไม่ฟ้องไม่ตัดสิทธิ์

-ฟ้องคดีอาญา คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา อุทธรณ์ ฎีกา ถอนฟ้อง ร้องทุกข์

-สิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา

-การกระทำผิดอาญาส่วนใหญ่ เป็นการละเมิดอยู่ในตัวเอง ซึ่งก่อให้เกิดการเรียกร้องค่าเสียหายได้
มาตรา 43 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 9 ฐาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายเมื่ออัยการฟ้องร้อง
ผู้ต้องหากฎหมายกำหนดให้อัยการขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์

-ผู้เสียหายฟ้องเองได้ทุกฐานความผิด ตามหลักทั่วไปของคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ม.40 โดย
สามารถฟ้องยังศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีอาญาได้

-ออกเช็คชำระหนี้ แม้ไม่ผิดอาญา ผู้ทรงเช็คก็สามารถฟ้องร้องทางแพ่งได้เลยโดยไม่ต้องคำนึงใน
คดีอาญา

-มีการเพิ่มเติมหลักในมาตรา 44/1 เพื่อเยียวยาผู้เสียหายในกรณีมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเพราะ
ได้รับอันตรายแก่ชีวิตร่างกายหรือเสื่อเสียเสรีภาพ โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งใหม่ เพียงยื่นคำร้อง
เข้าไปในคดีอาญาแต่ต้องก่อนเริ่มสืบพยาน

-***ฎ.1449/2549 อัยการฟ้องจำเลยคดีอาญาฐานฉ้อโกงและตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครอง
แรงงาน และขอให้จำเลยคืนเงินที่ฉ้อโกงแก่ผู้เสียหาย โดยข้อกล่าวหาเรื่องฉ้อโกงหาว่าจัดหางานให้
ผู้เสียหายไปต่างประเทศ ผู้เสียหายได้เสียเงินให้จำเลย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยผิดทั้งสองข้อหา
แต่เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท บทหนักคือ พ.ร.บ.จัดหางานฯ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลย
คืนเงินให้ผู้เสียหายทั้งสาม คดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จะเป็นการปรับบทลงโทษให้
จำคุกจำเลยตามบทหนัก ไม่ได้ลงโทษฐานฉ้อโกงตาม ป.อาญา ม.361 ก็ตาม ก็ยังถือว่าเข้าหลักในวิ
อาญา ม.43 อัยการมีอำนาจขอให้ศาลสั่งจำเลยคืนเงินที่ได้ไปจากผู้เสียหายได้ โดยพิจารณาจากคำ
ฟ้องเป็นหลัก ระหว่างฎีกาเมื่อผู้เสียหายที่ 1,2 ถอนคำร้องทุกข์ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องเฉพาะ
ผู้เสียหายที่ 1,2 ระงับเฉพาะฐานฉ้อโกงเท่านั้น ส่วนเรื่องค่าเสียหายทางแพ่งที่ศาลอุทธรณ์ยืนตาม
ศาลชั้นต้นให้คืนเงินแก่ผู้เสียหายที่ 1,2 นั้นย่อมสิ้นสุดไปด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจให้ผู้ต้องหาคืน
เงินให้ผู้เสียหายที่ 1,2 จึงฎีกาจึงพิพากษาแก้เป็นให้จำเลยคืนเงินให้ผู้เสียหายที่ 3 เพียงคนเดียว

-ฎ.3170/2549 ฟ้องฐานพยายามฆ่าตาม ม.288+80 ซึ่งมีโทษสองในสามของฐานฆ่า แต่พิจารณา
ได้ความว่าผิดฐานทำรายร่างกายตาม ม.295 กรณีเช่นนี้จะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่
ต้องพิจารณาจากอัตราโทษตามคำฟ้อง ไม่ใช่ตามที่ศาลชั้นต้นพิจารณาได้ความ

-สิทธิของผู้ถูกจับผู้ต้องหา

-ได้รับการแจ้งสิทธิตาม ม.7/1

-ม.134 ว.3,4 ได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม เปิด
โอกาสให้แก้ข้อกล่าวหา

-ม.134/1 ได้รับการจัดหาทนายความ

-ม.134/3 ให้ทนายความหรือผู้ไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำ

-ม.134/4 ได้รับแจ้งก่อนถามคำให้การ

-ม.135 ให้การด้วยความสมัครใจ

-ม.83 จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้

-สิทธิของจำเลย -สิทธิตาม ม.8 (1)-(6)
-ม.172 ว.2 ให้การหรือไม่ให้การ หรือให้การอย่างไรก็ได้
-สิทธิของพยาน -พยานบางประเภทไม่ต้องสาบานตนก่อนให้การ
-ไม่ต้องมาศาล
-มาศาลไม่ต้องสาบาน
-ไม่ยอมตอบคำถามบางเรื่อง
ตาม ม.234
-เหตุที่จะออกหมายจับและหมายขัง เป็นอย่างเดียวกัน เพราะ ม.71 บอกว่าเมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้วในระยะเวลาใดๆระหว่างการสอบสวนไต่สวนมูลห้องหรือพิจารณาคดี ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ก็ได้ตาม ม.87,88 และนำบทบัญญัติ ม.66(เรื่องเหตุที่จะออกหมายจับ)มาใช้ ซึ่งหมายความว่าจะออกหมายขังได้ต้องมีเหตุที่จะออกหมายจับได้
-กรณีมีการควบคุมตามระยะเวลาในมาตรา 87 ถ้ายังฟ้องผู้ต้องหาไม่ได้ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ศาลต้องออกหมายปล่อย แต่บุคคลนั้นก็ยังเป็นผู้ต้องหาในคดีนั้นอยู่(ม.72 อนุ 4 ศาลจะออกหมายปล่อยเมื่ออัยการไม่ฟ้องผู้ต้องหาในเวลาที่ศาลกำหนด) แต่หากเมื่ออัยการต้องการฟ้องเมื่อใดก็สามารถนำตัวไปฟ้องได้และควบคุมได้เท่าเวลาที่จะนำตัวไปฟ้องเท่านั้น จะอ้างว่าสอบสวนไม่เสร็จหรือสอบสวนพยานเพิ่มเติมไม่ได้ เพราะเท่ากับเป็นการยืดระยะเวลาในการควบคุมผู้ต้องหาตามม.87 อันจะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหา

