ระบบคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีสารสนเทศ

  • 1. เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีการสื่อสาร
  • 2. เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์กับเทคโนโลยีการสื่อสาร จากการเรียนที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศมาแล้ว และได้รู้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศ คือเทคโนโลยีที่ใช้จัดการกับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นสามารถถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ และสามารส่งไปยังที่ต่าง ๆ ได้ตามต้องการอย่างรวดเร็วทันใจ อีกทั้งผู้ต้องการใช้สารสนเทศยังสามารถสืบค้นหาข้อมูลและข่าวสารที่ต้องการ ได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน นอกจากนั้นนักเรียนยังได้เรียนรู้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเกิดจากการรวม เทคโนโลยีสองอย่างเข้าด้วยกัน อย่างแรกคือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และอย่างที่สองคือเทคโนโลยีการสื่อสาร คำว่า เทคโนโลยี ในที่นี้หมายถึง ความรู้และวิธีการนำความรู้ไปใช้ สวนผลผลิตของเทคโนโลยีซึ่งทำให้เกิดการทำงานที่เราต้องการนั้น เราเรียกว่า ระบบระบบสารสนเทศ ประกอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์กับการสื่อสาร
  • 3. ระบบสารสนเทศที่ประกอบด้วยฝ่ายส่งข้อมูลและฝ่ายรับข้อมูล แต่ละฝ่ายประกอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์กับระบบสื่อสาร และระบบสื่อสารของทั้งสองฝ่ายเชื่อมต่อถึงกันโดยสิ่งที่เรียกว่า ช่องทางการสื่อสาร (Communication Channel) ซึ่งอาจเป็นสายโทรศัพท์ ใยแก้วนำแสง หรือคลื่นวิทยุก็ได้ ในทางปฏิบัติ ระบบสารสนเทศอาจมีขนาดใหญ่กว่านี้ และอาจประกอบด้วยฝ่ายส่งและฝ่ายรับอย่างละหลายร้อยหลายพันรายก็ได้ ตามตัวอย่างสมมุติฝ่ายส่งข้อมูลต้องการส่งข้อมูลที่มีอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ของฝ่ายตนไปให้แก่ฝ่ายรับ ฝ่ายส่งข้อมูลต้องจัดเตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบพร้อมส่ง และใช้โปรแกรมพิเศษ ไปควบคุมระบบสื่อสารให้ส่งข้อมูลไปตามช่องทางการสื่อสาร ซึ่งในกรณีนี้ต่อสายตรงอยู่กับฝ่ายรับข้อมูลก็จะไปถึงฝ่ายรับข้อมูลโดยตรง ระบบสื่อสารของฝ่ายรับข้อมูล เมื่อรับข้อมูลแล้วก็จะส่งต่อให้กับระบบคอมพิวเตอร์ของฝ่ายต้นข้อมูลก็จะ ปรากฏที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น
  • 4. กรณีของระบบใหญ่ซึ่งมีผู้ส่งและผู้รับจำนวนมากราย ต้องมีวิธีการหาเส้นทางระหว่างผู้ส่งและผู้รับเพื่อให้ข้อมูลไปถึงผู้รับราย ที่ต้องการ อีกประการหนึ่ง ผู้ใช้แต่ละรายมักจะเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับ ยกตัวอย่างเช่น กรณีนักเรียนใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องเรียนสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยไปที่เว็บไซต์ของบริษัทคือ http://www.tipvarin.co.th คอมพิวเตอร์ของนักเรียนจะทำหน้าที่เป็นผู้ส่งก่อน คือ สั่งข้อมูลร้องขอว่าต้องการข้อมูลจากเว็บไซต์นี้ ต่อมาคอมพิวเตอร์ของนักเรียนก็จะทำหน้าที่เป็นผู้รับข้อมูลที่ได้จากเว็บไซ ต์นั้น เพื่อมาแสดงที่จอภาพ เป็นต้น
  • 5. เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน
  • 6. เรื่อง ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน  คอมพิวเตอร์คืออะไรอุปกรณ์ที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ที่อยู่ภายนอก คอมพิวเตอร์อุปกรณ์เสริมของคอมพิวเตอร์ประเภทของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ คือ เครื่องมือชนิดหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาจากอุปกรณ์ทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ สามารถอ่านและเก็บข้อมูลพร้อมแสดงผลได้ประมวลผลและทำงานที่เราสั่งการอีก ทั้งยังตอบสนองการกระทำของผู้ใช้ได้และมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับ อุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดเพื่อสั่งให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นทำงานได้ตามต้องการ ความหมายของคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์คืออะไรคอมพิวเตอร์ (computer)เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำงานอัตโนมัติตามคำสั่งที่ป้อนไว้ ล่วงหน้าและถูกนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการคำนวณและการทำงานที่ใช้ความคิด แบบตรรกะได้กว้างขวางแทบทุกด้านปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสารพัด ประโยชน์สามารถนำมาใช้ในการทำงานหลายด้านอย่างมีประสิทธิภาพสูง เนื่องจากมีหน่วยความจำสูงคำนวณและประมวลผลได้อย่างรวดเร็วมีวิธีการบันทึก และการประมวลผลหลายรูปแบบ
  • 7. ข้อดีของคอมพิวเตอร์ยังมีอีกคือ ** เป็นเครื่องจักรที่ทำงานได้ทั้งวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ** สามารถเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถทำงานร่วมกันและส่ง ข้อมูลถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ** การพัฒนาคอมพิวเตอร์เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นยิ่ง กลับทำให้การใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องง่ายต่อผู้ใช้มากยิ่งขึ้นทุกที
  • 8. คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการทำงานเป็นเครื่องมือ ประจำบ้านซึ่งใช้ในการทำการบ้าน ทำงานวิจัยติดต่อสื่อสารเก็บข้อมูลแม้กระทั่งใช้เพื่อความบันเทิงในครอบ ครัว  1. ซีพียู 2. เมนบอร์ด 3. แรม 4. ฮาร์ดดิสก์5. การ์ดแสดงผล 6. การ์ดเสียง 7. เครื่องขับแผ่นบันทึกข้อมูล 8. เครื่องขับแผ่นซีดี9. การ์ดแลน 10. โมเด็ม
  • 9. 1. ซีพียู คือหน่วยประมวลผลกลางเปรียบเสมือนสมองกลของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่คำนวณคำสั่งต่างๆและสั่งให้แสดงผลลัพธ์ออกมา2. เมนบอร์ด คือ แผงควบคุมระบบอิเล็กทรอนิกส์หลักของคอมพิวเตอร์เป็นที่ใช้ต่อเข้ากับอุปกรณ์ ตัวอื่นๆ เช่น ซีพียู การ์ดจอ แรม3. แรม คือ หน่วยความจำชั่วคราวสำหรับส่งข้อมูลให้ CPU คำนวณ4. ฮาร์ดดิสก์ คือ อุปกรณ์มีหน้าที่เก็บข้อมูลต่างๆ มีความจุและขนาดที่แตกต่างกัน5. การ์ดแสดงผล คือ การ์ดที่ใช้ต่่อเข้ากับจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถแสดงผล ได้6. การ์ดเสียง คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ควบคุมเรื่องเสียงซึ่งจะให้เสียงออกมาทางลำโพง7. เครื่องขับแผ่นบันทึกข้อมูล คือ เครื่องที่ใช้ในการอ่านและเขียนข้อมูลลงแผ่นฟล็อปปี้ดิสก์8. เครื่องขับแผ่นซีดี คือ เครื่องที่ใช้ในการอ่านและเขียนข้อมูลลงในแผ่นซีดีอาจเป็นงานเอกสาร รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว9. การ์ดแลน คือ การ์ดที่สำหรับต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆตัวให้สามารถติดต่อกันได้เรียก ว่า ระบบ
  • 10. 1. กล่องใส่อุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพวเตอร์2. จอภาพ 3. เมาส์ 4. แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด1. กล่องใส่อุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพวเตอร์ Case ( เคส ) เป็นกล่องใส่ส่วนประกอบภายในต่างๆ เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น เมนบอร์ด แรม ซีพียู การ์ดเสียง ฮาร์ดิสก์ เป็นต้น2. จอภาพ จอภาพ เป็นอุปกรณ์ใช้แสดงผลการทำงานให้เรามองเห็นข้อความ รูปภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น3. เมาส์ เมาส์ เป็นอุปกรณ์ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้นด้วยการใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ไปยัง ตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ ในขณะที่สายตาจับอยู่ที่จอภาพก็สามารถใช้มือลากเมาส์ไปมาได้4. แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ด เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่จำเป็นในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ซึ่งจะรับข้อมูลจากการกดแป้นพิมพ์แล้งเปลี่ยนเป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับ คอมพิวเตอร์
  • 11. 1. เครื่องสแกนเนอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้อ่านภาพเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์2. เครื่องพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้พิมพ์ข้อมูลต่างๆ สามารถพิมพ์ได้ทั้งตัวอักษรและรูปภาพ 3. ลำโพง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้แสดงเสียงต่างๆ เหมาะสำหรับคอมพิวเตอร์ที่ต้องความบันเทิง 4.กล้องดิจิตอล เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ถ่ายภาพแบบไม่มีฟิล์ม เพราะเป็นการใช้หน่วยความจำภายในสำหรับจัดเก็บเป็นภาพ 5. แฟลชไดร์ เป็นหน่วยความจำที่มีความจุสูงแต่มีขนาดเล็ก สามารถพกพาข้อมูลไปได้ทุกที่เพียงต่อเข้ากับพอร์ต USB ของเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กและใช้งานได้ทันที 6. เครื่องสำรองไฟ ( UPS) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่สำรองไฟไว้ใช้กรณีที่ไฟฟ้าดับ และจะช่วยกรองกระแสไฟฟ้าในกรณีมีกระแสไฟฟ้าเกินหรือขาด 7.ไมโครโฟน เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลในรูปแบบเสียง โดยจะแปลงสัญญาณเสียงเป็นดิจิตอลแล้วส่งไปยังคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่า พีซี (PC) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานส่วนบุคคลแต่โดยรวมนั้นคอมพิวเตอร์ยัง แบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามขนาดประสิทธิภาพในการทำงานประเภทต่างๆ
  • 12. คอมพิวเตอร์ที่เราควรรู้จักมีดังนี้1. คอมพิวเตอร์ส่วนตัวหรือส่วนบุคคล ( Personal Computer) เพอร์ซันแนล คอมพิวเตอร์ หรือเรียกย่อๆว่า พีซี หมายถึง คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานส่วนตัวตามบ้านหรือสำนักงานทั่วไปซึ่งมักจะมีโครงสร้าง เป็นมาตรฐานใกล้เคียงกัน ใช้โปรแกรมร่วมกันได้หมด   2. คอมพิวเตอร์สมุดพก ( Notebook) เป็นเครื่องที่มีความสามารถในระดับเดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ( PC) แต่ออกแบบมาให้มีขนาดเล็กน้ำหนักเบาพอที่จะนำติดตัวไปไหนๆได้ด้วยสะดวกและ มักจะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ได้ทำให้สามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ไม่ว่า บนรถ เรือ เครื่องบิน  3.คอมพิวเตอร์แบบพกพา/คอมพิวเตอร์มือถือ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่พกพาใส่กระเป๋าได้ เช่นที่เรียกกันว่า PDA หรือผู้ช่วยส่วนตัวแบบดิจิตตอลสามารถเป็นคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลส่วนตัวของ ผู้ใช้ บันทึกรายชื่อ นัดหมายต่างๆ
  • 13. เรื่อง การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในองค์กร
