สุขภาพชุมชน ( Community Health)

คำว่า สุขภาพชุมชน อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อนามัยชุมชน หมายถึง ภาวะแห่งการรวมเอา สุขภาพของบุคคลต่างๆ ในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งสุขภาพอนามัยของแต่ละบุคคลจะดีได้ ก็ย่อมขึ้นกับสภาพสิ่งแวดล้อมด้วย ปัจจัยในการดูแลสุขภาวะในชุมชนได้แก่ การป้องกันโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน การมีการสุขาภิบาลที่ดี ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาวะสุขภาพของบุคคล โรคในความหมายโดยทั่วไป หมายถึง ความเจ็บป่วย หรือภาวะที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือขัดขวางการทำงานตามปกติของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หรือระบบใดระบบหนึ่ง จนปรากฏอาการ หรืออาการแสดงของร่างกายต่อสิ่งที่ทำให้เกิดโรค โรคสามารถจำแนกตามปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคโดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โรคไร้เชื้อ และโรคติดเชื้อ

1. โรคไร้เชื้อ หรือโรคไม่ติดต่อ หมายถึง โรคที่มีสาเหตุจากสิ่งที่ไม่ใช่จุลินทรีย์มากระทำต่อ ร่างกาย เช่น สารเคมี ความร้อน แสง เสียง รังสี สารอาหารเป็นต้น สิ่งเหล่านี้เมื่อรับเข้าไปในร่างกายในปริมาณมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือขัดขวางการทำงานตามปกติของอวัยวะในร่างกาย จนก่อให้เกิดโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคนิ่ว โรคเบาหวาน โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคพิษสุราเรื้อรัง คอพอก ขาดสารอาหาร และความแปรปรวนทางจิตใจ เป็นต้น

2. โรคติดเชื้อ หรือโรคติดต่อ หมายถึง โรคที่มีสาเหตุมาจากตัวเชื้อโรค ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส ริคเค็ทเซีย เชื้อรา และปรสิต ซึ่งตัวเชื้อโรคเหล่านี้ มีพิษที่สามารถถ่ายทอดจากแหล่งโรค ซึ่งอาจจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ได้ เมื่อบุคคลสัมผัสเชื้อนั้นๆ ในปริมาณที่มากพอ ก็จะเกิดอาการและอาการแสดงของโรค เช่น โรคอุจจาระร่วง โรควัณโรค โรคเอดส์ โรคเรื้อน โรคตับอักเสบ โรคพิษสุนัขบ้า โรคแอนแทรกซ์ โรคเลปโตสไปโรซิส ไข้หวัดนก เป็นต้น
ในที่นี้ จะขอกล่าวถึง โรคติดต่อซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของปัญหาสุขภาพชุมชน เพราะโรคติดต่อ เป็นโรคที่สามารถแพร่กระจายจากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกบุคคลหนึ่ง หรืออาจจะแพร่จากสัตว์ไปสู่คน การแพร่กระจายของโรคติดต่อ มีการแพร่กระจายได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1. การติดต่อโดยตรง เป็นการแพร่กระจายของเชื้อ จากแหล่งแพร่เชื้อสู่คน หรือจากคน สู่คน โดยไม่ต้องผ่านสื่อหรือพาหะนำไป เช่น การสัมผัสโดยตรงจากผู้ติดเชื้อ การจาม การมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

2. การติดต่อโดยทางอ้อม เป็นการติดต่อโดยผ่านพาหะ หรือสื่อนำโรค เช่น น้ำ ซึ่งเป็น ตัวการสำคัญของการติดต่อโรคของทางเดินอาหาร เช่น โรคอหิวาตกโรค ไทฟอยด์ ตับอักเสบ เป็นต้น อาหาร เป็นแหล่งแพร่เชื้อได้จากการปรุงอาหาร การเก็บอาหาร การปนเปื้อนของอาหาร ผลจากเชื้อโรคในอาหารทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ก็สามารถเป็นแหล่งนำโรคได้ เช่น เข็มฉีดยา เครื่องมือผ่าตัด ผ้าปิดแผล ของใช้ส่วนตัวผู้ป่วยที่เป็นโรคติดต่อ หากมี การใช้ร่วมกันอาจจะทำให้ติดโรคได้ เช่น โรคตับอักเสบ ดิน สามารถเป็นแหล่งนำโรคได้ เช่น โรคบาดทะยัก โรคแอนแทรกซ์ โรคฉี่หนู เป็นต้น อากาศ เป็นพาหะที่สำคัญของการติดต่อโรคทางเดินหายใจ จากการสัมผัสกับละออง ต่างๆที่เกิดจากการ ไอ จาม หรือพ่นสารเคมี หรือฝุ่นต่างๆที่ลอยอยู่ในอากาศ อาจปนเปื้อนเชื้อโรคต่างๆในสิ่งแวดล้อม ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย

2.6.1 โรคติดต่อที่เป็นปัญหาสาธารณสุข

1. โรคติดต่อจากอาหารและน้ำ โรคติดต่อจากอาหารและน้ำ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มโรคอุจจาระร่วง กลุ่มโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส กลุ่มโรคไขสันหลังอักเสบ และกลุ่มโรคหนอนพยาธิ
1.1 โรคอุจจาระร่วง หมายถึงโรคดังต่อไปนี้
1.1.1 โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีการถ่ายอุจจาระเหลวผิดปกติ ตั้งแต่สามครั้งขึ้นไป ในเวลา 24 ชั่วโมง และมีอาการไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าเกิน 4 สัปดาห์ ถือว่าเป็นโรคอุจจาระร่วงเรื้อรัง
1.1.2 โรคบิดเกิดจากเชื้อในกลุ่มชิเกลลา หรือโปรโตซัวและบิดที่ยังไม่สามารถระบุชนิด ได้
1.1.3 อาหารเป็นพิษ เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย สารพิษ หรือสารเคมี ในอาหาร
1.1.4 ไข้ไทฟอยด์ หรือเรียกว่าไข้เอ็นเทอริค เกิดจากเชื้อในกลุ่ม ซาลโมเนลลา (Salmonella)
1.1.5 อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อ ที่มีชื่อว่า Vibrio cholera ซึ่งเป็นโรคที่พบมีการระบาด มากในหน้าร้อน

1.2 กลุ่มโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคตับอักเสบมีหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ บี ซี ดี และอี แต่เพียงชนิดเอ เท่านั้น ที่ติดต่อทางอาหารหรือน้ำ กลุ่มอาการที่สำคัญได้แก่มีไข้ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ตาเหลือง ตัวเหลือง ซึ่งอาจทำให้ตับวาย และเป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งตับ โรคในกลุ่มนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ผู้ป่วยที่หายจากโรคนี้แล้วจะไม่เป็นโรคนี้อีกตลอดชีวิต

1.3 โรคไข้ไขสันหลังอักเสบ เรียกสั้นๆว่าโรคโปลิโอ เกิดจากเชื้อไวรัส ที่ชื่อ Poliovirus โดย การกินเข้าไปพร้อมกับอาหารหรือน้ำ เชื้อไวรัสนี้จะไปทำให้ไขสันหลังอักเสบ และทำลายเซลล์ ไขสันหลัง ทำให้ประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อถูกทำลาย และกล้ามเนื้อนั้นลีบเป็นอัมพาต โรคนี้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงด้วยการฉีดวัคซีน

1.4 โรคหนอนพยาธิ เกิดจากหนอนพยาธิต่างๆ เช่นพยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิใบไม้ เป็นต้น

2. โรคติดต่อทางเดินหายใจ โรคติดต่อทางเดินหายใจ หมายถึง โรคที่เกิดขึ้นเนื่องมาจาก การได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดย การหายใจ แต่อาการและสภาพจะเกิดกับอวัยวะในระบบทางเดินหายใจหรือระบบใดก็ได้ โรคที่สำคัญของโรคติดต่อจากการหายใจ และเป็นปัญหาสาธารณสุขมีดังนี้

2.1 โรคติดต่อจากการหายใจแบบเฉียบพลัน ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ ต่อม ทอมซิลอักเสบ คอตีบ ปอดบวม กาฬโรคปอด จมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ ภาวะอุดตันทางเดินหายใจเฉียบพลัน หัด หัดเยอรมัน สุกใส

2.2 โรคติดต่อทางเดินหายใจแบบเรื้อรัง ได้แก่ ไอกรน ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ต่อมอดีนอยด์โตและอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ วัณโรคปอด ฝีในปอด อาการสำคัญที่พบในโรคติดต่อทางเดินหายใจ ได้แก่ อาการไข้ อาการไอ มีเสมหะ อาการ หายใจลำบาก อาการเจ็บหน้าอก ซึ่งอาจพบในผู้ป่วยบางราย เช่น ถ้าผู้ป่วยมีอาการเจ็บแสบร้อนบริเวณใต้กระดูกสันอก จะเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อที่หลอดลมใหญ่และหลอดลมคอ หรือถ้าเจ็บแปลบๆเหมือนมีดบาดในขณะหายใจ ผู้ป่วยจะมีอาการอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดส่วนบน เป็นต้น ส่วนอาการที่เกิดโรคนอกระบบทางเดินหายใจ มักพบการเกิดตุ่มขึ้นบนผิวหนัง หลายลักษณะ เช่น ตุ่มเม็ดแดงๆ ตุ่มน้ำใส และตุ่มที่แตกแล้ว เช่น ตุ่มของโรคหัด หัดเยอรมัน ไข้ดำแดง หรือสุกใส เป็นต้น อาการตุ่มบนผิวมักจะปรากฎร่วมกับอาการทางเดินหายใจเสมอ