-ฎ.3502/2542 แม้เหตุผลที่ฝากขังแต่ละครั้งจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เมื่อศาลอนุญาตให้ฝากขังและออกหมายขังไปแล้ว จะร้องขอให้เพิกถอนการฝากขังไม่ได้
***ต้องท่องจำตัวบท เรื่องเหตุที่จะออกหมายค้น ม.69 และเหตุที่จะออกหมายจับตาม ม.66 ให้ได้

ม.69 เหตุที่จะออกหมายค้นได้มีดังต่อไปนี้
(1) เพื่อพบและยึดสิ่งของที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวนไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา
(2) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยผิดกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด
(3) เพื่อพบและช่วยเหลือบุคคลซึ่งได้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
(4) เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายจับ
(5) เพื่อพบและยึดสิ่งของตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งศาล ในกรณีที่พบและยึดโดยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว
ม.66 เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้
(1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควร ว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีโทษจำคุกอย่างสูงสามปี หรือ
(2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควร ว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีหรือไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งหรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัด โดยไม่มีข้อแก้ตัวตามสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นจะหลบหนี
-ถ้อยคำของผู้ถูกจับ

-ม.84 ว.4 น่าออกข้อสอบ เรื่องถ้อยคำใดๆของผู้ถูกจับที่ให้กับเจ้าพนักงานผู้จับ หรือรับมอบตัว ถ้าเป็นถ้อยคำรับสารภาพว่าทำผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
-อย่าลืมว่าชั้นจับและรับมอบตัวเท่านั้น แต่ชั้นสอบสวนที่รับกับพนักงานสอบสวน และในชั้นศาลรับฟังได้ และศาลชั้นต้นเท่านั้น เพราะถ้าปฏิเสธในศาลชั้นต้น แต่เปลี่ยนไปรับชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้เพราะจะเป็นการแก้ไขคำให้การซึ่งทำไม่ได้
-การห้ามรับฟังดังกล่าวเป็นการห้ามที่เด็ดขาดเพื่อตัดปัญหาในการบังคับให้รับสารภาพ แต่ที่จริงการรับด้วยความสมัครใจขณะถูกจับซึ่งยังไม่ได้มีเวลาปั้นแต่งน่าจะเป็นความจริงมากกว่า ส่วนถ้อยคำอื่นฟังได้ถ้ามีการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้ถูกจับตาม ม.7/1 แล้ว
-ถ้อยคำของผู้ต้องหา ชั้นสอบสวนมีความสำคัญโดยเฉพาะที่แก้ไขใหม่
ถ้อยคำที่ให้ไว้กับพนักงานสอบสวนรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่มีหลักเกณฑ์เป็นอย่างไร

-ม.134/4 วรรคท้าย ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้ไว้กับ พงส.ฟังไม่ได้ถ้าไม่มีการแจ้งสิทธิตาม ม.134/4ว.1
1)ให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ถ้าให้การถ้อยคำใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาได้
2)มีสิทธิให้ทนายหรือผู้ไว้วางใจเข้าฟังการสอบสวนปากคำ
3)การจัดหาทนายความให้กับผู้ต้องหามีโทษประหารชีวิตและผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18ปี หรือคดี
ทั่วไปที่มีโทษจำคุกและจำเลยต้องการทนาย
4)การสอบสวนเด็กและการชี้ตัวบุคคล(ไม่รวมการชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ)ทำใน
สถานที่เหมาะสมและต่อหน้าสหวิชาชีพและบันทึกภาพ

-ม.87 จะควบคุมผู้ถูกจับเกินความจำเป็นไม่ได้ โดยเฉพาะคดีลหุโทษควบคุมไว้เท่าที่จะถามชื่อที่อยู่และคำให้การเท่านั้น และหลักเกณฑ์การควบคุม
1.ผู้ถูกจับไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว
2.มีเหตุจำเป็นเพื่อการสอบสวน หรือฟ้องคดี
3.นำผู้ถูกจับไปศาลใน 48 ชม.นับแต่ผู้ถูกจับมาถึงที่ทำการของ พงส.(เส้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอันมิอาจก้าวล่วงได้เช่นน้ำท่วมทางขาดเป็นต้น)
4.เมื่อพาไปศาลให้ศาลออกหมายขัง 7 วันในโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน , ครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 48 วันในคดีโทษอย่างสูงจำคุกเกิน 6 เดือน ไม่ถึง 10 ปี , ครั้งละ 12 วัน ไม่เกิน 84 วัน ในคดีมีโทษจำคุก 10 ปี
ขึ้นไปและต้องนำพยานมาให้ศาลไต่สวนจนเป็นที่พอใจด้วยตั้งแต่ผลัดที่ 5 ไป
-ศาลอนุญาตให้ขังไม่เต็ม หรือไม่อนุญาตให้ขัง อุทธรณ์ไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้