  • 14. เรื่อง การพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในองค์กร ปัจจุบันมีการกล่าวถึงวิธีการรื้อปรับระบบองค์กรใหม่ ในรูปแบบที่เรียกว่า Business reinvention กล่าวคือ การปรับปรุงและสร้างองค์กรใหม่ โดยนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้ในองค์กร สารสนเทศเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง เราแบ่งระดับสารสนเทศออกเป็น 4 ระดับคือ ระดับส่วนบุคคล ระดับกลุ่มหรือแผนก ระดับองค์กรและระดับระหว่างองค์กร โดยทุกระดับจะเกี่ยวข้องกับทรัพยากรที่จำเป็นต้องนำมาใช้เพื่อประกอบกัน และให้ได้ประโยชน์จากสารสนเทศ ประกอบด้วยอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ได้แก่ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสาร ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ชั้นตอนการปฏิบัติงาน ได้แก่ กฎระเบียบต่าง ๆ และตัวบุคลากรเอง ศูนย์สารสนเทศขององค์กร คือหน่วยงานที่จะบริหารและจัดการทรัพยากรสารสนเทศ ที่ต้องลงทุนทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ศูนย์สารสนเทศขององค์กรตามแนวความคิดใหม่ จึงต้องประสานกับธรรมชาติของการทำงานขององค์กรที่มีบุคลากรเป็นแกนนำ เพราะบุคลากรทุกคนย่อมเป็นผู้ใช้สารสนเทศ และยังต้องมองเลยไปเป็นระดับกลุ่ม ระดับองค์กร และระดับระหว่างองค์กร การทำงานในทุกระดับจะต้องประสานการใช้ประโยชน์ให้เกิดกับองค์กรได้สูงสุด
  • 15. ลักษณะและจุดมุ่งหมายของศูนย์สารสนเทศคอมพิวเตอร์ มีการพัฒนาการมาจากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีราคาแพง โดยการใช้ประโยชน์จึงเริ่มจากการใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกันในอดีต มีศูนย์คอมพิวเตอร์กลาง ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาพีซี แนวคิดจึงเริ่มจากการพัฒนาให้ระบบใช้งานส่วนตัว และต่อมาพัฒนาเป็นเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน ดังนี้ลักษณะของการใช้ระบบคอมพิวเตอร์จึงมีลักษณะตามสภาพของการเปลี่ยนแปลง และพัฒนาการของเทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารข้อมูล ระบบเครือข่าย รูปแบบการใช้ระบบคอมพิวเตอร์จึงมีรูปแบบดังนี้
  • 16. การใช้แบบเครื่องหลัก (Host base) ในยุคที่เครื่องคอมพิวเตอร์มีราคาแพง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นเมนเฟรม ซึ่งมีการจัดการฐานข้อมูลอยู่ส่วนกลางและแบ่งการใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์หลักเป็นเครื่องที่รวมทรัพยากรทั้งหมดไว้ที่ศูนย์กลาง ผู้ใช้เพียงแต่ต่อสายออนไลน์ และใช้กำลังการคำนวณทั้งหมดจากเครื่องหลัก สถานีปลายทางจึงเป็นเพียงแค่เทอร์มินัลเท่านั้นการใช้งานแบบเครื่องหลัก เพื่อเป็นการสนับสนุนข้อมูลข่าวสารขององค์กรการใช้งานแบบเครื่องเดี่ยว (Stand alone) เมื่อมีการพัฒนาพีซีให้เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จึงมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สนับสนุนพีซีให้ช่วยงานระดับบุคคล ดังนั้นการประยุกต์ใช้งานระดับบุคคลจึงเป็นที่นิยมแพร่หลาย ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์พื้นฐานที่เรียกว่าโปรแกรมสำเร็จรูปให้ใช้งานได้มาก เช่น ใช้ช่วยในการพิมพ์เอกสารหรือเรียกว่า เวิร์ดโปรเซสเซอร์ ใช้คำนวณบนตารางที่เรียกว่า สเปรตซีต ใช้ในการเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูลขนาดเล็ก ใช้เพื่อนำเสนผลงาน
  • 17. เครื่องพีซีทำให้เกิดระบบการจัดการข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลระบบแลนและไคล แอนต์เซิร์ฟเวอร์ เมื่อพีซีมีขีดความสามารถสูงขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยีได้พัฒนาระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้เชื่อมโยงเข้าถึงกัน และใช้งานร่วมกัน ระบบแลนที่ใช้จึงเริ่มจากการสนับสนุนงานระดับกลุ่ม ระดับแผนกที่มีการทำงานร่วมกัน ใช้ทรัพยากรบางอย่างร่วมกัน เช่น ใช้ไฟล์ใช้ข้อมูล ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ตลอดจนเครื่องพิมพ์ร่วมกัน สภาพการทำงานบนเลนส่วนหนึ่งมีลักษณะการทำงานแบบ ไคลแอนต์เซิร์ฟเวอร์ กล่าวคือมีสถานีบริการกลางที่ให้บริการร่วมกันทั้งกลุ่ม โดยผู้ใช้จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์พีซีของตนเองเชื่อมโยงกับเครือข่ายแลน เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เรียกว่า ไคลแอนด์ ส่วนสถานีบริการกลางเรียกว่า เซิร์ฟเวอร์ เช่น ถ้ามีระบบฐานข้อมูลกลางที่ให้บริการกลางร่วมกันก็เรียกว่า ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องไคลแอนต์เรียกค้นข้อมูลข่าวสารจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ได ้รูปแบบการทำงานแบบนี้จึงเป็นการลดขนาดของเซิร์ฟเวอร์ลงจากโฮสเบส เพราะสถานีย่อยคือไคลแอนต์สามารถช่วยดำเนินการบางอย่างเองได้ และการทำงานในระดับไคลแอนต์ที่สำคัญคือ มีส่วนช่วยในการติดต่อกับผู้ใช้ที่จะแสดงผลแบบกราฟฟิก
  • 18. เครือข่ายแลนสนับสนุนการทำงานเป็นกลุ่ม การเชื่อมต่อแลนเป็นอินทราเน็ต เมื่อนำเวอร์กกรุ๊ปหรือเครือข่ายแลนย่อย ๆ หลายเครือข่ายต่อเชื่อมกันเป็นเครือข่ายขององค์กร มีเส้นทางการเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารหลักที่เรียกว่าแบคโบน (backbone) เครือข่ายนี้จึงเป็นเครือข่ายที่สนับสนุนการทำงานขององค์กร ซึ่งอาจเรียกว่าเอ็นเตอร์ไพรสเน็ตเวอร์กหรืออินทราเน็ต ในระดับองค์กรจึงมีการบริหารจัดการเครือข่ายขององค์กร มีหน่วยงานดูแลเครือข่ายกลาง และดูแลทรัพยากรที่สนับสนุนการใช้งานในองค์กร ลักษณะการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานอาจข้ามออกไปยังหน่วยงานที่อยู่ห่างไกล โดยเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายสาธารณะแบบแวน (wan) สภาพการทำงานภายในองค์กรยังมีลักษณะการใช้ทรัพยากรร่วมกันมีสถานีบริการที่ เรียกว่าเซิร์ฟเวอร์ ผู้ใช้ใช้พีซีที่ต่ออยู่บนเครือข่ายเชื่อมโยงเรียกใช้บริการเครื่อง เซิร์ฟเวอร์ ภายในองค์กรอาจมีฐานข้อมูลเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์กลางหรืออาจจะมีหลาย เซิร์ฟเวอร์กระจายกันอยู่ก็ได้ ลักษณะการใช้งานบนเครือข่ายจึงสนับสนุนการทำงานตั้งแต่งานในระดับบุคคลที่ ใช้พีซีของตนเองเป็นหลัก เชื่อมต่อใช้งานร่วมกันเป็นเครือข่ายในแผนก ในกลุ่มงานของตน ใช้สถานทีบริการเซิร์ฟเวอร์ในแผนกของตน และยังเชื่อมโยงกับองค์กรใช้งานในลักษณะร่วมกับส่วนกลางขององค์กร ดังนั้นทุกคนในองค์กรที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายจึงสามารถเลือกใช้ทรัพยากร คอมพิวเตอร์ข้อมูลข่าวสารทั้งของกลุ่มและขององค์กรได้
  • 19. เครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรต้องเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของแต่ละแผนก เข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูลร่วมกัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ทรัพยากรฮาร์ดแวร์ร่วมกันได้อีกด้วย ในเชิงเทคนิคนั้นระบบสารสนเทศระดับองค์กรจะมีระบบคอมพิวเตอร์ที่ดูแลแฟ้ม ข้อมูลที่ใช้งานร่วมกันไว้ในไฟล์เซิร์ฟเวอร์ มีการใช้เครือข่ายแลนเชื่อมโยงเครื่องมือพื้นฐาน อีกประการหนึ่งของระบบข้อมูลข่าวสาร คือระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งเป็นโปรแกรมที่สำคัญในการช่วยดูแลระบบข้อมูลและการประยุกต์ใช้งานด้าน ต่าง ๆ การใช้เครือข่ายเพื่อสนับสนุนการทำงานในองค์กร การเชื่อมโยงระหว่างองค์กร การบริหารและการจัดการระบบสารสนเทศสมัยใหม่ ยังเน้นให้เกิดการทำงานแบบธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Business) และมีการค้าขายแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างองค์กรเพื่อให้เกิดการทำงาน ร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน การเชื่อมโยงระหว่างกันในปัจจุบัน เน้นการใช้เส้นทางร่วมแบบสาธารณะ เช่น ใช้อินเทอร์เน็ต ลักษณะการเชื่อมโยงออกสู่ภายนอก จึงมีลักษณะที่ต้องการสร้างวงจรเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างองค์กร หรือการวิ่งผ่านเส้นทางสาธารณะร่วมกัน