3. โรคติดต่อจากการสัมผัส โรคติดต่อจากการสัมผัส หมายถึง โรคติดต่อจากการสัมผัสระหว่างบุคคลที่เสี่ยงต่อโรคและเป็นโรค ซึ่งแหล่งโรคอาจเป็นคนหรือสัตว์ หรือสิ่งไม่มีชีวิต การสัมผัสโรคนั้น อาจเป็นการสัมผัสโดยตรง เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การแตะต้องกัน หรือโดยอ้อม เช่นสัมผัสน้ำลาย หรือเสมหะ หรือสัมผัสผ่านเสื้อผ้า ของใช้ผู้ป่วย เป็นต้น โรคติดต่อจากการสัมผัสที่สำคัญ มีดังนี้

1.1 โรคติดต่อจากการสัมผัสสิ่งขับหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ หมายถึง การสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ซึ่งอาจจะสัมผัสจากการหายใจรดกัน การไอ การจาม การจูบ โรคที่พบได้แก่ ปอดบวม วัณโรคปอด ไอกรน โรคเรื้อน
1.2 โรคติดต่อจากการสัมผัสทางผิวหนัง ได้แก่ โรคซิฟิลิส โรคเชื้อราบนผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน โรคหิด โรคเหาและ โลน โรคสุกใส พยาธิปากขอ
1.3 โรคติดต่อจากการสัมผัสด้วยการมีเพศสัมพันธ์ ได้แก่ โรคเอดส์ โรคหนองใน โรคซิฟิลิส โรคเริม โรคแผลริมอ่อน โรคหูด โรคตับอักเสบบี
1.4 โรคติดต่อจากการสัมผัสแบบอื่นๆ ได้แก่ โรคเยื่อบุตาอักเสบ จากการใช้มือไม่สะอาดขยี้ตา หรือการสัมผัสลมแรง หรือแสงจ้าๆ ทำให้เยื่อบุ ตาอักเสบ โรคหนองในที่ตาของทารก โรคเอดส์ในทารก และโรคซิฟิลิสในทารก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อผ่านรก จากแม่สู่ลูก

4. โรคติดต่อที่นำโดยสัตว์และแมลง โรคติดต่อที่นำโดยสัตว์ หมายถึง โรคติดต่อที่มีสัตว์เป็นพาหะนำโรคมาสู่คน ส่วนใหญ่คนจะติดโรคจากสัตว์ด้วยการสัมผัสหรือบริโภค โรคติดต่อที่นำโดยแมลง หมายถึง โรคติดต่อ ที่มีแมลงเป็นสื่อนำโรคมาสู่คนด้วยวิธีการต่างๆ

4.1 โรคติดต่อที่นำโดยสัตว์ สามารถแบ่งกลุ่มตามเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคได้ดังนี้

1.1.1 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคพิษ สุนัขบ้า โรคไข้หวัดนก
1.1.2 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคแอนแทรกซ์ โรคเล็ปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู
1.1.3 กลุ่มโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิ ได้แก่ โรคพยาธิตืดหมู โรคพยาธิตืดวัว โรคพยาธิ ใบไม้ในตับ โรคพยาธิตัวจี๊ด
1.1.4 โรคติดต่อที่นำโดยแมลง แบ่งกลุ่มตามเชื้อที่เป็นสาเหตุได้ดังนี้
1.1.4.1 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ โรคไข้เหลือง
1.1.4.2 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อริเค็ทเซีย ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ สครับ ไทฟัส ( Scrub typhus) ซึ่งนำโดยไรอ่อน
1.1.4.3 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ กาฬโรค นำโดย หนู ซึ่งเกิดการระบาดครั้งล่าสุดในปี 2537 ในประเทศอินเดีย
1.1.4.4 กลุ่มโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคไข้ มาลาเรีย ที่นำโดยยุงก้นปล่อง
1.1.4.5 กลุ่มโรคที่เกิดจากหนอนพยาธิ ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญได้แก่ โรคเท้าช้าง นำโดยยุงเสือ ยุงรำคาญ และยุงลายบางชนิด

หลักในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ
1. การให้ความรู้กับชุมชนในเรื่องโรคติดต่อ
2. การรณรงค์ในช่วงเสี่ยงของการเกิดโรค
3. การส่งเสริมในการสร้างภูมิต้านทานด้วยการฉีดวัคซีน
4. การส่งเสริมสุขภาพ เช่น การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การงดเสพย์สิ่งของมึนเมา การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสะอาด
5. การกำจัดสิ่งปฏิกูลให้ถูกหลักสุขาภิบาล
6. การควบคุมสัตว์และแมลงนำโรค
7. การค้นหาผู้ป่วยที่มีอาการในชุมชน และทำการรักษาพยาบาลผู้ป่วยให้หายขาดโดยเร็ว

การรายงานโรคตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ
• โรคติดต่อ
• โรคติดต่อต้องแจ้งความ
• โรคติดต่ออันตราย

ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง “โรคติดต่อ” ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2524

1.  อหิวาตกโรค                   2.  กาฬโรค                          3.  ไข้ทรพิษ
4.  ไข้เหลือง                        5.  ไข้กาฬหลังแอ่น               6.  คอตีบ
7.  ไอกรน                            8.  บาดทะยัก                       9.  โปลิโอ
10.  หัด                              11.  หัดเยอรมัน                   12. คางทูม
13.  สุกใส                          14.  ไข้หวัดใหญ่                 15.  ไข้สมองอักเสบ
16.  ไข้เลือดออก                 17.  โรคพิษสุนัขบ้า             18.  โรคตับอักเสบ
19.  ตาแดงจากไวรัส          20.  อาหารเป็นพิษ               21.  บิดแบซิลลารี่
22.  บิดอมีบา                     23.  ไข้รากสาดน้อย             24.  ไข้รากสาดเทียม
25.  ไข้รากสาดใหญ่           26.  สครัพไทฟัส                27.  มูรีนไทฟัส
28.  วัณโรค                       29.  โรคเรื้อน                      30.  ไข้จับสั่น
31.  แอนแทรกซ์                 32.  ทริคิโนสิส                    33.  คุดทะราด
34.  เลปโตสไปโรซิส          35.  ไข้กลับซ้ำ                     36.  โรคอุจจาระร่วง
37.  โรคแผลเรื้อรัง             38.  โรคเท้าช้าง                  39.  ซิฟิลิส
40.  หนองใน                     41.  หนองในเทียม              42.  กามโรคของต่อมและท่อน้ำเหลือง
43.  แผลริมอ่อน                 44.  แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ

ในปี พ.ศ. 2534 มีประกาศเพิ่มเติม โดยให้ เอดส์ จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อด้วย ดังนั้น มีโรคติดต่อทั้งหมด   รวม 45 โรค

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “ ชื่อโรคติดต่อต้องแจ้งความ” ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2524
1.  อหิวาตกโรค                   2.  กาฬโรค                          3.  ไข้ทรพิษ
4.  ไข้เหลือง                        5.  คอตีบ                              6.  บาดทะยักในเด็กเกิดใหม่
7.  โปลิโอ                            8.  ไข้สมองอักเสบ                 9.  โรคพิษสุนัขบ้า
10.  ไข้รากสาดใหญ่           11.  แอนแทร็กซ์                    12.  ทริคิโนซิส
13.  ไข้กาฬหลังแอ่น         14.  คุดทะราดระยะติดต่อ

ในปี พ.ศ. 2541 มีประกาศเพิ่มเติม โดยให้ เพิ่ม AFP (Acute Flaccid Paralysis)  และปี พ.ศ. 2546 เพิ่ม โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความด้วย ดังนั้น มีโรคติดต่อที่ต้องแจ้งความ ทั้งหมด   รวม 16 โรค
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง “ ชื่อโรคติดต่ออันตราย” ประกาศ ณ วันที่ 18 ธันวาคม 2524
1.  อหิวาตกโรค
2.  กาฬโรค
3.  ไข้ทรพิษ
4.  ไข้เหลือง
ในปี พ.ศ. 2546 มีประกาศเพิ่มเติม โดยให้ ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) จัดอยู่ในกลุ่มโรคติดต่ออันตรายด้วย ดังนั้น มีโรคติดต่ออันตราย ทั้งหมด   รวม 5โรค