ฎ.1125/2496 ตาม ม.87 ที่บัญญัติให้ศาลขังผู้ต้องหาตามระยะเวลาเป็นขั้นๆนั้นเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหาไม่ให้ขังนานเกินสมควรแก่เหตุและความจำเป็น เมื่อศาลไมออกหมายขังให้อีกต่อไป และเจ้าพนักงานก็สามารถฟ้องร้องผู้ต้องหาได้อยู่แล้วถ้าคดีมีมูล เมื่อศาลไม่อนุญาตก็ต้องปล่อยผู้ต้องหาไป

ฎ.398/2531 การที่ พงส.รับตัวผู้ต้องหาไว้และควบคุมไม่ชอบด้วย ม.87 เป็นการควบคุมที่ผิดกฎหมาย บุคคลตาม ม.90 ยื่นคำร้องต่อศาลให้ปล่อยได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ต้องหาจะพ้นจากฐานะ
ผู้ต้องหา

ฎ.1991/2535 พงส.ยื่นคำร้องขอฝากขังต่อโดยอ้างว่ายังมีต้องสอบสวนปากคำพยานอีกหลายปาก
แต่ความจริงสอบปากคำไปหมดแล้ว และศาลอนุญาตให้ฝากขังและออกหมายขัง ก็เป็นเพียงรายละเอียดการยื่นคำร้อง ก็หาทำให้การขังไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใดไม่
บทคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกคุมขัง เมื่ออ้างว่าคุมขังโดยไม่ชอบ

-ม.90 เป็นเรื่องรวมทุกกรณีที่อ้างว่าถูกควบคุมหรือถูกขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าพนักงานอื่นหรือบุคคลใดก็ตาม ซึ่งบุคคลดังต่อไปนี้มีสิทธิร้องต่อศาลท้องที่ที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาขอให้ปล่อยคือ
1.ผู้ถูกคุมขัง
2.อัยการ
3.พนักงานสอบสวน
4.ผบ.เรือนจำหรือพัศดี
5.สามี ภรรยา หรือญาติของผู้ถูกคุมขัง หรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง
-คำว่าคุมขัง ไม่มีในบทวิเคราะห์ศัพท์ แต่หมายถึงการควบคุม หรือ ขัง หรือกักขัง หรือคุมตัวหรือจำขัง หรือจำคุก
-ศาลไต่สวนโดยด่วน/ผู้คุมขังต้องนำตัวผู้ถูกคุมขังมาศาลโดยพลัน/ได้ความตามคำร้องศาลสั่งปล่อยในทันที

-ฎ1200/2504 การควบคุมหรือขังตามม.90 การควบคุมอาจเกิดจากการกระทำของบุคคลธรรมดาก็ได้
-ฎ 155/2506 ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลฯและศาลทหารตามพระธรรมนูญศาลทหารต่างก็มีฐานะ
ใช้อำนาจตุลาการเช่นเดียวกัน จึงต่างไม่มีอำนาจเหนือกัน ฉะนั้นศาลอาญาจึงไม่มีอำนาจสั่งให้ปล่อยตัวบุคคลที่ศาลทหารในเวลาไม่ปกติได้ออกหมายขังไว้ได้ ผู้ลงชื่อในหมายขังของศาลหาใช่กระทำในนามส่วนตัวไม่ แต่กระทำในนามของศาลและใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ ถือว่าศาลเป็นผู้ก่อให้เกิดการขังนั้นขึ้น
ตาม ม.90 นั้น ให้ศาลหมายเรียกเจ้าพนักงานหรือบุคคลอื่นที่ก่อให้เกิดการควบคุมหรือขังที่อ้างว่าไม่ชอบเท่านั้น จะขยายความออกไปให้ศาลหมายเรียกศาลด้วยกันไม่ได้
-ตาม(5) ตอนท้ายบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกคุมขัง ที่จะร้องได้อันแสดงให้เห็นถึงกฎหมายเปิดกว้างมากไม่ใช่เฉพาะสามีภรรยาหรือญาติเท่านั้น ดังนั้นองค์กรสิทธิมนุษยชนก็ร้องขอตาม ม.90 ได้

-ฎ.7116/2544 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้น จับและคุมขังผู้ร้องมิชอบด้วยกฎหมาย
ข้อเท็จจริงปรากฏว่าตัวผู้ร้องได้ร้องในเรื่องนี้หลังจากอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นในเรื่องที่ผู้ร้องถูกกล่าวหาในเรื่องนี้ ซึ่งศาลได้ออกหมายขังผู้ร้องไว้ระหว่างการพิจารณา แม้การคุมขังผู้ร้องที่ผ่านมาของตำรวจจะไม่ชอบ แต่ได้สิ้นสุดไปแล้ว การขังโดยชอบกระทำโดยศาลตั้งแต่วันเวลาที่ศาลประทับรับฟ้องไว้แล้ว เมื่อการคุมขังไม่ชอบล่วงพ้นไปแล้วคำร้องก็ตกไป