  • 20. การเชื่อมโยงระหว่างองค์กรอินเทอร์เน็ต จึงเป็นเครือข่ายสากลที่เชื่อมโยงเครือข่ายย่อยขององค์กรจำนวนมหาศาลเข้า ด้วยกัน ทำให้ทุกองค์กรที่เชื่อมโยงเข้าถึงอินเทอร์เน็ตติดต่อถึงกันได้ และหากถ้ามีองค์กรใดสร้างเครือข่ายและเชื่อมโยงต่อออกไปภายนอก โดยเน้นการทำงานในขอบเขตจำกัด เช่น ให้บริการลูกค้าติดต่อเข้ามาได้ และไม่สามารถออกไปนอกเครือข่ายอย่างอิสระเหมือนอินเทอร์เน็ต เราก็เรียกว่า เอ็กซ์ทราเน็ต ศูนย์สารสนเทศกับองค์กรในองค์กรมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศหลายระดับ ดังนั้นการจัดประเภทของศูนย์สารสนเทศจึงต้องเน้นให้สนับสนุนการทำงาน ทุกระดับ ศูนย์สารสนเทศจึงมีลักษณะที่แบ่งตามประเภทการใช้งานดังนี้ ศูนย์สารสนเทศสนับสนุนการทำงานระดับกลุ่ม จากการใช้งานในระดับเวอร์กกรุ๊ป ที่มีการจัดการเซิร์ฟเวอร์ของตนเองภายในแผนกหรือกลุ่มจึงต้องรับผิดชอบงาน ทางด้านสารสนเทศของตนเอง เช่น งานแผนกบุคคล ต้องดูแลฐานข้อมูลพนักงานทั้งหมด ดูแลการดำเนินงานเพื่อการทำงานการเงินเดือน แผนกขายก็ต้องดูแลฐานข้อมูลลูกค้า ฐานข้อมูลสินค้าคงคลังของตนเอง การกระจายศูนย์สารสนเทศลงไป ในระดับกลุ่มทำให้มีความสะดวกในการปฏิบัติงาน สามารถดำเนินงานด้วยความคล่องตัว แต่มีปัญหาในเรื่องความซ้ำซ้อนของข้อมูลระหว่างกลุ่ม และยุ่งยากในเรื่องการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลข่าวสาร
  • 21. ศูนย์สารสนเทศส่วนกลาง สืบเนื่องจากองค์กรมีการสร้างเครือข่ายหรือมีระบบข้อมูลข่าวสารร่วม ดังนี้ศูนย์สารนิเทศส่วนกลางจึงมีความจำเป็นที่จะทำให้ระบบการใช้ข้อมูล ข่าวสาร ในลักษณะการใช้งานร่วมกัน ทำให้สะดวกขึ้น และยังบริหารเครือข่ายหรือช่วยในเรื่องการติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กร ความสำเร็จอยู่ที่การจัดการโครงสร้างในองค์กร รูปแบบการบริหารสารสนเทศในองค์กรจึงเป็นได้ ทั้งแบบรวมศูนย์เหมือนในอดีต แต่ในสภาพปัจจุบันความต้องการใช้สารสนเทศมีความหลากหลาย และมีความแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ระดับส่วนตัวจนถึงระดับระหว่างองค์กร ดังนั้นความสำเร็จขององค์กรจึงอยู่ที่ การบริหารและการจัดการโครงสร้างสารสนเทศ ให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานขององค์กร ซึ่งสามารถแยกกระจายตั้งแต่ระดับบุคคล ระดับกลุ่ม ระดับองค์กร และระหว่างองค์กร การเลือกสภาพที่เหมาะสมต่อการใช้งานจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
  • 22. เรื่อง องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์
  • 23.  คอมพิวเตอร์ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วนด้วยกัน คือ  1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง สิ่งที่มองเห็นและจับต้องสัมผัสได้ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ (Case) เมนบอร์ด (Main board) และอุปกรณ์ต่อพ่วงรอบข้าง (Peripheral) ที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮาร์ดดิสก์ แป้นพิมพ์ เม้าส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะไม่สามารถทำงานด้วยตัวเองเดี่ยว ๆ ได้ จะต้องนำมาต่อเชื่อมเพื่อทำงานร่วมกันเป็นระบบที่เรียกว่า “ระบบคอมพิวเตอร์ (Computer System)” ที่มีโครงสร้างของระบบจะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น2. ซอฟต์แวร์ (Software) หมายถึง โปรแกรม (Program) หรือชุดคำสั่งที่ควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้อง การ ซึ่งคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่ประกอบออกมาจากโรงงานจะยังไม่สามารถทำงานได้ใน ทันที ต้องมีซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นโปรแกรมหรือชุดคำสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงานตาม ต้องการได้ โดยโปรแกรมหรือชุดคำสั่งนั้นจะเขียนจากภาษาต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ (Programming Language) ภาษาใดภาษาหนึ่ง และมีโปรแกรมเมอร์ (Programmer) หรือนักเขียนโปรแกรมเป็นผู้ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเขียนซอฟต์แวร์แบบ ต่าง ๆ ขึ้นมา