•  โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง

ระบาดวิทยาของโรค
โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือที่รู้จักกันในชื่อ SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome)  ลักษณะทางระบาดวิทยาที่สำคัญของโรค SARS โดยสังเขปคือ
อาการสำคัญ
ไข้ หนาวสั่น ปวดกล้ามเนื้อเหมือนไข้หวัด ต่อมามีอาการหายใจลำบากเนื่องมาจากเกิด ปอดอักเสบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยจะมีอาการระบบหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตประมาณร้อยละ 14 – 15 ของผู้ป่วยทั้งหมด
เชื้อต้นเหตุ
ไวรัสในตระกูล Corona ซึ่งแตกต่างไปจากสายพันธุ์เดิมที่ก่อให้เกิดโรคในคนและสัตว์ เรียกชื่อไวรัสตัวใหม่นี้ว่า SARS Virus
การวินิจฉัย
อาศัยอาการและการฉายภาพรังสีปอดตามนิยามการเฝ้าระวังโรค
แหล่งรังโรค
คนป่วย
วิธีการติดต่อ
จากคนสู่คน โดยการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย (Droplet transmission) อันเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิด ยังไม่มีหลักฐานว่าการระบาดเกิดจากการแพร่เชื้อทางอากาศ แต่การระบาดล่าสุดในตึกอพาร์ตเมนท์หนึ่งของเกาะฮ่องกง พบว่าเชื้ออาจแพร่ทางอุจจาระของผู้ป่วยได้
ระยะฟักตัว
ตั้งแต่ 2 ถึง 10 วัน เฉลี่ยประมาณ 5 หรือ 6 วัน
ระยะที่เชื้อสามารถแพร่ได้
ส่วนใหญ่พบในช่วงที่มีอาการป่วยแล้วประมาณวันที่สามหรือสี่ ซึ่งมีอาการไข้ และมี อาการทางระบบหายใจชัดเจน พบปอดอักเสบโดยการฉายภาพรังสี ในระยะฟักตัวหรือระยะที่ยัง ไม่มีอาการ โอกาสแพร่เชื้อมีน้อยมาก
ประชากรกลุ่มเสี่ยง
บุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้แก่ บุคลากรที่ดูแลผู้ป่วย สมาชิกในบ้านเดียวกัน และผู้สัมผัส ใกล้ชิดอื่นๆ (Close contacts) จากสถิติของประเทศต่างๆ โรคนี้เกิดในผู้ใหญ่ ในเด็กพบได้น้อย ไม่มีความแตกต่างทางเพศ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุ มีโรคประจำตัวหรือโรคอื่นอยู่เดิม
ภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ
ยังไม่มีข้อมูลในเรื่องนี้
การรักษา
ยังไม่มียาจำเพาะ
การควบคุมโรค
แยกรักษาผู้ป่วย (Isolation) ติดตามผู้สัมผัส (Contact tracing) ซึ่งต้องอาศัยระบบการเฝ้า
ระวังและการสอบสวนโรคที่รวดเร็ว ถูกต้อง ครบถ้วน
•  โรคไข้หวัดนก
โรคไข้หวัดนกเป็นโรคติดต่อของสัตว์ประเภทนก ตามปกติโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ไม่ง่ายนัก แต่คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นโรคอาจติดเชื้อได้ โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนก ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ โรคอาจแพร่มายังสัตว์ปีกในฟาร์ม คนติดโรคได้โดยการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย เชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วย อาจติดมากับมือ และเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา ทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีระยะฟักตัว ซึ่งหมายถึง ตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ จนกระทั้งมีอาการ โดยส่วนใหญ่ประมาณ 2 ถึง 8 วัน (เฉลี่ย 4 วัน) โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัส อยู่ใน family Orthomyxoviridae, genus Influenzavirus)
ลักษณะอาการผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ   อ่อนเพลีย   เจ็บคอ    ไอ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ดี มักมีอาการรุนแรงได้ โดยจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก เนื่องจากปอดอักเสบรุนแรง ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก ผู้ที่ฆ่าหรือชำแหละสัตว์ปีก       ในพื้นที่ที่เกิดโรคไข้หวัดนกระบาด และชาวบ้านซึ่งสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยซึ่งเลี้ยงไว้ตามบ้าน หรือพักอาศัยในหมู่บ้านที่มีสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ
การติดต่อของเชื้อ
เชื้อจะอยู่ในส่วนของลำไส้ของสัตว์ปีกเป็นส่วนใหญ่ และพบได้ในระบบทางเดินหายใจของสัตว์ปีก เชื้อไวรัสไข้หวัดนกแพร่กระจายออกมากับอุจจาระ น้ำมูก สิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ดิน  พืช  สัตว์ปีกทุกชนิดสามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ   ทางปาก   ทางเยื่อบุต่างๆ หรือทางบาดแผล เชื้อมักปนเปื้อนมากับน้ำ อาหาร
ลักษณะการแพร่กระจายของเชื้อ
เป็นไปได้ 3 ทาง คือ

1. การแพร่กระจายระหว่างสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
เชื้อจะพบในอุจจาระของสัตว์ที่ติดเชื้อมาแล้วนาน 7-14 วัน หรือ มากกว่า 14 สัปดาห์ เชื้อชอบสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น และอุณหภูมิต่ำ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในปุ๋ยคอก การแพร่กระจายระหว่างฟาร์ม เกิดจาก การเดินเข้าออกในฟาร์มโดยไม่ล้างเท้าและรองเท้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อนกป่า โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ เป็นตัวแพร่เชื้อที่ต้องระวังเช่นกัน นอกจากนี้เชื้ออาจพบเชื้อบนเปลือกไข่ได้ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งอาจแพร่เชื้อระหว่างการนำเข้าไปยังตู้ฟักการพัดของลมไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังฟาร์มอื่นได้ ส่วนใหญ่การแพร่เชื้อระหว่างฟาร์มเกิดจากการเคลื่อนย้ายรถ คน เครื่องมืออุปกรณ์ระหว่างฟาร์ม นอกจากนี้ แมลงวัน หนู และสัตว์ฟันแทะอื่นๆ ก็อยู่ในข่ายน่าสงสัยว่าจะแพร่เชื้อได้หรือไม่