-ฎ.814/2522 การอ้างว่าบุคคลใดถูกคุมขังโดยมิชอบและขอให้ปล่อยนั้น บุคคลนั้นต้องถูกควบคุมหรือขัง
อยู่ถ้าได้รับการปล่อยตัวไปแล้วสิทธิในการร้องขอนั้นย่อมระงับสิ้นไป
การประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย
ไม่ว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะกระทำผิดฐานใดมีโทษเท่าใดก็ตามก็มีสิทธิที่จะร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้โดยผู้นั้นเองหรือผู้อื่นก็ได้ ซึ่งมีการปล่อย 3 ประเภทด้วยกันคือ
1.ปล่อยโดยไม่มีประกัน (ไม่ทำสัญญาประกัน เพียงสาบานตนหรือปฏิญาณตนว่าจะมาตามนัดหรือตามหมายเรียก)
2.ปล่อยโดยมีประกัน(มีสัญญาประกัน)
3.ปล่อยโดยมีประกันและหลักประกัน(ทำสัญญาประกันและวางหลักทรัพย์เป็นประกัน หลักประกันมี 3 ประเภท ตาม ม.114 คือเงินสด,หลักทรัพย์และบุคคล

ม.110 คดีอาญามีโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 5 ปี ปล่อยชั่วคราวต้องมีประกัน ส่วนจะมีหลักประกันด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่จะเรียนหลักประกันเกินสมควรไม่ได้
ยื่นต่อใคร
1.ผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ฟ้อง-ยื่นต่อ พงส.หรืออัยการแล้วแต่กรณี
2.ผู้ต้องหาที่ยังไม่ฟ้องแต่ถูกควบคุมตามหมายขังของศาล(อยุ่ระหว่างฝากขัง)-ยื่นต่อศาลที่ออกหมายขังนั้น
3.จำเลยที่ถูกฟ้องแล้ว-ยื่นต่อศาลที่ชำระคดี
4.อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วแต่ยังไม่ยื่นอุทธรณ์-ยื่นต่อศาลชั้นต้นที่พิพากษานั้น
5.ถ้าศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลสูงแล้ว-ยื่นต่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา(ศษลชั้นต้นรับแล้วส่งต่อศาลสูง)

ม.107
1.ผู้รับคำร้องต้องสั่งอย่างรวดเร็ว
2.ผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคน พึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ถ้าไม่อนุญาตต้องมีเหตุผลพิเศษตาม ม.
108/1
3.คำสั่งให้ปล่อยผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามคำสั่งโดยทันที

ม.119 ทวิ
-กรณีศาลสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ร้องขอมีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งได้
-คำสั่งศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตยืนตามศาลชั้นต้นเป็นที่สุด
-แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำร้องใหม่

-ฎ.539/2536 ม.113 ว.1 มีความหมายว่าระหว่างสอบสวน พงส.,อัยการ มีอำนาจปล่อยชั่วคราวอย่างสูง
รวมกันไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันแรกที่มีการปล่อย เมื่อพ้นกำหนดเวลาหกเดือนแล้ว พงส.หรืออัยการแล้วแต่กรณีไม่มีอำนาจควบคุมผิต้องหาเท่านั้น หากสอบสวนเสร็จแล้วก็ดำเนินการต่อไปได้ แม้การที่ผู้ต้องหาพ้นจากการควบคุม ก็ไม่เป็นเหตุให้ พงส.,อัยการไม่มีอำนาจนำตัวมาศาลแล้วขอหมายขังต่อไป ไม่เกี่ยวกับการสอบสวนชอบหือไม่ชอบแต่อย่างใด การไม่ปฏิบัติตาม ม.113 ว.2 ก็ไม่มี กม.ห้ามอัยการฟ้องคดีแต่อย่างใด

-ชั้นสอบสวน และชั้นอัยการเมื่อมีการผิดสัญญาประกันต้องมีการฟ้องร้องบังคับตามสัญญาประกัน แต่ชั้นศาลไม่ต้องศาลมีอำนาจสั่งปรับตามสัญญาประกันไปได้เลย

-ถ้ามีการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาพ้นจากความรับผิดทางอาญาโดยสิ้นเชิง ซึ่งพนักงานอัยการต้องสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหานั้น แต่เมื่อนายประกันได้ผิดสัญญาประกัน ก็ยังต้องรับผิดทางแพ่ง หาพ้นความรับผิดไม่ (ดูฎีกา 4268/2523)

-ฎ.5476/2537 ล่ามไม่สาบานตนในชั้นสอบสวนผู้ต้องหา รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เท่านั้น มิทำให้
การสอบสวนผู้ต้องหาไม่ชอบ อัยการจึงมีอำนาจฟ้อง

สิทธิของผู้ต้องหา
1.ม.7/1 มีสิทธิ ก) แจ้งหรือขอให้แจ้งญาติทราบการถูกจับ และทราบสถานที่ควบคุม
ข) พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนาย,ให้ทนายเข้าฟังการสอบสวนปากคำ,ได้รับการเยี่ยมตามสมควร,ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเจ็บป่วย การมอบตัวก็เช่นกัน
2.ได้รับการปล่อยชั่วคราว ม.106,107
3.ทนายความ ม.134/1,134/3,134/4,
4.ให้การหรือไม่ให้การก็ได้ ม.134/1(1)
5.สิทธิทีจะให้การด้วยการไม่ถูกบังคับขู่เข็ญหรือใช้กำลังบังคับตาม ม.135
6.ไม่ให้ พงส.เปรียบเทียบปรับ ม.38
7.ได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรมตาม ม.134 ว.3
8.รับทราบพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของอัยการตาม 146ว.2
9.ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว ม.90