  • 24. ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ1) ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่จัดการและควบคุม ทรัพยากรต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ และอำนวยความสะดวกด้านเครื่องมือสำหรับการทำงานพื้นฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ใช้เริ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ การทำงานจะเป็นไปตามชุดคำสั่งที่เขียนขึ้น ตลอดจนควบคุมการสื่อสารข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น เพื่อใช้งานด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะตามที่ผู้ใช้ต้องการ เช่น งานด้านการจัดทำเอกสาร การทำบัญชี การจัดเก็บข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนงานด้านอื่น ๆ ตามแต่ผู้ใช้ต้องการ3. ข้อมูล/สารสนเทศ (Data/Information) คือ ข้อมูลต่างๆ ที่เรานำมาให้คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลคำนวณ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ได้มาเป็นผลลัพธ์ที่เราต้องการ ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลบุคลากรเกี่ยวกับรายละเอียดประวัติส่วนตัว ประวัติการศึกษาหรือ ประวัติการทำงาน ซึ่งอาจนำมาจำแนกเป็นรายงานต่างๆ เกี่ยวกับบุคลากรในหน่วยงานได้ หรือข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขมาตรๆ ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง ก็ใช้สำหรับคำนวณเป็นปริมาณไฟฟ้า ที่ใช้ในแต่ละเดือน แล้วคิดเป็นเงิน ที่จะต้องชำระให้กับการไฟฟ้าฯ
  • 25. 4. บุคคลากร (People ware) คือ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานต่างๆ และผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานนั้นๆ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์นั้น มีความสำคัญมาก เพราะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่างๆ นั้นจะต้องมีการจัดเตรียมเปลี่ยนระบบ จัดเตรียมโปรแกรมดำเนินการต่างๆ หลายอย่าง ซึ่งไม่สามารถทำด้วยตัวเองได้ ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากนัก เราจึงถือว่าบุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของ ระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งสามารถสรุปเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ดังนี้- เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (Operator)- บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบ (System)- ผู้จัดการศูนย์ประมวลผลคอมพิวเตอร์ (Electronic Data Processing Manager)- ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ (Computer user)5. กระบวนการทำงาน (Documentation/Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกับคอมพิวเตอร์จำเป็นที่จะต้องให้ผู้ใช้เข้าใจขั้นตอนการทำงาน ต้องมีระเบียบปฏิบัติให้เป็นแบบเดียวกัน มีการจัดทำคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์ให้ทุกคนเรียนรู้และใช้อ้างอิงได้นอกจาก นั้นเมื่อการใช้มาตรฐาน ช่วยให้การประสานงาน ระหว่างหน่วยงานย่อยๆ ราบรื่น การจัดซื้อจัดหา ตลอดจนการบำรุงรักษาเครื่องคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ก็จะง่ายขึ้นเพราะทุกหน่วยงานใช้มาตรฐานเดียวกัน

facebook comments:

ข้อความนี้ถูกเขียนใน เทคโนโลยี คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>