2. การแพร่กระจายระหว่างสัตว์ปีก
การแพร่โรคระหว่างสัตว์ปีกหรือในฝูงสัตว์ปีก มักพบผ่านทางเดินหายใจ โดยเชื้อซึ่งมาจากน้ำคัดหลั่งของสัตว์ที่เป็นโรค จะฟุ้งกระจายในอากาศ นอกจากนี้ยังมาจากการสัมผัสอุจจาระสัตว์ป่วย

3. กระแพร่กระจายโรคจากสัตว์สู่คน
มนุษย์สามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ ทางปาก บาดแผลผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ซึ่งเชื้อมักจะปนเปื้อนมากับอุจจาระ    น้ำคัดหลั่งของสัตว์ป่วย     กลุ่มเสี่ยงได้แก่คนที่ทำงานในฟาร์ม        คนเชือดไก่ คนเลี้ยงสัตว์ปีก คนที่เดินผ่านตลาดซื้อขายสัตว์ปีก คนที่สัมผัสเนื้อสัตว์ปีกที่ปนเปื้อน คนที่สัมผัสไข่ไก่ที่ปนเปื้อนเชื้อ สามารถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย

อาการของสัตว์ป่วย
ท่านสามารถสังเกตได้ดังนี้ สัตว์ปีกส่วนใหญ่จะตายอย่างปัจจุบันทันด่วน จนไม่สามารถสังเกตอาการได้ สัตว์ปีกที่ป่วยจะมีน้ำมูก ไอจาม หลอดลมอักเสบ ผอมแห้ง เบื่ออาหาร ท้องเสีย ไข่ลด ไข่นิ่ม ไข่มีรูปร่างผิดปกติ เหนียงบวม หงอนบวม หน้าบวม เปลือกตาบวม ข้อบวม หลอดลมบวมน้ำ มีจุดเลือดออกสีแดงคล้ำบริเวณ เหนียง หงอน และขา ของสัตว์ปีก การเคลื่อนไหวผิดปกติ อาจมีอาการชักกระตุก

มาตรการหลักควบคุมโรคระบาดในสัตว์ปีก ดังนี้

1.  การแยกสภาวะภายนอก (Isolation)
2.  การควบคุมการเคลื่อนย้าย (Traffic Control)
3.  การจัดการสุขาภิบาลที่ดี (Sanitation)

อุณหภูมิและเวลาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส
ความร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง  หรือ  60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที

คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่

  1. ควรรับประทานเนื้อที่ปรุงให้สุกเท่านั้น เนื่องจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนมา ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรือพยาธิ จะถูกทำลายไปด้วยความร้อน
  2. รับประทานเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น งดการประทานอาหารที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ
  3. เลือกรับประทานไข่ที่ปรุงสุกอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาดในไก่

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบอาหาร

  1. ควรเลือกซื้อเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐาน หรือร้านค้าประจำ และเลือกซื้อไก่สดที่ไม่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจตายด้วยโรคติดเชื้อ เช่น มีเนื้อมีสีคล้ำ มีจุดเลือดออก เป็นต้น สำหรับไข่ ควรเลือกฟองที่ดูสดใหม่และไม่มีมูลไก่ติดเปื้อนที่เปลือกไข่ ก่อนปรุงควรนำมาล้างให้สะอาด
  2. ไม่ใช้มือที่เปื้อนมาจับต้องจมูก ตา และปาก และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์
  3. ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อไก่ และมีเขียงสำหรับหั่นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว หรือผัก ผลไม้ โดยเฉพาะ ไม่ใช้เขียงเดียวกัน

ผู้ชำแหละไก่

  1. ต้องไม่ซื้อไก่ที่มีอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ เช่น ซึมหงอย ขนฟู หน้า หงอน หรือเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูก หรือขี้ไหล เป็นต้น หรือไก่ที่ตายมาชำแหละขาย
  2. ไม่ขังสัตว์ปีกจำพวก ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้ ๆ กัน เพราะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เชื้อโรคกลายพันธุ์ จนอาจเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ได้
  3. ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำผงซักฟอก และนำไปผึ่งกลางแดดจัด ๆ นอกจากนั้นอาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ 1- 2 ครั้ง
  4. หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก มีน้ำหรือเลือดคั่ง หรือจุดเนื้อตายสีขาวที่เครื่องใน หรือเนื้อมีสีผิดปกติ ต้องไม่นำไปจำหน่าย และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที เพราะอาจเป็นโรคระบาด
  5. ต้องล้างบริเวณชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก และควรราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละไก่
  6. ผู้ชำแหละไก่ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  7. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง

ผู้ขนย้ายสัตว์ปีก

  1. งดซื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีสัตว์ตายมากผิดปกติ
  2. เมื่อขนส่งสัตว์เสร็จในแต่ละวัน ต้องรีบล้างทำความสะอาดรถให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก สำหรับกรงขังสัตว์ควรราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
  3. ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
  4. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมและเครื่องป้องกันร่างกาย ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่

  1. เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์อื่น ๆ รวมทั้งนกทุกชนิด และสัตว์พาหะนำโรค เช่น หนู เป็นต้น เข้ามาในโรงเรือน เพราะอาจนำเชื้อโรคเข้ามาแพร่ให้ไก่ได้ นอกจากนั้นจะต้องรักษาความสะอาดในโรงเรือนให้ดีอยู่เสมอ และหากมีไก่ป่วยหรือตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที ต้องไม่นำไก่ป่วยหรือตายออกมาจำหน่าย และทำการกำจัดทิ้งตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด เช่น อาจฝังให้ลึกแล้วราดน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือปูนขาว หรือนำไปเผา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อมาสู่สัตว์หรือคน
  2. ผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการระบาด ไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องสัตว์ป่วย หรือซากสัตว์ที่ตาย
  3. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ เสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง

การป้องกันโรคให้แก่เด็ก

  1. เนื่องจากเด็กมักมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงรวมทั้งไก่และนก และหากติดเชื้อไข้หวัดนกมักป่วยรุนแรง ดังนั้นในช่วงที่มีโรคระบาดในสัตว์ปีก มีสัตว์ตายมากผิดปกติ พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรระมัดระวังดูแลเด็กให้ใกล้ชิด และเตือนไม่ให้เด็กอุ้มไก่หรือนก จับต้องซากสัตว์ที่ตาย และต้องฝึกสุขนิสัยที่ดี โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งหลังจับต้องสัตว์
  2. หากเด็กมีอาการป่วย สงสัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว โดยทั่วไปเมื่อได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้อง เด็กจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2 ถึง 7 วัน ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น มีอาการหอบ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

                2.6.2 การสุขาภิบาล  ( Sanitation)

การสุขาภิบาล  มาจากภาษาละตินว่า” Sanitas”  หมายถึง สุขภาพอนามัย  ดังนั้น การสุขาภิบาล  จึงหมายถึง การสร้างเสริมและรักษาสุขภาพอนามัย และสภาวะความมีสุขภาพดี  ซึ่งงานสุขาภิบาลมีหลายประเภท   เช่น  การสุขาภิบาลที่อยู่อาศัย      การสุขาภิบาลโรงเรียน      การสุขาภิบาลอาหาร         การกำจัดขยะมูลฝอย การกำจัดน้ำเสีย เป็นต้น  ซึ่งในที่นี้ จะได้กล่าวถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพอนามัยในชุมชน ได้แก่ การกำจัดขยะมูลฝอย และการกำจัดน้ำเสีย

                2.6.2.1 การกำจัดขยะมูลฝอย

ขยะมูลฝอย หมายถึง บรรดาสิ่งของที่ไม่ต้องการใช้แล้ว  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของแข็ง จะเน่าเปื่อยหรือไม่ก็ตาม รวมถึง เถ้า ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ ฝุ่น ละออง และเศษวัสดุที่ทิ้งจากครัวเรือน สถานที่ต่างๆ รวมถึงสถานที่สาธารณะ ตลาด และโรงงานอุตสาหกรรม  ยกเว้น อุจจาระและปัสสาวะของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งปฏิกูลที่ต้องการเก็บและกำจัดที่แตกต่างไปจากวิธีการจัดการ  ขยะมูลฝอย

วิธีกำจัดขยะมูลฝอย

วิธีการกำจัดขยะมูลฝอยที่สำคัญๆ มี5 วิธี ดังนี้

1. การถม  หมายถึง การนำขยะไปถม หรือทิ้งไว้ในที่ต่างๆ โดยปล่อยให้เน่าเปื่อยผุพังไป

ตามธรรมชาติ  ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ การถมบนพื้นดิน กับการทิ้งทะเล  ข้อดีของการถมดิน คือ เหมาะสำหรับการกำจัดขยะทางการเกษตร ซึ่งมีมากในชนบท และเป็นการช่วยให้เกิดปุ๋ยแก่พื้นดิน แต่มีข้อเสียคือ สามารถกำจัดได้เฉพาะขยะบางประเภท ไม่เหมาะสมกับการกำจัดขยะมูลฝอยในชุมชนเขตเมือง ไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง  เพราะอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานต่างๆ  ส่วนการทิ้งทะเล มีข้อดีคือ ไม่ต้องเสียงบประมาณในการซื้อที่ดินสำหรับรวบรวมขยะมูลฝอย ไม่ต้องแยกประเภทขยะ ใช้ได้ดีกับขยะประเภทกัมมันตรังสี แต่มีข้อเสียคือ ขยะอาจถูกพัดลอยเข้าฝั่งได้ และถ้าขยะมีปริมาณมากๆ ก็อาจทำให้ทะเลตื้นเขิน  และขยะบางประเภท อาจเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเล

2. การฝัง วิธีนี้เหมาะสำหรับการกำจัดขยะในเขตชนบท ซึ่งมีพื้นที่มาก และสามารถนำ

ขยะไปเป็นปุ๋ยได้อีก การฝังจะต้องทำการขุดหลุมสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 0.5 – 1 เมตร ลึกประมาณ 1 เมตร แล้วนำดินที่กองปากหลุมเกลี่ยลงทับขยะประมาณ 10 เซนติเมตร กระแทกดินให้แน่นพอสมควร

3. การเผา  มีทั้งการเผากลางแจ้ง และการใช้เตาเผาขยะมูลฝอย  เหมาะสำหรับขยะ

ประเภทที่เผาไหม้ได้ เช่น กระดาษ หญ้าแห้ง ใบไม้แห้ง  ส่วนการใช้เตาเผาขยะ เหมาะสำหรับการใช้ในเขตเมือง เพราะเป็นวิธีที่มิดชิด และต้องมีปล่องไฟสูงพอที่จะไม่ทำให้ขี้เถ้าฟุ้งกระจาย  และเหมาะสำหรับแหล่งที่มีเนื้อที่ในการกำจัดขยะน้อย

4. การหมัก หมายถึง การเอาขยะมูลฝอยพวกที่สามารถย่อยสลายได้มาหมักทำเป็นปุ๋ย เช่นขยะจากตลาดสด ขยะจากงานกสิกรรม วิธีนี้เหมาะอย่างยิ่งกับท้องถิ่นที่ประกอบอาชีพกสิกรรม

5. การนำขยะมูลฝอยไปทำแก๊สชีวภาพ  ขยะที่เหมาะแก่การนำไปทำแก๊สชีวภาพ ได้แก่ มูลหมู วัว ควาย เป็ด ไก่ เศษหญ้า เศษใบไม้

                                2.6.2.2 การกำจัดน้ำเสีย

น้ำเสียหมายถึง น้ำทิ้ง หรือน้ำที่เกิดจากการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ  ทำให้น้ำสกปรกขึ้นและปล่อยออกมาเป็นน้ำทิ้ง เช่น น้ำภายในอาคารบ้านเรือน น้ำจากการใช้ในกิจการอุตสาหกรรม  การขับถ่ายของเสีย บางครั้งน้ำเสียมักจะเรียกว่า น้ำโสโครก หรือเรียกว่า น้ำทิ้ง

แหล่งของน้ำเสีย

  1. น้ำเสียจากชุมชน เป็นน้ำเสียที่ระบายจากชุมชน เช่น ที่พักอาศัย โรงมหรสพ
  2. น้ำเสียจากอุตสาหกรรม เป็นน้ำเสียที่ระบายจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดจาก

กระบวนการต่างๆในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น กระบวนการผลิต กระบวนการล้างวัตถุดิบ การล้างเครื่องจักร เป็นต้น

  1. น้ำเสียจากการเกษตร เป็นน้ำเสียจากการระบายจากกิจการเกษตรกรรม ทั้ง  การเพาะปลูก และปศุสัตว์

 ระบบกำจัดน้ำเสียที่เหมาะสมสำหรับชุมชน

เนื่องจากน้ำเสียจากชุมชนในเขตเมืองส่วนใหญ่ จะมีสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบสูง  ง่ายต่อการสลายโดยวิธีทางชีวภาพ วิธีที่เหมาะสมโดยการกำจัดน้ำเสียโดยวิธีทางชีวภาพ  ได้แก่ ระบบถังเลี้ยงตะกอน ถังลานกรอง บ่อผันสภาพแบบเร็ว (บ่อผึ่งน้ำ หรือบ่อผึ่งแดด)  โดยอาศัยจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสิ่งสกปรก และอาศัยธรรมชาติช่วยมากที่สุด
สำหรับการป้องกันและควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้น     ทำได้โดยกำจัดสาเหตุของแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค ทั้งขยะมูลฝอย และน้ำเสีย  รวมถึงการควบคุมดูแลสัตว์ และแมลงนำโรคต่างๆ  และต้องทำการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสะอาด  การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการฉีดวัคซีน เป็นต้น  เมื่อบุคคลในชุมชนมีสุขภาพอนามัยดี  จะสะท้อนถึงภาวะสุขภาพชุมชนที่ดีด้วยเช่นกัน

facebook comments:

ข้อความนี้ถูกเขียนใน สุขภาพ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>