การสอบสวนเป็นเงื่อนไขของการฟ้องร้อง
1.ไม่มีการสอบสวน มีการสอบสวนแต่สอบสวนไม่ชอบ เป็นเหตุให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.120
2.การสอบสวนโดยชอบ(ต้องครบทุกประการ)
2.1 ทำโดยเจ้าพนักงานที่ กม.ให้อำนาจและหน้าที่สอบสวนคดีอาญา-ม.2(6)
2.2 พงส.มีเขตอำนาจที่จะสอบสวนในคดีนั้นได้(เป็น พงส.ผู้รับผิดชอบด้วย) ม.18-21
2.3 การสอบสวนดำเนินการไปถูกต้องตาม ป.วิอาญา(อยู่ในดุลยพินิจของ พงส.ผู้รับผิดชอบว่าการสอบสวนเสร็จแล้วตาม ม.140 ซึ่งเมื่อใด กม.ไม่ได้ระบุ ว่าให้ทำการสอบสวนมากน้อยเท่าใด ดู

ฎ.1907/2494 แม้ไม่มีการสอบสวนปากคำเจ้าทรัพย์ในคดีปล้น แต่ได้มีการสอบสวนปากคำพยานอื่น ผู้ต้องหา และจำนวนทรัพย์ที่เสียหายแล้ว ก็ถือว่าการสอบสวนที่ชอบแล้ว

-แต่ไม่ได้แจ้งข้อหา(ม.134) หรือสอบสวนปากคำผู้ต้องหาไม่ได้ทำ ไม่ถือว่าคดีนั้นมีการสอบสวนแล้ว กรณีความผิดหลายฐานก็ต้องมีการแจ้งข้อหาและสอบสวนผู้ต้องหาทุกฐาน อัยการจึงจะมีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหานั้นๆได้
-ฎ.4080/2540 การร้องทุกข์ ผู้เสียหายไม่จำเป็นต้องระบุฐานความผิด หรือระบุตัวผู้กระทำผิดเพียงอ้างว่าได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดอาญาและประสงค์ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ อ้าง ม.121 ว.1,ว.2,123,14

-การสอบสวนจะทำที่ใดก็ได้ ตาม ม.130
-พงส.เคยถูกฟ้องอาญาฐานรับรองหรือทำเอกสารอันเป็นเท็จ กรณีเดินไปไปจดปากคำผู้บาดเจ็บที่ รพ.
แล้วมาพิมพ์ลงในแบบพิมพ์คำให้การโดยระบุว่าสอบสวนที่ สภ.อ…..ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หากฟังได้ว่า
พงส.ได้ไปซักถามปากคำที่ รพ.แล้ว การสอบสวนนั้นไม่เสียไป และ พงส.ก็ไม่มีความผิดตามฟ้อง
-การสอบสวนของ พงส.ไม่จำเป็นต้องมีผู้ต้องหาอยู่ด้วยในการอบสวน เหมือนการพิจารณาคดีชั้นศาล ดู วิอาญา ม.130 ว.ท้ายประกอบกับ ม.172 ว.1 แต่บางครั้งต้องมีผู้ต้องหาอยู่ด้วยเช่นการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ,การชี้ตัวผู้ต้องหา และการนำตัวผู้ต้องหาไปตรวจยึดของกลางในคดี เป็นต้น
-พนักงานตำรวจที่มีตำแหน่งหน้าที่สอบสวน สามารถทำการสอบสวนได้ตลอด 24 ชั่วโมงและไม่จำเป็นต้องเป็นช่วงที่ พงส.นั้นเข้าเวร และแบ่งเวรตามวันเวลาเป็นการบริหารงานภายในที่หัวหน้า พงส.จัดเมท่านั้น การที่ พงส.ในท้องที่นั้นรับคำร้องทุกข์ขณะที่ตนเองไม่ได้เข้าเวร การสอบสวนนั้นก็ชอบด้วยกฎหมาย
-อำนาจของ พงส.โดยเฉพาะ ดู ม.132,133
1.ตรวจตัวผู้เสียหายเมื่อผู้เสียหายยินยอม ตรวจตัวผู้ต้องหา(กม.ไม่ได้เขียนว่าต้องให้ผู้ต้องหายินยอมหรือไม่ ดังนั้นแม้ผู้ต้องหาไม่ยินยอมก็ทำได้) แต่จะบังคับให้ผู้ต้องหาเขียนหรือลงชื่อไม่ได้ ฎ.1368/2500
พงส.ไม่มีอำนาจบังคับผู้ต้องหาให้เขียนชื่อ เมื่อไม่เขียนก็ไม่ผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
(2) ค้น ตามกฎหมายว่าด้วยการค้น
(3) หมายเรียกบุคคลเพื่อให้ส่งสิ่งของ
(4) ยึดสิ่งของฯ
-ดูประกาศ คปค.ฉบับที่ 25 ด้วย
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหน้าที่ของผู้ต้องหาในคดีอาญา ให้พิมพ์ลายนิ้วมือตามคำสั่งของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดกฎหมาย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงมีประกาศดังต่อไปนี้
ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอาญา มีหน้าที่ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือ ลายมือ หรือลายเท้า ตามคำสั่งของพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดฐานกระทำความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ณ วันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2549

-การที่ พงส.ให้เจ้านักงานอื่นทำการแทน ม.128 และการส่งประเด็น ตาม ม………..
-สังเกต ม.133 ว.3 ห้าม พงส.ตักเตือนหรือพูดให้ท้อใจ หรือใช้อุบายเพื่อป้องกันมิให้บุคคลใดให้ถ้อยคำ
ด้วยความไม่สมัครใจ
-ย้ำว่าถ้าไม่ได้มีการสอบสวนผู้ต้องหาหรือแจ้งข้อหาถือว่าคดีนั้นไม่มีการสอบสวน อัยการไม่มีอำนาจฟ้องศาลต้นยกฟ้องในข้อหานั้นๆ อ้าง ม.120 และ134
-พงส.ต้องให้โอกาสผู้ต้องหาในการแก้ข้อกล่าวหา อ้างพยานหลักฐานฝ่ายตน ดู ม.131 และ 134 ว.4
-การสอบสวนต้องทำโดย 1)รวดเร็ว 2)ต่อเนื่อง 3)เป็นธรรม

