ความหมายของการบัญชี

ศาสตราจารย์ W.A. Paton แห่งมหาวิทยาลัยมิซิแกน  ได้ให้คำจำกัดความ “การบัญชี” (Accounting) ว่า  การบัญชี คือ “การช่วยอำนวยให้การบริหารงานเศรษฐกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น”  นักบัญชีจึงมีหน้าที่บันทึกรายการ  ซึ่งเกิดขึ้นได้กับหน่วยธุรกิจเฉพาะที่สามารถตีค่าเป็นตัวเงินได้รวมทั้งเรียบเรียง  จัดแยกประเภท  วิเคราะห์และรายงานผลสรุปของรายการที่เกิดขึ้น

คำจำกัดความของคำว่าการบัญชี  ยังมีผู้รู้อีกมากได้ให้คำจำกัดไว้  “AICPA” (The American Institute of Certified Public Accountants)  ซึ่งเป็นสมคมนักบัญชีในสหรัฐอเมริกาได้กล่าวไว้ว่า  “การบัญชีเป็นศิลปของการเก็บรวบรวมจดบันทึกรายการหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเงินไว้ในรูปของเงินตรา(Monetary)  จัดหมวดหมู่(Classification) ของรายการเหล่านั้น  สรุปผล(Summraizaion)  พร้อมทั้งตีความหมาย(Interpretation) ของรายการที่ได้จัดทำไว้”

จากคำจำกัดความข้องต้น  สรุปได้ว่าการบัญชีจะต้องประกอบไปด้วยกระบวนการดังต่อไปนี้
1. การบันทึกที่เกิดขึ้นประจำวัน (Recording Daily Trasactions)  ในการดำเนินธุรกิจนั้นต้องมีรายงานต่างๆ เกินขึ้นเป็นจำนวนมาก  การบัญชีจะเริ่มต้นเมื่อกิจการมีรายการทางธุรกิจเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน  และต้องเป็นรายงานที่เกิดขึ้นแล้ว  หรือมีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน  เหตุการณ์บางอย่างซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นรายการที่สมบูรณ์พอที่จะนำมาบันทึกได้  ตัวอย่างซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นไม่ถือว่าเป็นรายงานที่สมบูรณ์พอที่จำนำมาบันทึกได้  ตัวอย่างรายการที่ถือเป็นรายการบัญชี  เช่น  รายการที่เกี่ยวกับการซื้อขาย  การรับจ่ายเงิน  การให้หรือรับบริการต่างๆ  มีตีค่าได้เป็นจำนวนเงิน ฯลฯ  รายการเหล่านั้นจะนำไปบันทึกไว้ในสมุดบัญชีซึ่งเรียกว่าสมุดรายวันขึ้นต้น (Journal)

2. การจัดหมวดหมู่ของรายการ (Classifying Recorded Data) เกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้บันทึกรายการลงในสมุดรายวันขั้นต้น  แล้วจะต้องจัดรายการบันทึกไว้ให้เป็นหมวดหมู่หรือแยกประเภทรายการชนิดเดียวกันให้รวมอยู่ในที่เดียวกันซึ่งทำได้โดยการผ่านรายการต่างๆ  จากสมุดรายวันขั้นต้นไปยังบัญชีแยกประเภทที่เกี่ยวข้อง (Ledgers) ตามหมู่นั้นๆ

3. การสรุปผลของข้อมูล (summarizing Recorded and Classified Data) รายการ ที่จดบันทึกไว้ในสมุดรายวันขั้นต้นและผ่านไปบัญชีแยกประเภทเมื่อสิ้นระยะ เวลาหนึ่งก็จะมีการสรุปผลของรายการเหล่านั้นแล้วตีความหมายเพื่อให้เห็นว่า มีผลธุรกิจอย่างไรระยะเวลาหนึ่งโดยปกติปกติมักจะเป็น 1 ปีและการสรุปผมมักจะแสดงให้เห็นรูปงบการเงิน (Financial Statement)  ซึ่งได้แก่  งบกำไรขาดทุน (Income Statement) และงบดุล (Balance Sheet)  งบกำไรขาดทุนเป็นงบแสงผลการดำเนินงานของงวดหนึ่งๆ ส่วนงบดุลงบแสดงฐานะการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง

4. การวิเคราะห์ข้อมูล  (Interpreting the Summarized Facts) เป็นการนำข้อมูลที่ทำเป็นรายงานสรุปผลไว้แล้วมาวิเคราะห์ติดความ  โดยการเปรียบเทียบกับผลการดำเนินงานกิจการอื่นที่ดำเนินธุรกิจคล้ายกันในรอบระยะเวลาเดียวกัน  เพื่อให้บริหารเข้าใจผลการดำเนินงานของกิจการและนำไปใช้ประโยชน์ในการง่าแผนการดำเนินงานในอนาคต

      

ประโยชน์ของการบัญชี
การบัญชีมีประโยชน์ต่อการให้มีคำตอบในลักษณะต่างๆ  กับบุคคลหลายๆฝ่าย  เช่น  ฝ่ายบริหาร  อาจต้องการทราบว่ากิจการมีสินทรัพย์และหนี้สินอยู่เท่าใด  อยู่ในรูปของสินทรัพย์อะไรบ้างหนี้สินอะไรบ้าง  มีกำไรขาดทุนเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา  เจ้าหนี้ต้องการทราบถึงสภาพคล่อง  และความสามารถในการทำกำไรว่าเป็นเช่นไร  นักลงทุนต้องการทราบว่าควรจะลงทุนกิจการ A หรือ B ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเช่นไร
คำถามของบุคคลหลายฝ่ายนี้สามารถตอบได้โดยใช้ข้อมูลทางการบัญชี
ข้อแตกต่างระหว่างการบัญชีและการทำบัญชี
มีคนเป็นจำนวนมากสับสนระหว่างคำว่า  การบัญชี (Accounting)  และการทำบัญชี (Bookkeeping)  หลายคนเข้าใจว่าทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน  แท้ที่จริงแล้วการทำบัญชีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบัญชี  การทำบัญชี  หมายถึง  การทำบันทึกทางการบัญชีเท่านั้นคือ  จดบันทึก  และรวบรวมข้อมูล  ประจำวัน  เพื่อให้สามารถจัดทำงบการเงินต่างๆ  ต่อไปได้บุคคลผู้บุคลผู้ปฏิบัติงานดังกล่าว  เรียกว่าผู้ทำบัญชี (Bookkeeper) และผู้ปฎิบัติงานเกี่ยวกับการบัญชีเรียกว่า  นักบัญชี (Accounting)

สุชาติ  เหล่าปรีดา. หลักการบัญชี 1 .กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2546

facebook comments:

ข้อความนี้ถูกเขียนใน เศรษฐกิจ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>