-ฎ.430/2546 แม้รัฐธรรมนูญจบัญญัติว่าการสอบสวนต้องกระทำด้วยความรวดเร็วต่อเนื่องและเป็นธรรม ก็ตาม การที่ พงส.เพิ่งได้เริ่มทำการสอบสวนความผิดฐานมียาเสพติด ขณะผู้ต้องหาถูกขังอยู่ที่เรือนจำในคดีอื่นหลังเกิดเหตุเป็นเวลาหนึ่งปีครึ่ง การสอบสวนก็ยังชอบด้วยกฎหมาย

-ม.134 การแจ้งอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาได้เข้าใจนั้น เทียบเคียงกับการฟ้องให้พอที่ผู้ต้องหาไม่หลงข้อต่อสู้โดยไม่จำเป็นต้องอ้างเลขมาตราตัวบทและชื่อกฎหมายแต่อย่างใด และกรณีการกระทำของผู้ต้องหาเพียงครั้งเดียว แต่ผิดตามกฎหมายหลายฉบับเมื่อ พงส.ได้แจ้งและอธิบายกฎหมายหนึ่งแล้วก็ถือว่าชอบแล้ว ดูเทียบเคียง ฎ.7628/2541

-ม.134 ว.5 เมื่ออ่านให้ละเอียดและตีความให้ดี จะรู้และยืนยันได้ว่าการแจ้งข้อหา มิใช่การจับ เมื่อผู้ที่ถูกกล่าวหามามอบตัว หรือปรากฏตัวต่อพนักงานสอบสวน จะแจ้งข้อกล่าวหาได้ต้องเป็นกรณีมีพยานหลักฐานตามสมควรที่จะกล่าวหาผู้นั้นว่ากระทำผิดอาญา ตาม ม.134 ว.2 ด้วย แต่ถ้ามีเหตุที่จะออกหมายขังได้(กรณีไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่มีการออกหมายจับ) ตาม ม.71(ดู ม.66ประกอบ) พงส.มีอำนาจตาม ม.นี้และนำม.87มาใช้บังคับด้วย

-ม.135 คำให้การที่ได้จากคำมั่นสัญญาหรือการบังคับขู่เข็ญหรือทรมาน จะรับฟังไม่ได้ตาม ม.226 แม้การ
สอบสวนจะไม่เสียไปทั้งหมดก็ตาม ฎ.5294/2549 การฝ่าฝืน ม.133 ทวิ รับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้(การสอบสวนไม่เสีย)
วันปิดคอสสิทธิมนุษยชน
-ออกสอบ 1 ข้อ ในกลุ่มการค้นและการจับ
-ม.57 ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับ ม.78,79,80,92,94
-การค้นในที่รโหฐานต้องมีหมายหรือคำสั่งศาล การค้นเพื่อพบคนและสิ่งของ(ม.98)

-ม.81 ห้ามจับในที่รโหฐานเว้นแต่………ปฏิบัติว่าด้วยการค้นที่รโหฐาน………โยง ม.92
-ม.92 ห้ามค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายหรือคำสั่งศาล เว้นแต่………………….พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ(ทุกระดับชั้น ดูความหมายใน ม.2 (16) ในกรณีดังต่อไปนี้ …..ดู ม.78,79,80 ประกอบ
-เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมาจากในที่รโหฐาน…….
-เมื่อผิดซึ่งหน้ากำลังทำลงในที่รโหฐาน……..(ซึ่งหน้าตำรวจผู้จับ)
-ซึ่งหน้าและกำลังถูกไล่จับหนีเข้าไป……………….
-เมื่อมีพยานหลักฐานว่าสิ่งของมีไว้เป็นความผิด……………..ทั้งเนิ่นช้าจะถูกโยกย้ายหรือทำลาย…..
-ที่รโหฐานผู้ถูกจับเป็นเจ้าบ้านแลการจับมีหมายจับหรือจับตาม ม.78

-ม.96 ค้นที่รโหฐานระหว่างพระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตก เว้นแต่…
-ต่อเนื่อง
-ในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง

-ค้นเพื่อจับผู้ดุร้ายหรือผู้ร้ายสำคัญและได้รับอนุญาตเป็นพิเศษตามข้อบังคับประธานศาลฎีกาให้ค้น
กลางคืนได้
-ม.93 ห้ามค้นที่สาธารณะเว้นแต่
-เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และ
-มีเหตุอันควรสงสัย……
-ม.78 พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดไม่ได้เว้นแต่
-ความผิดซึ่งหน้าตาม ม.80
-พบโดยมีพฤติการณ์น่าสงสัยว่าก่อเหตุโดยมีเครื่องมืออาวุธหรือวัตถุ……
-มีเหตุจะออกหมายจับตาม ม.66(2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วน….
-นายประกันจับลูกประกันตาม ม.117
-เทียบข้อความ ม.78(2) กับ ม.80(2)

-ม.80 ความผิดซึ่งหน้าคือ
1.ความผิดที่เจ้าพนักงานผู้จับเห็นกำลังกระทำหรือในอาการที่แทบจะไม่สงสัยเลยว่าทำผิดมาสดๆ
2.ความผิดตามฐานต่างๆในท้ายวิอาญา โดย
-ถูกไล่จับดังผู้กระทำโดยมีเสียงร้องเอะอะ
-แทบจะทันทีทันใดหลังทำผิดในที่ใกล้เคียงนั้นโดยมีสิ่งของได้จากทำผิด มีเครื่องมือหรือ
อาวุธหรือร่องรอยพิรุธเห็นประจักษ์ที่เสื้อผ้าหรือเนื้อตัวผู้นั้น
-ม.66 เหตุที่จะออกหมายจับ เน้น (2) โยง 78(3)
-ราษฎรจับราษฎร ดู ม.79,82,78(4) ต้องเข้าเกณฑ์ ม.80 และความผิดซึ่งหน้านั้นต้องเป็นฐานความ

ผิดท้าย
ป.วิอาญา
-ถ้าเจ้าของบ้านอนุญาตให้เจ้าพนักงานเข้าไป แล้วพบเห็นความผิดซึ่งหน้าก็จับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือหมายค้น และราษฎรก็จับได้ถ้าซึ่งหน้าในฐานตามบัญชีท้ายวิอาญา
-ม.90 ก็น่าออกสอบ
-รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ม.3 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคที่เคยได้รับความคุ้มครองตามจารีตประเพณีและตามพันธกรณีระหว่างประเทศย่อมได้รับความคุ้มครอง

facebook comments:

โพสท์ใน กฎหมาย | แสดงความเห็น

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

คำว่า “นวัตกรรม” เดิมใช้ “นวกรรม” มาจากคำว่า นว หรือ นวัต ซึ่งแปลว่า ใหม่ ( เช่น นวธานี, นวนคร = เมืองใหม่, นวพล = พลังใหม่, นวกภิกขุ = พระบวชใหม่) กับคำว่า “กรรม” ซึ่งแปลว่า การกระทำ การทำหรือสิ่งที่ทำ ความคิดและการปฏิบัติ ตรงกับคำภาษาอังกฤษ “Innovation” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาลาติน in + novare (= new) เป็น Innovare แปลว่า ทำให้ใหม่ (to renew) หรือดัดแปลงเสียใหม่ (to modify) ส่วน Innovate เป็นคำกริยา แปลว่า ทำใหม่ เปลี่ยนแปลงโดยนำสิ่งใหม่เข้ามา เมื่อนำ 2 คำ มารวมกันเป็น นวกรรม หรือ นวัตกรรม ก็จะแปลได้ตรงตัวว่า การกระทำใหม่ หรือกระทำสิ่งใหม่ หมายถึง ทำขึ้นมาใหม่ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ขึ้นมา ซึ่งอาจอยู่ในรูป ความคิด สิ่งของ วัสดุ เครื่องมืออุปกรณ์ หรือวิธีการก็ได้ ดังที่มีผู้ให้ความหมายไว้ เช่น

เป็นความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อนหรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น… (กิตานันท์ มลิทอง. 2543 : 255)

หมายถึง วิธีการหรือการกระทำใด ๆ ที่เป็นวิธีการหรือการกระทำใหม่ หรือเป็นสิ่งที่มีผู้คิดค้นขึ้นใหม่ หรืออาจปรับปรุงของเก่าให้ใหม่หรือดีขึ้น เพื่อใช้สิ่งนั้นในการแก้ปัญหาหรือปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้น (เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. 2545 : 8)

เป็นแนวความคิดที่มีเป้าหมายชัดเจน ในการนำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ (Nicholls and Allen. 1983 : 4)

ดังกล่าวแล้วว่า เทคโนโลยีการศึกษา เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ หรือใช้ ร่วมกับกระบวนการทางจิตวิทยา และอื่น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีมิได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพคงที่เสมอไป ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีใด ๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเปลี่ยนแปลงสถานที่ เปลี่ยนแปลงเวลา เปลี่ยนบุคคลที่ใช้และบุคคลที่ถูกนำไปใช้ เปลี่ยนแปลงสถานที่แวดล้อม ก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ ในกรณีที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงขึ้น เทคโนโลยีนั้นก็จะยังคงใช้ต่อไป แต่เมื่อประสิทธิภาพลดลง เทคโนโลยีนั้น ๆ จึงต้องมีการปรับปรุงจุดบกพร่องบางส่วน หรือนำเอาวิธีการใหม่ ๆ มาใช้ ซึ่งวิธีการที่ได้รับการปรับปรุงใหม่หรือวิธีการใหม่ที่นำมาใช้เรียกว่า นวัตกรรม (Innovation)

  • ทอมัส ฮิวซ์ (อ้างในบุญเกื้อ      ควรหาเวช, 2542:13) ให้ความหมายของคำว่า นวัตกรรมว่า “เป็นการนำวิธีการใหม่ ๆ มาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้น      ๆ แล้ว โดยเริ่มมาตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา      (Development) ซึ่งอาจจะเป็นรูปของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน      (Pilot Project) แล้วจึงนำมาปฏิบัติจริง      ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา”
  • มอตัน (อ้างในบุญเกื้อ      ควรหาเวช, 2542:13) กล่าวว่า “นวัตกรรม หมายถึง การทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงของเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การนั้น ๆ นวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่เป็นการปรับปรุงแต่งและพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบ”
  • ไชยยศ      เรืองสุวรรณ (อ้างในบุญเกื้อ ควรหาเวช,      2542:13) กล่าวว่า “นวัตกรรม      หมายถึงวิธีการปฏิบัติใหม่ ๆ ที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได้มาจากการคิดค้นพบวิธีการใหม่      ๆ ขึ้นมาหรือมีการปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมและสิ่งทั้งหลายปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น”

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า “นวัตกรรม เป็นการปรับปรุงดัดแปลงวิธีการเดิม หรือนำเอาวิธีการใหม่มาใช้ในกระบวนการดำเนินงานใดๆ แล้วทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม”

เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้กับงานใดหรือสาขาใดก็จะเรียกชื่อตามสาขาที่นำมาใช้นั้น เช่น นวัตกรรมการเกษตร นวัตกรรมการสื่อสาร นวัตกรรมการสอน นวัตกรรมการศึกษา เป็นต้น มีผู้ให้ความหมายของนวัตกรรมที่นำมาใช้ในระบบการศึกษาและการเรียนการสอน (educational/instructional innovation) ไว้ เช่น

  • หมายถึง      นวัตกรรมที่จะช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู้เรียนสามารถเกิดการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว      มีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม      เกิดแรงจูงใจในการเรียนด้วยนวัตกรรมเหล่านั้น และประหยัดเวลาในการเรียนอีกด้วย…(กิดานันท์ มลิทอง. 2543 : 256)
  • เป็นการนำเอาสิ่งใหม่      ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตาม      เข้ามาใช้ในระบบการศึกษา      เพื่อมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (บุญเกื้อ      ควรหาเวช. 2530 : 5)

จากความรู้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กล่าวมาแล้ว และหากทำการศึกษาในเอกสารตำราต่าง ๆ จะพบว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นคำที่มักจะใช้ควบคู่กันเสมอ ๆ เช่น ใช้คำว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยี หรือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือแม้แต่คำว่า นวัตกรรมเทคโนโลยี (ไม่มีคำว่า“และ”)หรือในรูปรวมกันเป็นคำเดียวในลักษณะย่นย่อเกิดเป็นคำศัพท์ใหม่ใภาษาอังกฤษ เช่น Technology and Innovation หรือ Innovation and Technology หรือ Innotech (ชื่อหน่วยงาน) เป็นต้น แสดงให้เห็นว่าทั้ง 2 คำมีความข้องสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ดังที่มีผู้เปรียบเทียบว่า “นวัตกรรมเป็นเสมือนหน่อไม้ ส่วนเทคโนโลยีเทียบได้กับลำไม้ไผ่หรือกอไผ่” (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523 : 24-25) อธิบาย ได้ว่า เทคโนโลยีต้องผ่านขั้นตอนการเป็นนวัตกรรมมาก่อน ในทางกลับกันถ้าไม่มีลำไม้ไผ่ หรือกอไผ่ (เทคโนโลยี) ก็ไม่มีโอกาสจะมีหน่อไม้ (นวัตกรรม) ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงเกี่ยวข้องกันในลักษณะ “วงวัฏจักรของการพัฒนา” ที่ไม่มีการสิ้นสุดและแสดงเป็นภาพความสัมพันธ์ได้ดังภาพที่ 1 (เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. 2545 : 8)

อนึ่งเทคโนโลยีใด ๆ ที่ใช้ไปเป็นระยะเวลานานหรือภายใต้สภาวการณ์แวดล้อมที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ย่อมเกิดการ “ล้าสมัย” ขึ้นจึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้อีกต่อไป เว้นแต่จะได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาให้เหมาะสม และนำไปทดลองใช้หรือเผยแพร่เพื่อให้เกิดการยอมรับต่อไป ในช่วงนี้เองเทคโนโลยียังอยู่ในสภาพนวัตกรรมจนกว่าจะได้รับการยอมรับ และนำไปใช้ในระบบปกติอย่างกว้างขวางหรือแพร่หลาย จึงจะถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่สมบูรณ์และต้องการการพัฒนาเพื่อมิให้เกิดการล้าสมัยอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

420

ภาพที่ 1 แสดงการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ในทำนองเดียวกันหากเทคโนโลยีดังกล่าว เป็น “เทคโนโลยีการศึกษา” และ “นวัตกรรมการศึกษา” ก็จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกันในทำนองเดียวกันดังภาพที่ 2 (เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. 2545 : 9)

421
ภาพที่ 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีการศึกษา

คุณลักษณะของนวัตกรรม

มีผู้อธิบายลักษณะของนวัตกรรมไว้หลายประการพอประมวลโดยสังเขปดังนี้

  1. เป็นสิ่งใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วน      อาจเป็นของเก่าที่ใช้ไม่ได้ผลในอดีต      แต่นำมาปรับปรุงเสียใหม่      หรือเป็นของปัจจุบันที่เราทำการปรับปรุงให้ดีขึ้น
  2. มีการนำเอาวิธีการจัดระบบ      (systems approach) มาใช้ โดยพิจารณาองค์ประกอบ ส่วนที่เป็นสิ่งป้อนเข้า กระบวนการและผลลัพธ์
  3. มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างการวิจัยว่า นวัตกรรมนั้นจะช่วยแก้ปัญหาหรือช่วยให้งานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  4. ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบงานในปัจจุบัน
  5. มีการพัฒนาตามขั้นตอน      คือ คิดค้น ทดลอง และนำมาใช้
  6. สิ่งที่เป็นนวัตกรรมของที่หนึ่งอาจไม่เป็นนวัตกรรมในที่อื่น      ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับภาวะการใช้นวัตกรรมนั้น      ๆ
  7. มีการนำมาใช้จริงในวงการนั้น      ๆ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์. 2523      :25 ; ไชยยศ เรืองสุวรรณ.      2521 : 14-15 ; เอกวิทย์ แก้วประดิษฐ์. 2545 : 10-11)

 

facebook comments:

โพสท์ใน การศึกษา | แสดงความเห็น